ชวนมองความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ในหนังสารคดี ‘Homeless ไร้บ้าน ไม่ไร้หวัง’

‘บ้าน’ ในนิยามของคุณหมายถึงอะไร?

สำหรับบางคน บ้านคือสถานที่ที่มีคนที่เรารักรออยู่ แต่สำหรับบางคนบ้านอาจหมายถึงอิสระที่จะเดินทางไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ขณะที่บางคนไม่มีแม้แต่โอกาสเลือกว่าตัวเองอยากเรียกที่ไหนว่าบ้าน

นี่คือสิ่งที่ ‘อีฟ’ จริยา มุ่งวัฒนา ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘Homeless ไร้บ้าน ไม่ไร้หวัง’ ได้เรียนรู้ตลอด 7 ปีของการเดินทางติดตามชีวิต ‘ป๊อก’ ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ศิลปินไทยที่ออกจากบ้านเพื่อไปตามหาความฝันที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนให้เขาตัดสินใจเดินทางไปวาดภาพให้คนไร้บ้านและผู้ลี้ภัยกว่า 700 คน ใน 5 ประเทศ

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้พาให้เธอไปรู้จักเพียงชีวิตของคนที่ไม่มีบ้าน แต่ยังทำให้เธอค้นพบว่า แม้ชีวิตจะพาเราไปถึงวันที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย แต่มีบางสิ่งที่ยังอยู่กับเราได้เสมอ นั่นคือความหวังที่จะมีชีวิตต่อไป

Homeless

จากความสงสัยกลายเป็นหนังสารคดีที่ใช้เวลาทำกว่า 10 ปี

“ช่วงนั้นเราทำงานอยู่ที่ a day แล้ว ‘พี่โหน่ง’ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ (หนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร a day) เพิ่งเดินทางกลับจากนิวยอร์ก เขาเล่าเรื่องของ ‘ป๊อก’ ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล ให้เราฟัง แล้วถามว่าเราสนใจจะทำเรื่องชีวิตของคนคนนี้หรือเปล่า ซึ่งเราก็รู้แค่ว่าเขาเป็นศิลปินไทยที่ไปใช้ชีวิตที่นิวยอร์ก แล้ววาดรูปคนไร้บ้านตามท้องถนน แล้วเราก็อยากรู้ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ก็เลยตัดสินใจว่าจะทำเรื่องนี้

“เหตุผลแรกที่ทำให้ป๊อกตัดสินใจทำโปรเจกต์นี้ก็คือทำเพื่อช่วยคน แต่พอเวลาผ่านไป คำตอบพวกนั้นมันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เจอในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทำเพราะความสนุก หรือแม้แต่ทำเพื่อลบคำสบประมาท มันทำให้เราได้เห็นว่าชีวิตคนเรามันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว

“เราตามป๊อกไปถ่ายทำสารคดีครั้งแรกที่ปารีส ตอนนั้นก็ตามไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้มีไทม์ไลน์ว่ามันต้องเสร็จเมื่อไร แต่ก็ไม่ได้คิดเหมือนกันว่ามันจะนานขนาดนี้ เราใช้เวลาถ่ายไปทั้งหมด 7 ปี ตัดต่ออีก 3 ปี ด้วยความเป็นสารคดี เราไม่รู้หรอกว่ามันจะต้องใช้เวลาทำไปนานแค่ไหน เรารู้แค่ว่าจนกว่าเราจะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันให้อะไรคนดูมากพอแล้ว เราถึงจะเลิก”

Homeless

‘ไร้บ้าน’ ไม่ได้แปลว่า ‘ไร้ความหวัง’

“การวาดรูปพอร์ตเทรตมันคือการที่เราต้องไปนั่งโฟกัสหน้าคนคนหนึ่ง ต้องไปใช้เวลาประมาณหนึ่งอยู่กับเขา เพราะฉะนั้นมันจะได้อะไรมากกว่ารูปที่วาด เราได้บทสนทนาและการทำความรู้จักเบื้องหลังชีวิตของคนคนนั้น ซึ่งความมหัศจรรย์ที่เราได้เห็นคือศิลปะมันเป็นเหมือนประตูที่ช่วยเปิดใจผู้คนเหมือนกันนะ การที่เราเจอคนบนท้องถนนแล้วอยู่ดี ๆ จะเดินเข้าไปคุยกับเขา มันคงรู้สึกแปลก ๆ แต่พอป๊อกเดินเข้าไปแล้วบอกว่าจะขอวาดรูปให้ ส่วนใหญ่คนก็จะยอมนั่งเป็นแบบให้นะ แต่ถามว่ามันมีคนปฏิเสธ ถูกด่า ถูกไล่บ้างไหม ก็มีเหมือนกัน

