“เราเป็นจิตแพทย์ เราเคยคิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็คงเอาอยู่ แต่พอเรื่องมันเกิดกับตัวเองจริง ๆ ความรู้และวิธีการต่าง ๆ ที่เราเคยให้คำแนะนำคนไข้ไป พอเอามาใช้กับเรื่องของตัวเองมันเอาไม่อยู่ มันก็เลยกลายเป็นประสบการณ์ใหม่ของชีวิตที่เราต้องเรียนรู้ และยอมรับความจริงว่าบางทีเราก็ไม่ไหวได้เหมือนกัน
“การป่วยของแม่มันเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลก และการใช้ชีวิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การงาน การดูแลใจ ไปจนถึงการวางแผนชีวิต มันเปลี่ยนให้เรากลายเป็นอีกคนไปเลย”
มนุษย์ต่างวัยคุยกับ ‘หมอจอย’ พญ.นิศารัตน์ วัชรีอุดมกาล วัย 44 ปี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ผู้ใช้ความรู้ดูแลใจผู้ป่วยและครอบครัวมามากมาย แต่เมื่อแม่ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ วิธีที่เธอเคยแนะนำคนไข้ให้รับมือกับความทุกข์ในใจกลับ ‘เอาไม่อยู่’ เธอจึงลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลแม่ ปรับแผนการใช้ชีวิตและการเงินใหม่ทั้งหมด รวมทั้งเรียนรู้ที่จะดูแลใจตัวเองไปพร้อมกัน จนถึงวันที่แม่จากไป และเธอต้องหาทางให้ชีวิตเดินต่อไปได้ในวันที่แม่ไม่อยู่
ชีวิตที่เปลี่ยนไปในวันที่แม่ป่วย
“ตอนนั้นแม่ถ่ายเป็นเลือด แล้วสงสัยว่าจะเป็นริดสีดวง เราก็เลยพาแม่ไปหาหมอ พอได้ส่องกล้องก็เจอว่าแม่เป็นมะเร็งลำไส้ ต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจถึง 11 จุด เพื่อดูว่ามะเร็งมันลามไปที่ไหนบ้าง ตอนถือผลตรวจไปจ่ายเงิน เราน้ำตาไหลไม่หยุด จนแมสก์ที่ใส่ไว้เปียกชุ่มไปหมด
“เราทำงานอยู่ในโรงพยาบาล เรารู้ว่าการรักษามะเร็งมันมีขั้นตอนมากขนาดไหน ยิ่งพอเรารู้เยอะ เห็นเยอะ เราก็ยิ่งคิดเยอะ จินตนาการเยอะกว่าคนอื่น วันนั้นเป็นวันที่เราร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต เพราะเราไม่ได้เตรียมใจกับเรื่องนี้มาก่อน แต่พอแม่รู้ เขามีสติกว่าเรามาก เขาบอกว่าไม่เป็นไร อายุขนาดนี้ เป็นก็แค่รักษาไป
“ช่วงแรกที่แม่รักษาตัว เรายังทำงานประจำอยู่ แต่ก็เริ่มรู้ตัวว่าข้างในมันเหนื่อย มันเครียด เพราะมันต้องทำหลายอย่าง เรายังทำงานได้ ดูแลคนไข้ได้ตามมาตรฐานทางวิชาชีพ แต่เราก็รู้สึกว่าเราไม่ได้มีความสุขมากพอที่จะดูแลคนไข้ได้ 100% ด้วยแรงเท่าเดิม มันเหมือนกับว่าเราต้องเพิ่มพลังขึ้นเป็น 2 หรือ 3 เท่า เพื่อที่จะทำงานให้ได้เท่าเดิม”
เมื่อคนที่เคยดูแลใจให้คนอื่น ต้องกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง
“ปกติเวลาเครียดจากการทำงาน คนที่คอยซัปพอร์ตเราก็คือแม่ เพราะที่บ้านเป็นเซฟโซนของเรามาตลอด แต่พอแม่ป่วย เราก็เริ่มไม่อยากเล่าอะไรที่ไม่สบายใจให้เขาฟัง ก็เลยโทรไปปรึกษาเพื่อน เพื่อนก็เตือนสติมาว่าตอนนี้แม่ไม่สบาย เราจะพึ่งแม่ไม่ได้แล้วนะ เราต้องพึ่งตัวเอง
