ในวันที่บ้านกลายเป็นพื้นที่อันตรายที่สุด 'แม่' คือคนที่พร้อมให้กำลังใจทุกคนในครอบครัว

read : SOCIETY


ในหมู่บ้านของเราเกิดคลัสเตอร์ (ผู้ติดเชื้อในพื้นที่เดียวกัน) แม่เราคือผู้ติดเชื้ออันดับที่ 14 แล้วหลังจากนั้นก็ตามด้วยครอบครัวเราทั้งหมด ตัวเรา พ่อ แล้วก็หลานอายุ 1 ขวบ จากนั้นก็ครอบครัวของพี่สาวเรา และพี่เขย ทุกคนติดหมดเลย เรียกว่าผลตรวจออกวันเว้นวัน

ช่วงที่ติดเชื้อเป็นช่วงก่อนสงกรานต์ วันที่ 11 เมษายน แม่เราไปคุยกับกลุ่มเพื่อนในหมู่บ้านจากนั้น วันที่ 17 เมษายน เพื่อนแม่กลุ่มนั้นทยอยติดเชื้อไปทีละคน ตอนนั้นแม่เราก็เริ่มเครียดแล้ว เขาตัดสินใจไปตรวจวันที่ 24 เมษายน วันถัดมาก็เป็นไปอย่างที่กลัว ผลออกมาว่าแม่ติดเชื้อโควิด


บ้านกลายเป็นที่ที่อันตรายที่สุด

บ้านเราค่อนข้างจะกลัวโควิดมากๆ หลายเดือนมานี้จะไม่มีการกินข้าวด้วยกันเลย ส่วนหน้าบ้านจะตั้งเจลล้างมือไว้ เรากดเป็นประจำเวลาเข้าออก แต่แค่นั้นมันไม่พอ

วันนั้นคือวันที่ 25 เมษายน ประมาณ 11 โมงเช้า เรายังนอนหลับอยู่เลย แม่ใส่แมสก์เดินขึ้นมาที่ห้องแล้วบอกว่า “แม่ติดโควิดนะ” เราตกใจมือเอื้อมไปคว้าแมสก์จะมาใส่ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ทันแล้ว เราอยู่บ้านเดียวกัน แล้วเวลาอยู่บ้านใครมันจะไปใส่แมสก์ ในใจตอนนั้นคือเอายังไงก็เอา เพราะมันมาถึงหน้าห้องแล้ว จะติดก็คงต้องยอม

ความคิดในหัวเราคือที่ทำมาทั้งหมดเรียกว่าเป็นศูนย์เลย เวลาออกไปข้างนอก เราดูแลตัวเอง ใส่แมสก์ 100% สเปรย์แอลกอฮอล์เราฉีดจนเปียก เรียกว่าฉีดเล่นเลยก็ได้ แต่สุดท้ายมันมาเกิดในบ้านของเรา ที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยที่สุด กลายเป็นที่ที่อันตรายที่สุด (ถอนหายใจ) แต่เราและครอบครัวไม่ได้โทษใครนะ ไม่มีใครอยากโชคร้ายไม่ว่าจะแม่ หรือคนในหมู่บ้าน มันไม่มีใครรู้ ไม่มีใครอยากเป็นคนนั้นที่เอาเชื้อมาแพร่ เราเองก็ไม่ได้ผิด แค่บังเอิญวันนั้นแม่ไปคุยกับเพื่อนบ้านเท่านั้นเอง (หัวเราะ)

กักตัว 14 วัน ทั้งครอบครัว
แม่กับพ่อ อายุ 53 ปี ส่วนตัวเรากับพี่ๆ ก็ประมาณ 25-29 ปี แล้วก็หลานอายุ 1 ขวบ คนที่เราเป็นห่วงมากๆ คือหลานที่อายุยังน้อย แล้วก็แม่ เพราะแม่มีโรคประจำตัวพวกความดันฯ เบาหวาน ก่อนจะมาที่นี่ (โรงพยาบาล) แม่ก็มีอาการซึมๆ จากความดันสูง แต่เชื่อไหมว่าแม่คือคนที่ให้กำลังใจทุกคนมากกว่าใคร

ทุกวันแม่จะไลน์เข้ามาคุยในกลุ่มครอบครัว แม่จะถามตลอดว่ามีอาการอะไรบ้าง ยังสบายดีไหม เพื่อนร่วมห้องเป็นยังไงบ้าง มันเป็นประโยคซ้ำๆ ที่ถาม 3 เวลา ก็ไม่รู้นะว่าจะถามไปทำไม แต่มันแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าเขายังสบายดี ซึ่งมันสำคัญกับเรามาก หรือเรื่องตลกที่แม่ทำให้ขำช่วงนี้ เช่น แม่ทักมาในกลุ่มว่าแม่ไปอังกฤษ 14 วันนะ พ่อก็มาต่อว่าไปอินเดีย 14 วัน เราจะเหลืออะไร งั้นไปจีน 14 วัน (หัวเราะ) พวกนี้มันเป็นอะไรขำๆ ที่เป็นกำลังใจในเวลาแบบนี้มาก ๆ เลย

ในสถานการณ์แบบนี้เราเห็นด้วยมากๆ ว่ากำลังใจจากครอบครัวสำคัญที่สุด เราเพิ่งจะทยอยเข้าโรงพยาบาลกัน 1-2 วัน ผมลองนึกๆ ว่าถ้าเกิดแม่หรือพ่อไม่ทักไลน์มา เงียบหายไปอันนี้เรื่องใหญ่เลยนะ เราอาจจะฟุ้งซ่านไปเลยจะต้องไปติดต่อหมอคนไหน จะโทรไปหาใครได้บ้างที่พอจะอัปเดตอาการของเขาได้

การที่ตัวเราเองออกจากตรงนี้ไม่ได้มันเหมือนติดคุกมากๆ ความเหงาตอนนี้ถ้าเต็ม 10 ก็น่าจะสัก 8 เลย สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีทุกวัน คือการที่ทุกคนยังตอบแชท ถ่ายรูปความเป็นอยู่มาให้ได้ดูกัน มันคือสิ่งเดียวจริงๆ ที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้ 

Author & Draw

ลดาภรณ์ เซิงเจ๋

เป็นคนกทม. หลงรักการเดินทาง ปัจจุบันปักหลักอยู่เชียงใหม่

สุกฤตา ณ เชียงใหม่

รับบทเป็นกราฟิกสาววัยเบญจเพส เป็นคนชอบศิลปะ จับปากกา แต่พอโตขึ้นมาเพิ่งจะรู้ว่าชอบเธอ ฮิ้ววว :)

RELATED