“ส่วนใหญ่ภาพจำของคนไร้บ้านจะดูน่าสงสาร แต่พอมาทำเรื่องนี้จริง ๆ เรามีโอกาสได้เจอคนไร้บ้านหลายร้อยชีวิตจากหลากหลายประเทศ ได้พบสาเหตุการไร้บ้านมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การต้องเป็นคนไร้บ้านเพราะเกิดเหตุการณ์บางอย่าง จนทำให้เขากลับเข้าสู่ระบบการทำงานไม่ได้ เพราะไม่ได้รับโอกาสจากสังคม คนที่ออกมาจากบ้าน เพราะคิดว่าทุกที่ในโลกนี้คือบ้าน หรือคู่รักบางคู่เลือกที่จะย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าพวกเขาสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีคนที่รักอยู่ด้วย แม้กระทั่งคนที่ตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตเป็นภาระของสังคมไปเลยก็มี เพราะเห็นว่ารัฐบาลจัดสรรที่นอนและอาหารให้ เขาก็เลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปทำงาน

Homeless

“หรือจะเป็นเหตุผลด้านตรงข้าม อย่างชีวิตของ ‘ชาวโรฮิงญา’ (กลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของประเทศเมียนมา มีภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของตนเอง แต่ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ การถูกจำกัดสิทธิ และสูญเสียสถานะพลเมือง จนต้องหนีออกจากบ้านเกิดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบังกลาเทศ) ที่แทบจะเลือกอะไรในชีวิตไม่ได้ พวกเขาก็ยังเลือกที่จะหายใจ และพยายามที่จะมีชีวิตต่อไปให้ได้

“ปกติเราเป็นคนที่ชอบเดินทางมาก เวลาไปไหนก็จะอยากอยู่ที่นั่นนาน ๆ แต่ตอนที่เราตามไปดูชีวิตของ ‘ชาวโรฮิงญา’ ที่บังกลาเทศ เรานับถอยหลังทุกวินาทีว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน เพราะที่นั่น เรากินอะไรแทบไม่ได้เลย แม้แต่น้ำสะอาดก็ยังหายาก เราคิดว่าขนาดเราไปอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่วัน เรายังรู้สึกแบบนี้ แล้วพวกเขาที่ต้องอยู่ตรงนั้นตลอด จะมีชีวิตกันอย่างไร แต่สิ่งที่เราเห็นคือแม้ว่าพวกเขาอาจจะทำอะไรกับชีวิตไม่ได้มาก แต่สุดท้ายสิ่งที่พวกเขาเลือกได้ คือเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ การได้เจอพวกเขา มันก็เลยเป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เราเชื่อมั่นว่าตราบใดที่เรายังเลือกที่จะหายใจต่อไป ทุกอย่างในชีวิตมันจะมีทางออก”

จากความเชื่อสู่การเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต

ประสบการณ์ในค่ายผู้ลี้ภัยทำให้อีฟได้เห็นชีวิตของคนที่ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปทางไหน และยิ่งตอกย้ำความตั้งใจที่ทำให้เธออยากให้เรื่องราวของพวกเขาถูกมองเห็น ไม่ใช่เพื่อทำให้ใครรู้สึกสงสาร แต่เพื่อให้ผู้คนได้เข้าใจชีวิตของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจไม่เคยมีโอกาสส่งเสียงให้สังคมรับรู้

“การตามไปดูป๊อกวาดรูป ทำให้เราได้เห็นว่าความเชื่อของคนคนหนึ่งมันพาเขาไปได้ไกลมากเลยนะ และความเชื่อของเขาก็คือสิ่งสำคัญที่พาให้หนังเรื่องนี้ได้เดินทางไปไกลถึงบังกลาเทศ ตอนนั้นเราทำสตอรีบอร์ดแบบละเอียดที่สุด เพื่อไปคุยกับสถานเอกอัครราชทูตบังกลาเทศ และขออนุญาตไปถ่ายทำ ที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ ซึ่งเป็นค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

“เราบอกเหตุผลที่เราอยากเข้าถ่ายทำเรื่องราวของผู้คนที่นั่นให้เขาฟังว่า หนังเรื่องนี้อาจจะทำให้คนที่ดูได้เข้าใจคนกลุ่มนี้มากขึ้น และความช่วยเหลือก็อาจจะมาถึงพวกเขาในทางใดทางหนึ่ง และท้ายที่สุดคือการทำเพื่อส่งต่อความหวังให้กับหลาย ๆ คนที่กำลังอยู่ท่ามกลางปัญหา หรือความทุกข์ใจในชีวิต ได้เห็นว่าบนโลกนี้ ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่มีบ้าน ไม่มีสัญชาติ ไม่มีชื่อ และไม่ได้ถูกบันทึกตัวตนในโลก ถ้าพวกเขาตายไป ก็จะแค่หายไปเฉย ๆ โดยไม่มีใครรู้เลย”

