บทเรียนจากการจากลา และความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิตที่ได้จากวาระสุดท้ายของ ‘แม่’ คุยกับ ‘ไบรท์’ พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ

“การที่แม่เจ็บป่วยเป็นเวลากว่า 20 ปี มันก็เป็นเครื่องมือฝึกเขาอย่างหนึ่ง ฝึกการทำใจ การยอมรับความเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวเอง ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน การมองเห็นและเตรียมตัวจากไปซึ่งเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต เพราะเวลาเข้าผ่าตัดแต่ละครั้ง มันไม่รู้เลยว่าครั้งไหนเขาจะไม่ฟื้น ซึ่งก่อนจะเข้าผ่าตัด แม่ก็จะบอกไว้หมดเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ให้ทำอะไรบ้างถ้าแม่จากไป”

‘การเตรียมตัวตาย’ อาจฟังดูน่ากลัวหรือดูห่างไกลสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับ ‘ไบรท์’ พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ พิธีกรรายการเรื่องเล่าเช้านี้ เรื่องนี้นับเป็นสิ่งที่เธอและครอบครัวเตรียมพร้อมที่จะรับมือมาตลอด ท่ามกลางการต่อสู้กับความเจ็บป่วยของคุณแม่ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะมีเวลามากแค่ไหน ก็ไม่เพียงพอสำหรับการรับมือกับการสูญเสียคนที่รักไปได้อยู่ดี เรื่องราวของคุณแม่ได้กลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่าของชีวิต โดยเฉพาะคนที่อยู่ในบทบาทของ ‘ผู้ดูแล’ หรือแม้แต่คนทั่วไปที่ยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รัก ที่จะชวนทุกคนให้กลับมาสำรวจชีวิตของตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการจากลาและมองความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

‘แม่’ ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่คืออีกครึ่งของชีวิต

“แม่ตรวจพบมะเร็งรังไข่ ตอนไบรท์อยู่มหาวิทยาลัยปี 1 หรือปี 2 จำได้ว่าวันนั้น นั่งเรียนอยู่ใต้ตึก รู้ผลชิ้นเนื้อ ในสมองก็คิดวนตลอดเวลาว่าแม่เราเป็นมะเร็ง แต่ด้วยความเข้มแข็งของแม่ เขาไม่เคยแสดงความอ่อนแอ ไม่เคยร้องไห้ฟูมฟาย นั่นก็เลยทำให้ทุกคนในบ้านเข้มแข็งตามไปด้วย และเราก็ผ่านช่วงเวลานั้นกันมาได้ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับแม่มาก

“คุณหมอเคยบอกว่าส่วนใหญ่ถ้าโรคจะกลับมา ก็มักจะกลับมาใน 5 ปีแรก ตอนนั้นไบรท์ก็ไปหาหมอเป็นเพื่อนแม่ตลอด ไปตรวจเช็ก แล้วเราก็นับปีกันไปเรื่อย ๆ 5 ปี 6 ปี 7 ปี จนคิดว่าหายแล้ว พ้นแล้ว แต่พอปีที่ 11 ไบรท์ไปปฏิบัติธรรมกับแม่ แล้วแม่ปวดท้องมาก จนตรวจพบว่ามะเร็งมันไปขึ้นที่ท่อไต แม่ก็เลยต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาอีกรอบ ต้องผ่าตัดไตและท่อไตออก แล้วมันก็ลามไปกระเพาะปัสสาวะ และท่อไตอีกข้าง ก็ต้องผ่าตัดใหญ่อีก เรียกได้ว่าชีวิตแม่ในช่วงเกือบ ๆ 20 ปีนั้น ต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่ตลอด

“สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไปต่อได้เพราะเรามีความหวัง ความหวังมันสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยรวมถึงญาติด้วย การที่เรามีความหวังที่แข็งแรง มันจะทำให้เราไปต่อข้างหน้าได้ ไบรท์เคยพูดกับแม่ว่า แม่รู้ไหมว่าชีวิตของแม่มีคุณค่าสำหรับไบรท์มากแค่ไหน ลมหายใจของแม่ ต่อให้มันอีกแค่วันเดียว มันก็สำคัญสำหรับไบรท์นะ อยากให้แม่อดทน อยากให้แม่สู้ต่อ

“เรามีแม่เป็นเพื่อนสนิท เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ให้คำแนะนำ ไบรท์คุยกับแม่ได้ทุกเรื่อง ทุกอย่าง เหมือนเขาเป็น Partner of life ของไบรท์ เป็นอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต จนตอนนี้ที่เขาไม่อยู่ ไบรท์ชอบพูดกับเพื่อนว่าแม่เหมือนผู้นำทางจิตวิญญาณที่หายไป”

เตรียมตัวให้พร้อมกับความไม่แน่นอนของชีวิต

“คุณแม่ชอบศึกษาธรรมะอยู่แล้ว เขาจะขีดเส้นใต้เนื้อหาส่วนที่สำคัญ และมีสมุดจดข้อความสั้น ๆ เก็บไว้ให้ลูกอ่าน แม่บอกว่าการเตรียมเรื่องพวกนี้มันก็เหมือนการว่ายน้ำ ถ้าลูกไม่ฝึกว่ายน้ำเอาไว้เลย วันหนึ่งถูกจับโยนลงไปในน้ำ ลูกจะเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ถ้าได้รับการฝึกมาบ้าง อย่างน้อยลูกก็ไม่ตระหนก

“การที่แม่เจ็บป่วยเป็นเวลากว่า 20 ปี มันก็เป็นเครื่องมือฝึกเขาอย่างหนึ่ง ฝึกการทำใจ การยอมรับความเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวเอง ความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน การมองเห็นและเตรียมตัวจากไปซึ่งเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของชีวิต เพราะเวลาเข้าผ่าตัดแต่ละครั้ง มันไม่รู้เลยว่าครั้งไหนเขาจะไม่ฟื้น ซึ่งก่อนจะเข้าผ่าตัด แม่ก็จะบอกไว้หมดเลยว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ให้ทำอะไรบ้างถ้าแม่จากไป

“พอได้รับสารมาจากคุณหมอ ไบรท์ก็จะถามความเห็นของแม่ว่า ถ้าอาการมันเป็นแบบนี้ แล้วแม่ต้องรักษาแบบนี้ แม่โอเคไหม อะไรที่แม่ทรมานให้บอก เราจะไม่เลือกทางนั้น ไบรท์เลือกที่จะบอกแม่ตรง ๆ เขาเป็นอะไรก็คือเป็นอย่างนั้น เพื่อที่แม่จะได้รู้ความเป็นไปของร่างกายตัวเอง เพียงแต่ว่าไบรท์จะกรองมาก่อนนิดหนึ่ง และไบรท์ก็จะเคารพการตัดสินใจของเขา ถ้าเขาบอกว่าไปต่อเราไปด้วยกัน แต่ถ้าเขาบอกว่าไม่มันก็คือร่างกายของแม่”

บางครั้งความรักครั้งสุดท้ายก็คือการให้คนที่รักได้จากไปอย่างสงบ

“ช่วง 6 เดือนสุดท้ายที่แม่อยู่โรงพยาบาล ไบรท์ไปโรงพยาบาลทุกวัน ด้วยความคิดว่าเราไม่รู้ว่าวันไหนมันจะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เจอเขา ดังนั้น ตอนที่เขายังหายใจอยู่กับเรา ไบรท์ก็จะทำให้มันดีที่สุด พอคุณหมอบอกว่าเราต้องเริ่มนับถอยหลัง 4 สัปดาห์หลังจากนี้นะ ซึ่งมันเป็น 4 สัปดาห์ที่ไบรท์จะต้องเคานต์ดาวน์ไปทุก ๆ วัน ซึ่งมันทรมานมาก เรายังเห็นว่าเขานั่งพูดกับเราอยู่ เขายังยิ้มกับเราได้ มันเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก แต่แม่ตัดสินใจแล้ว มันเหลือแต่เราแล้วที่ต้องจัดการตัวเราเอง

