เรื่อง Longevity หรือการมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาวไม่ได้มีแค่เรื่องทางกายภาพเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือความสัมพันธ์ที่ดี ที่จะทำให้เรามีความสุขและมีเหตุผลที่จะอยากมีชีวิตอยู่ไปนาน ๆ เพราะถ้าเรามีชีวิตอยู่แล้วไม่มีความสุขตั้งแต่ในบ้านของตัวเอง เราก็คงไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม
โลกยุคนี้คือช่วงเวลาที่มีคนหลายเจนฯ อยู่ร่วมกันมากที่สุด ท่ามกลางความแตกต่าง หลากหลาย เราควรใช้ Mindset แบบไหน เพื่อให้เราอยู่ร่วมกับคนทุกวัยได้อย่างมีความสุข จริง ๆ แล้วเราก็ใช้ชีวิตกับคนหลายเจเนอเรชันมาตลอด เพียงแต่สมัยก่อนมันอาจไม่ได้มีนิยาม และความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเท่ากับสมัยนี้ เด็กสมัยนี้เขาก็ไม่ต่างจากตัวเราเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนเราเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เราก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับความคิดหรือการกระทำของผู้ใหญ่ เพียงแต่เราไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นออกไป เราคิดว่าตัวเองสามารถทำความเข้าใจและเปิดใจรับฟังเด็ก ๆ ได้ เพราะพอเราโตขึ้น เราผ่านการเป็นเด็กมาก่อนแล้ว แต่เด็กเขาไม่เคยแก่เท่าเรา นั่นแสดงว่าเรามีความเข้าใจชีวิตมากกว่าเขา
ลองคิดในมุมของคนอื่นบ้าง
เราอาจจะคิดว่าเด็กสมัยนี้ เขาไม่ได้อยากเปิดใจกับเรา ไม่อยากพูดอะไรให้เราฟัง เราต้องกลับมามองตัวเองก่อนว่าเวลาที่เขาพูด เราเคยฟังเขาไหม บางครั้งเขาอาจจะเคยพูดอะไรกับเรามาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่เราไม่ฟัง เพราะจริง ๆ แล้วคงไม่มีใครไม่อยากพูดให้คนที่อยากฟังฟังหรอก ถ้าเราทำพลาดไปแล้วก็แค่ขอโทษ ผู้ใหญ่มักจะพูดขอโทษกับเด็กยาก แต่คำขอบคุณ คำขอโทษ คำพวกนี้เป็นสิ่งที่ดี ถ้าเรารู้ตัวว่าทำผิด ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร เราก็สามารถขอโทษเด็กได้
ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เปิดใจยอมรับความเห็นต่าง
การคุยกับคนต่างเจนฯ ยากเสมอ ถ้ามันเริ่มจากคนที่คิดว่า ‘ฉันเหนือกว่าอีกฝ่าย’ เช่น ฉันอายุมากกว่า ฉันตำแหน่งสูงกว่า ฯลฯ เพราะว่ามันจะทำให้เราปฏิเสธความคิดของอีกฝ่ายไปโดยอัตโนมัติ
หลักพื้นฐานในการอยู่ร่วมกับคนต่างวัยคือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เวลาเราบอกอะไรไป เด็ก ๆ อาจไม่ได้ทำตามทั้งหมด แต่เราต้องนึกไว้เสมอว่าทุกอย่างมีข้อดี ข้อเสีย วางอัตตาลงก่อน แล้วค่อยมาพูดคุยกันด้วยเหตุผล เพราะเด็กรุ่นนี้เขาต้องการคำอธิบายมากกว่าพวกเรา
บางครั้งเราอาจคิดว่าเราหวังดีกับอีกฝ่าย แต่เขาอาจจะไม่ต้องการก็ได้ ถ้าเราแสดงออกด้วยการทำให้เขาเข้าใจผิด เช่น พ่อแม่อาจจะเป็นห่วงลูก กลัวลูกเป็นอันตราย ก็เลยไม่อยากกลับบ้านดึก แต่แทนที่จะสื่อสารถึงความห่วงใย เรากลับไปต่อว่าเขา ไปดุเขา บางครั้งเราอาจจะเขินอายที่จะแสดงความรู้สึก หรือแสดงความรักที่มีต่ออีกฝ่าย แต่จริง ๆ แค่เราปรับวิธีการสื่อสาร ก็อาจช่วยทำให้มุมมองหรือผลลัพธ์บางอย่างเปลี่ยนไปได้
ฝึกมองโลกในแง่ดี
เวลาเกิดอะไรขึ้น อย่าปล่อยไปตามอารมณ์ แต่ให้รู้ทันว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกตรงหน้า จริง ๆ แล้วการมองโลกในแง่ดี เราไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น แต่เราทำเพื่อตัวเอง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วมันก็ไม่ได้เปลี่ยน แต่ความรู้สึกของเราจะเปลี่ยนไป แล้วคนรอบข้างหรือคนใกล้ชิดก็จะสัมผัสหรือรับพลังงานนั้นได้ด้วย การที่เรายิ้มบ่อย ๆ เป็นคนไม่คิดลบ จะทำให้เรามีพลังบวก มีความสุข แล้วคนอื่นเขาก็จะสัมผัสและรับพลังงานนั้นได้ แล้วเราก็จะอยากทำอะไรให้มีความหมายในทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่
ทำอะไรให้คนอื่นโดยไม่ต้องคาดหวังสิ่งตอบแทน
เราให้อะไรใครไป ไม่ต้องคิดว่าเขาจะมาตอบแทนอะไรเรา แค่เรามีความสุขจากการให้ก็พอแล้ว เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราคาดหวัง ความสุขที่เราให้เขาไปในตอนแรกก็ไม่มีเหลือแล้ว เพราะเราจะมัวแต่ไปโฟกัสว่าเขาจะให้อะไรเรากลับคืนมาไหม หรือจะตอบแทนเรากลับมาเมื่อไร จนเราไม่มีความสุข
Stage มนุษย์ต่างวัย Fest 2026
Sessions: อยู่จอย ๆ กับคนทุกเจนฯ กับ ‘หมอแม่
พญ.พิศศรี กิจนิรันดร์สิน จากช่อง TikTok Dr.Mom
ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 600,000 followers
