“ช่วงที่มันหนักจริง ๆ มันเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะในขณะที่แม่รักษามะเร็งอยู่ ทุกคนในบ้านก็ป่วยเป็นโควิด-19 รวมถึงแม่ด้วย ทำให้แม่ไปให้คีโมไม่ได้ แล้วพอแม่กลับไปให้คีโมได้ ก็มาเกิดภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ปอดติดเชื้อ จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด นั่นเป็นจุดที่ทำให้เราตัดสินใจว่าเราต้องพัก เพราะถ้าเราไม่ตายไปก่อน ด้วยความรู้ ความสามารถที่เรามี เราก็จะหาเงินใหม่ได้ แต่ถ้าเราป่วยไปอีกคน มันจะกลับมายากมาก ๆ
“ตอนนั้นเราก็เลยตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่โรงพยาบาล แล้วมารับเฉพาะงานพาร์ตไทม์ที่คลินิก เพื่อพักสักระยะหนึ่ง เราพยายามตั้งสติ กลับมาดูแลตัวเอง เริ่มสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม เจริญสติ เดินจงกรมอยู่ที่บ้าน แล้วก็ชวนแม่มานั่งสมาธิ ฟังธรรมด้วยกัน เพื่อฮีลใจให้ตัวเองอยู่ได้
“ช่วงที่เราต้องทำงานประจำไปด้วย ดูแลแม่ไปด้วย เราหงุดหงิดกับตัวเอง หงุดหงิดกับพ่อแม่ หงุดหงิดกับน้องสาว ลามไปจนถึงหงุดหงิดกับการทำงาน เพราะมันมีแต่ความปั่นป่วนอยู่ข้างใน แต่พอลาออกจากงานประจำ ความทุกข์ที่มีอยู่มันก็เบาลงไปเยอะ”
รายได้ที่มั่นคง ไม่ได้การันตีว่าชีวิตจะมั่นคงเสมอไป
“เราเริ่มวางแผนการเงินอย่างจริงจังมากขึ้นตอนที่แม่ป่วย เพราะก่อนหน้านี้เราคิดว่าอาชีพที่เราทำเป็นอาชีพที่จะไม่ตกงาน ยิ่งเราเป็นหมอเฉพาะทาง ที่ทั้งประเทศมีไม่ถึง 300 คน เป็นสาขาหายาก ยังไงก็ไม่ตกงานแน่ ๆ แต่เราลืมคิดไปว่าถึงเราจะไม่ตกงาน แต่มันอาจจะมีเหตุให้เราทำงานแบบสบายใจได้ไม่เต็มที่แบบนี้
“ตอนนั้นหามาได้เท่าไร เราก็ใช้ เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็หาใหม่ได้ เวลาซื้ออะไรก็ไม่เคยดูราคาของก่อน เพราะคิดว่าจ่ายได้ มีทริปประจำปีทั้งของตัวเองและของที่บ้าน แต่ก็มีเงินส่วนหนึ่งที่เก็บไว้สำหรับเตรียมเกษียณ ซึ่งตอนนั้นคิดเองว่าวางแผนดีแล้ว
“เราอาจไม่ได้ร่ำรวย แต่เราก็หาได้ทุกเดือน เราไม่เคยคิดว่าชีวิตจะประหยัดได้มากขนาดนั้น พอลาออกจากงานประจำ รายได้เราลดลงจากหลักแสนเหลือแค่หลักหมื่น จากที่เคยซื้อเสื้อผ้าใหม่ทุกเดือน ก็ไม่ได้ซื้ออีกเลย จากที่เมื่อก่อนชอบน้ำหอมมากซื้อไม่ต่ำกว่า 40-50 กลิ่น ก็เอาออกมาขาย ตอนนั้นของอะไรในบ้านที่เปลี่ยนเป็นเงินได้ เราเอาออกมาขายหมด