“ตอนนั้นพี่สาวมาบอกว่า ‘คนที่ยากสำหรับเรื่องนี้มันไม่ใช่เราแต่คือแม่ ไบรท์คิดดูนะ เราทุกคนบอกลาแม่แค่คนเดียว แต่แม่ต้องบอกลาคนที่รักเขาตั้งกี่คน เราจะไม่ทำให้แม่ทรมาน มันคือการจบแชปเตอร์นี้ของแม่ แล้วแม่จะไปเริ่มใหม่ในที่ใหม่ ที่เขาจะมีความสุข ไม่ต้องทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บป่วย’

“แม้ว่าการจากลามันจะเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่การจากลากับคนที่รักและผูกพันกันมาก ๆ มันยากมากเลย ในใจเราไม่อยากให้เขาไป แต่เราต้องเปล่งออกไปว่าแม่ไม่ต้องห่วงนะ แม่ไปได้เลย ลูกใช้ชีวิตได้ แม่ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว ปากสั่นเลยนะคะ ตอนที่พูด ไบรท์แอบไปร้องไห้ทุกวัน มันเป็นการจากลาที่ยากที่สุดในชีวิตแล้ว”

เปลี่ยนความคิดถึงให้เป็นพลังของชีวิต

“มีคนถามเรื่องนี้กับไบรท์เยอะมาก เพราะเขารู้ว่าวันหนึ่งคุณพ่อ คุณแม่เขาก็ต้องจากไป เหมือนที่คุณแม่ไบรท์จากไบรท์ไป แล้วเขาก็เศร้าตั้งแต่วันนี้ ไบรท์ก็เลยปลอบใจเขาไปว่า ‘เชื่อเราเถอะ วันนี้ไม่ต้องเศร้า เพราะขนาดเราเตรียมตัว เราฝึกใจมาแล้ว พอมันเกิดขึ้นจริง เรายังรู้สึกเหมือนโลกพังทลายลงมาเลย ดังนั้น เราควรจะมีความสุขกับโมเมนต์นี้ และใช้เวลาด้วยกันอย่างเต็มที่

“แม่เขาจากไปอย่างสงบมาก เขาไปแบบไม่มีอะไรต้องห่วง และเขาไม่กลัวเพราะเขาได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว ไบรท์อยากไปแบบแม่ เรารู้ว่าความตายมันเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน มันจะเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่มีใครที่ไม่ตาย พอเรารู้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง เราจะเตรียมพร้อม

“ถึงตอนนี้ถ้าถามว่ายังคิดถึงแม่ไหม ยังร้องไห้ไหม คำตอบก็คือใช่ และไบรท์ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด มันขึ้นอยู่กับว่าใครมีวิธีบริหารจัดการกับความรู้สึกตรงนี้อย่างไร แต่สำหรับไบรท์ ไบรท์ยังอยากให้มันคงอยู่

“ไบรท์ว่าความคิดถึงมันมีพลัง ไบรท์คิดถึงแม่ แต่ไบรท์จะทำให้ความคิดถึงนั้นเป็นเชิงบวก คิดถึงแล้วเรายิ้ม คิดถึงแล้วเราอุ่นในใจ เราอาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ดีกว่าเราทำไม่ได้เลย ไบรท์เคยคิดเล่น ๆ ว่าในวาระสุดท้ายของชีวิตไบรท์ เวลาไบรท์จะหลับตาลงไป ไบรท์อยากให้ภาพสุดท้ายมันเป็นภาพของแม่”

Credits

ผู้เขียน

  • Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