ส่งต่อความหวังผ่านหนังที่อาจพาคุณกลับไปเจอบ้านใหม่ในใจของตัวเอง

“อย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้ถ่าย 7 ปี ระหว่างทางเราก็ท้อใจไปหลายรอบ และอยากเลิกทำมาก ๆ มีช่วงหนึ่งที่ทำงานจนสุขภาพพัง ลมพิษขึ้น ก็เลยตัดสินใจลาออก ซึ่งตอนที่ออกมาฟุตเทจที่ถ่ายทำไว้ก็ยังค้างอยู่แบบนั้น แต่สุดท้ายทางบริษัทก็ยกโปรเจกต์ให้เราเลย ความรู้สึกฟากหนึ่งก็ดีใจมาก แต่อีกฟากหนึ่งก็ยังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรกับมันต่อ

“ในวันที่เราสงสัยว่าจะมีใครเชื่อเรื่องพวกนี้ เชื่อว่าการทำสิ่งนี้มันมีคุณค่า เราค่อย ๆ หาทางทำมันมาเรื่อย ๆ ตลอดทางของโปรเจกต์นี้เราเชื่ออย่างเดียวว่าจุดมุ่งหมายเบื้องหลังทั้งหมด มันคือความปรารถนาดี ที่อยากส่งต่อแรงบันดาลใจและให้ความหวังกับผู้คน เพราะฉะนั้นเราก็เชื่อว่ามันจะมีคนที่เชื่อเหมือนกันกับเรา จนในที่สุดก็มีคนสนับสนุนกระบวนการหลังการถ่ายทำทั้งหมด และทำให้หนังเรื่องนี้สำเร็จออกมาเป็นรูปร่าง พร้อมให้ทุกคนได้ดู

“เราอยากให้ทุกคนที่ไปดูหนังเรื่องนี้ได้กลับมาย้อนคิดถึงความหมายของชีวิต และได้ทบทวนความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ในแบบของตัวเองอีกครั้ง ในชีวิตนี้ หลายคนพยายามสร้างบ้านที่มันเป็นสิ่งปลูกสร้างภายนอก จนใจที่อยู่ข้างในมันเป็นทุกข์ แต่ในอีกแง่หนึ่งยังมีคนอีกหลายคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ‘บ้าน’ ที่เป็นสิ่งของภายนอก เพราะสำหรับพวกเขา ‘บ้าน’ คือความหมายทางใจ และหลายครั้งพวกเขากลับเป็นคนที่มีความสุขมากกว่าคนที่มีบ้านใหญ่โตด้วยซ้ำ”

บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าชีวิตมาถึงทางตัน ความฝันที่เคยมีไม่เป็นอย่างที่คิด สิ่งที่พยายามสร้างมาตลอดพังทลายลง หรือไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินต่อไปทางไหน แต่เรื่องราวของผู้คนที่อีฟและป๊อกได้พบ อาจทำให้เราย้อนกลับมามองชีวิตของตัวเองในมุมใหม่ และมองเห็น ‘ความหวัง’ ที่ยังมีอยู่ในชีวิต

ความตั้งใจที่สอดแทรกอยู่ในภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตของผู้กำกับคนนี้ คือการทำให้ ‘Homeless ไร้บ้าน ไม่ไร้หวัง’ เป็นมากกว่าภาพยนตร์สารคดีที่เล่าเรื่องคนไร้บ้าน แต่อยากให้เป็นเรื่องราวที่ทุกคนสามารถเข้ามาค้นหาความหมายบางอย่างให้กับตัวเองได้

“เราอยากส่งต่อความหวังในชีวิต อยากให้ทุกคนรู้ว่าชีวิตมันมีทางไปต่อได้ ไม่ว่าคุณจะกำลังเจอเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม เพราะการมีชีวิตอยู่มันคือของขวัญ เราอยากให้ทุกคนก้าวข้ามกำแพงของคำว่าภาพยนตร์สารคดี (Documentary) ไปให้ได้ แล้วลองเปิดใจเข้าไปชมหนังเรื่องนี้ มันมีความหมายบางอย่างที่ทุกคนจะได้กลับไปแน่นอน”

รับชมภาพยนตร์ ‘Homeless ไร้บ้าน ไม่ไร้หวัง’ พร้อมกันในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ทั่วประเทศ

Credits

ผู้เขียน

  • Authorมนุษย์ลักษณ์สอง ผู้หลงรักดอกทานตะวัน

  • Photographerช่างภาพเชียงราย ที่หลงรักในทะเล ธรรมชาติ และเสียงเพลง สื่อสารภาพทางแววตาที่บ่งบอกถึงความรู้สึก

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