“ตอนที่ไปเรียนวางแผนการเงิน เราจะได้ยินจากโค้ชตลอดว่า ของอะไรที่ไม่จำเป็นให้แปลงเป็นเงิน เพื่อที่เราจะได้มีกระแสเงินสดไว้หมุนเวียน ตอนนั้นพ่อกับพี่เลี้ยงจะผลัดกันช่วยดูแลแม่ เราก็เลยยังพอไปทำงานได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้มีรายได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นั่นก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่ต้องแตะเงินสำรองฉุกเฉินทั้งก้อนที่เรามีอยู่ และเอามาใช้เฉพาะเวลามีค่าใช้จ่ายในการรักษาแม่”
ให้แม่ได้จากไปอย่างสงบ
“วันที่แม่เสีย โรงพยาบาลโทรมาตามตอน 5 ทุ่มกว่า แต่วันนั้นเราไปไม่ทัน พอเปิดประตูเข้าไป หัวใจแม่หยุดเต้นไปแล้ว แต่ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่แม่ป่วย เราคิดว่าเราได้ดูแลเขามาอย่างเต็มที่ เราทำ Advance Care Planning (การวางแผนการดูแลล่วงหน้า) หรือเอกสารที่คล้าย ๆ การทำสมุดเบาใจของการรักษาแบบประคับประคอง ตั้งแต่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนที่แม่จะเสียชีวิต
“เราถามแม่ในวันที่เขายังมีสติ เขาก็ยืนยันว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ‘อย่ายื้อเขา’ เพราะเขาไม่อยากใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่อยากปั๊มหัวใจ แม่ก็เลยมีสายระโยงระยางในตัวน้อยมาก นอกจากสายให้น้ำเกลือให้ยาแก้ปวด แม่ก็ไม่ได้ใส่สายอะไรอีก
“เราคุยกับหมอว่า อะไรที่ทำแล้วไม่ได้เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แม่ เราจะไม่ทำ เราดีใจที่ทุกคนในครอบครัวคุยกันรู้เรื่อง เพราะทุกคนดูแลแม่มาอย่างดีที่สุดแล้ว แม่ก็เลยไม่เคยถูกปั๊มหัวใจ ไม่เคยต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และไม่เคยได้รับยากระตุ้นหัวใจ วาระสุดท้ายของแม่จึงสงบเท่าที่ตัวโรคจะอนุญาตให้เขาสงบได้ เราคิดว่าแม่เขาได้ตายดีในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะให้การดูแลเขาได้แล้ว”
เมื่อการจัดบ้านช่วยเยียวยาใจในวันที่บ้านไม่มีแม่
ถึงแม้ว่าหมอจอยจะดูแลแม่มาอย่างเต็มที่และเตรียมใจรับมือกับความสูญเสียไว้แล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้การสูญเสียแม่ที่เคยเป็นหลักใจให้ชีวิตเป็นเรื่องง่าย และช่วงเวลานั้นเป็นอีกช่วงที่ทำให้เธอรู้สึกเคว้งที่สุดในชีวิต แต่ในที่สุดเธอก็ค่อย ๆ เรียนรู้วิธีเยียวยาจิตใจ และค่อย ๆ ลุกขึ้นมาทำให้ชีวิตเดินต่อไปได้อีกครั้ง
“คืนที่แม่เสียชีวิต เราเกิดภาวะลำไส้ทะลุ ต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน และนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่เกือบเดือน พอหายดีแล้วกลับมาบ้าน บ้านก็ไม่มีแม่อยู่แล้ว มันก็เลยเป็นช่วงที่เคว้งที่สุดอีกช่วงในชีวิต โดยเฉพาะเดือนแรก เพราะพอเราไม่สบาย พ่อเขาดูบ้านตามมีตามเกิด เขาทำเท่าที่เขาจะทำไหว แต่เราก็ดีใจมากแล้วที่เขาอยู่มาได้ โดยที่ไม่ได้เป็นอะไรไปอีกคน
