“สิทธิของผู้สูงอายุ” ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสูงวัย แต่คือ “สิทธิของเราทุกคน” ในวันข้างหน้า | Stage มนุษย์ต่างวัย Fest 2026

เมื่อพูดถึง “สังคมสูงวัย” หลายคนมักนึกถึงภาระค่าใช้จ่าย การดูแล หรือสวัสดิการที่รัฐต้องจัดสรรให้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงประเด็นเรื่องผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคนวัยเกษียณเท่านั้น หากเป็นเรื่องของ “สิทธิ” ที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน เพราะทุกคนกำลังเดินหน้าเข้าสู่วัยสูงอายุในทุก ๆ วัน

สังคมจึงควรมองผู้สูงอายุในมุมใหม่ ไม่ใช่ในฐานะผู้รับการสงเคราะห์ แต่ในฐานะ “ผู้ทรงสิทธิ” ที่ยังคงมีศักยภาพ มีประสบการณ์ และมีคุณค่าในการขับเคลื่อนสังคม เพราะสิทธิของผู้สูงอายุ ไม่ใช่สิทธิของคนกลุ่มหนึ่ง แต่คือสิทธิของทุกคนในอนาคต

หนึ่งในมายาคติที่สังคมไทยยังกำลังเผชิญ คือการมองว่าผู้สูงอายุควรหยุดทำงาน อยู่บ้าน หรือหมดบทบาททางเศรษฐกิจแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้สูงวัยจำนวนมากยังมีสุขภาพแข็งแรง มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ยังต้องการทำงานต่อ มีสิทธิในการประกอบอาชีพ มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม และมีสิทธิเลือกวิถีชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ตาม

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โครงสร้างประชากรก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมเมื่อหลายสิบปีก่อน ลูกหลานวัยทำงานหลายคนสามารถช่วยกันดูแลผู้สูงอายุหนึ่งหรือสองคนได้ แต่ในอนาคตอันใกล้ คนวัยทำงานเพียง 1 คน อาจต้องดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 1 คน ทั้งยังต้องดูแลบุตรหลานของตน กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า “Sandwich Generation”  ซึ่งสร้างความกดดันให้คนวัยทำงานและวัยกลางคนที่กำลังสร้างครอบครัวทั้งยังต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราลงไปด้วย

ความสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใครจะดูแลผู้สูงอายุ” แต่คือ “เราจะสร้างระบบที่ทำให้ผู้สูงอายุยังดูแลตัวเองได้อย่างไร”

ในมุมเศรษฐศาสตร์ มีการตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่อง “อายุเกษียณ” ว่าแท้จริงแล้วใครเป็นผู้กำหนดว่าคนอายุ 60 ปีควรหยุดทำงาน เมื่ออายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมาก จากเดิมเมื่อปี 2494 ประชากรไทยมีอายุขัยเฉลี่ย 45 ปี แต่ปัจจุบันประชากรไทยมีอายุขัยเฉลี่ย 78 ปีแล้ว ดังนั้น การใช้กรอบคิดอายุเกษียณแบบเดิมจึงอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกต่อไป

เพราะผู้สูงวัยจำนวนมากยังมีศักยภาพในการทำงาน และหลายงานก็ยังต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ หรือความชำนาญที่คนรุ่นใหม่ไม่มี ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่คือการสร้างพื้นที่ให้ผู้สูงวัยยังมีโอกาสสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและสังคม เพราะงานไม่ใช่แค่รายได้ แต่คือศักดิ์ศรีและความหมายของชีวิต

มูลนิธิกระจกเงาได้สะท้อนให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า ผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยยังต้องการทำงาน แม้จะเกษียณแล้วก็ตาม และหลายคนไม่ได้ต้องการเพียงรายได้เพิ่มเติม แต่ต้องการรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า ยังมีบทบาท และยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การถามว่าผู้สูงอายุทำงานได้หรือไม่ แต่คือการออกแบบงานให้เหมาะกับศักยภาพ สุขภาพ และข้อจำกัดของแต่ละคน การจ้างงานผู้สูงวัยอาจไม่จำเป็นต้องเป็นงานเต็มเวลาเสมอไป แต่อาจเป็นงานที่ยืดหยุ่น งานที่ทำจากบ้าน งานที่ใช้ทักษะเฉพาะทาง หรือการถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่

ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ต้องมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบรองรับสังคมสูงวัย ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการออม การพัฒนาทักษะใหม่ การออกแบบระบบดูแลระยะยาว รวมถึงการพัฒนาสวัสดิการที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงคือแนวคิด Silver Economy หรือเศรษฐกิจผู้สูงวัย คือ แทนที่จะมองสังคมสูงวัยเป็นวิกฤต อาจถึงเวลาที่เราต้องมองว่านี่คือโอกาสในการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับสังคม ผ่านการดึงศักยภาพ ความรู้ และประสบการณ์ของผู้สูงวัยกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์

เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้สูงวัยไม่ใช่ต้นทุนที่หมดค่า แต่คือทุนมนุษย์ที่ยังมีศักยภาพอีกมหาศาล ดังนั้นการสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ไม่ได้หมายถึงการดูแลเฉพาะคนวัยเกษียณ แต่คือการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน และเป็นอนาคตที่ผู้คนยังมีสิทธิทำงาน มีรายได้ มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกได้ แม้อายุจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

Stage มนุษย์ต่างวัย Fest 2026

Sessions: สิทธิของผู้สูงอายุวันนี้ คือสิทธิของเราในวันหน้า

โดย

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา

ผศ. ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ  (ด้านเศรษฐศาสตร์)

ดำเนินวงสนทนาโดย ประสาน อิงคนันท์ (มนุษย์ต่างวัย)

Credits

Author

  • มนุษย์ต่างวัย

    Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