“ช่วงแรกที่กลับบ้านเรายังทำงานหนักไม่ได้ เพราะต้องพักฟื้นก่อน แต่ก็ยังรับเคสดูแลคนไข้ที่คลินิกเดิม สัปดาห์ละ 2-3 วัน ถึงจะยังได้ทำงานอยู่บ้าง แต่ชีวิตที่เคยวุ่นวายกับการพาแม่ไปหาหมอมันหายไปแล้ว เราก็เลยตัดสินใจว่าจะทำ Death Cleaning เพราะช่วงนั้นอยู่บ้านอาทิตย์ละ 4-5 วัน ก็เลยจัดบ้านทุกวัน เคลียร์ของของแม่ไปบริจาค ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า ของใช้ ยา ฯลฯ อะไรที่หมดอายุก็ทิ้งไป อะไรที่มีประโยชน์ก็บริจาค อะไรที่คนอื่นใช้ต่อได้ก็ส่งต่อ ให้พ่อ ให้น้องสาว และให้ญาติพี่น้องของแม่ได้เก็บไว้บ้าง เพื่อเป็นของแทนตัวแม่ในเวลาที่คิดถึงกัน
“เราว่าการจัดบ้านมันมีประโยชน์มากเลยนะ มันเหมือนได้เคลียร์ใจตัวเองไปด้วย ตอนที่กลับมาแล้วเห็นข้าวของของแม่ยังเต็มบ้าน หันไปตรงไหนมันก็เห็นแม่ คิดถึงแม่ แล้วมันก็มีทั้งความทรงจำที่ดีและความทรงจำที่เจ็บปวด การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในบ้านมันเลยช่วยเรา เพราะการที่บ้านมันโล่ง มันก็ทำให้บรรยากาศในบ้านต่างจากเดิม และทำให้อารมณ์ของคนในบ้านเปลี่ยนไปด้วย”
ในวันที่ไม่ไหว อย่าลืมกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง
“การที่แม่ป่วยทำให้เรามีความเห็นอกเห็นใจคนไข้และเพื่อนมนุษย์มากขึ้น นอกเหนือจากความเป็นแพทย์มันทำให้เรามีความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วย พอเรามีโอกาสได้เจอเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง ได้มีประสบการณ์ตรงกับมัน ก็เลยทำให้เราเข้าใจญาติคนไข้ว่าทำไมบางทีเขาถึงต้องถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ทำไมเราต้องอธิบายหลาย ๆ รอบ เพราะตอนนั้นเขาอาจจะกำลังมีเรื่องกังวลอยู่ในหัว หรือเรื่องที่เราบอกเขามันอาจจะเป็นเรื่องที่เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ขนาดเราเป็นหมอ แต่เวลาหมอที่รักษาแม่เราพูดเรื่องเฉพาะทางที่เราไม่รู้ อย่างเช่นพวกยาหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ในการรักษามะเร็งที่มันพัฒนาไปเรื่อย ๆ เราก็ยังตาลอย แล้วขอให้หมออธิบายใหม่อีกทีเลย
“เราคิดว่าทุกคนมีช่วงเวลาที่ยากในแต่ละช่วงวัยของชีวิต ขอส่งกำลังใจให้ทุกคน ถ้าช่วงนั้นมันยากจริง ๆ ก็คิดแค่ว่าเอาวันนี้ให้มันผ่านไปให้ได้ ใช้ชีวิตวันต่อวัน ไม่ต้องไปคิดล่วงหน้า แล้วก็ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องที่มันผ่านไปแล้ว พอเราได้พัก วันพรุ่งนี้มันก็จะค่อย ๆ ยากน้อยลงเรื่อย ๆ
“สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญของการเป็นแคร์กิฟเวอร์ที่ดูแลคนอื่น คือเราต้องกลับมารักตัวเอง กลับมาดูแลตัวเองด้วย เพราะเราคงไม่สามารถที่จะดูแลคนอื่นได้ โดยที่ตัวเราเองยังไม่แข็งแรงพอ”