สำรวจวิกฤต Ageism อคติเหยียดวัยที่คนกว่าครึ่งโลกกำลังเผชิญ

สำรวจวิกฤต Ageism

อคติเหยียดวัยที่คนกว่าครึ่งโลกกำลังเผชิญ

“แก่แล้วก็อยู่บ้านเลี้ยงหลานเถอะ”

“คนแก่ก็หัวโบราณแบบนี้แหละ”

“อายุปูนนี้แล้ว จะไปทำอะไรอีก”

“เด็กแค่นี้จะไปรู้อะไร”

ประโยคเหล่านี้ เคยแวบเข้ามาเป็นเสียงในหัวของคุณ หรือเคยหลุดออกจากปากบ้างไหม?

หลายครั้งเราพูดมันออกไปด้วยความรู้สึกคุ้นชิน บางครั้งพูดด้วยความ “หวังดี” หรือเป็นคำหยอกล้อ แต่ภายใต้คำพูดที่ดูเป็นเรื่องปกติเหล่านี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “Everyday Ageism” หรือการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งวัยที่แฝงตัวอยู่อย่างแนบเนียนในสังคม จนเราทุกคนเผลอผลิตซ้ำอคตินี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว

สิ่งนี้คืออคติที่ซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียนที่สุดในสังคม แฝงตัวอยู่ตามโต๊ะกินข้าว ในออฟฟิศ หรือแม้แต่ในสื่อ จนทำให้คนกว่าครึ่งโลกถูกจำกัดศักยภาพ ถูกลดทอนคุณค่า และถูกตัดสินไปล่วงหน้า… เพียงเพราะตัวเลขอายุ

วยาคติ วิกฤตเงียบที่ฝังรากลึกในทุกสังคม

Ageism (การเหยียดอายุ หรือ วยาคติ) คือการเหมารวม อคติ และเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเพียงเพราะอายุของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการเหยียดคนอายุน้อยกว่า หรือคนอายุมากกว่าก็ตาม

ข้อมูลจากรายงาน ‘Global Report on Ageism’ ขององค์การอนามัยโลก (WHO, 2021) ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า 1 ใน 2 ของประชากรโลกมีทัศนคติการเหยียดอายุซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และโอกาสในชีวิตของผู้ถูกกระทำ

ปัญหาระดับโลกที่ประเทศพัฒนาแล้วยังต้องเผชิญ

การเหยียดอายุไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทยหรือประเทศแถบเอเชียเท่านั้น แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัญหานี้กำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ในหลายวงการ โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน

ผลสำรวจในปี 2024 โดย Resume Now ชี้ให้เห็นสถิติที่น่ากังวลว่า แรงงานที่อายุเกิน 40 ปีในสหรัฐอเมริกาถึงเกือบ 90% เคยเผชิญกับปัญหาการเหยียดอายุในที่ทำงาน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่ออายุแตะหลักสี่ โอกาสในเส้นทางอาชีพกลับเริ่มลดลง

Silicon Valley ดินแดนแห่งนวัตกรรม หรือสุสานของคนวัย 40+

หนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาการเหยียดอายุชัดเจนที่สุดคืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น Silicon Valley ที่นี่มักมีความเชื่อฝังหัวว่า “คนรุ่นใหม่คือผู้นำนวัตกรรม”  หรืออย่างที่ Mark Zuckerberg เคยพูดไว้ว่า “Young people are just smarter”

วัฒนธรรมองค์กรที่เชิดชูความหนุ่มสาวนี้ ทำให้โปรแกรมเมอร์หรือคนทำงานสายเทคโนโลยี ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป เริ่มรู้สึกว่าหางานยากขึ้น ถูกกดดัน หรือถูกมองว่าความรู้ตกรุ่นและไม่สามารถปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ ทั้งที่พวกเขามีประสบการณ์อันล้ำค่า

ขณะเดียวกัน คนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบใหม่ก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ ในบางบริษัทสตาร์ตอัป พนักงานรุ่นใหม่ถูกคาดหวังให้ทำงานหนักเกินขนาด ทำงาน 70-80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ด้วยค่าจ้างที่ต่ำ โดยอ้างว่า “ยังหนุ่มสาว ยังมีแรง แถมยังได้เรียนรู้กับบริษัทชั้นนำ” ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ทางวัยเช่นกัน

เมื่อกฎหมายห้าม เลยใช้วิธีเลี่ยงบาลี

สหรัฐอเมริกามีกฎหมายที่เรียกว่า Age Discrimination in Employment Act (ADEA) ซึ่งเป็นกฎหมายแรงงานระดับรัฐบาลกลางที่ห้ามการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานด้วยเหตุแห่งอายุ ที่คุ้มครองผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป

ด้วยข้อกฎหมายที่เข้มงวดนี้ บริษัทและ HR ในอเมริกาจึงไม่สามารถเขียนประกาศรับสมัครงานที่จำกัดอายุตรงๆ ได้เพราะกลัวถูกฟ้องร้อง บริษัทจึงใช้วิธีการเลี่ยงบาลีไปใช้ภาษาที่มีนัยยะแอบแฝงถึงวัย เช่น การระบุว่าต้องการคนที่ มีพลังงานสูง เติบโตมาในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล หรือเพิ่งจบการศึกษา ซึ่งเป็นกลวิธีในการคัดกรองคนอายุมากออกไปอย่างแนบเนียน

ในขณะที่ประเทศฝั่งตะวันตกมักจะกีดกันทางอ้อมผ่านการเลี่ยงบาลี แต่ในบางประเทศแถบเอเชียกลับมีปรากฏการณ์ที่โจ่งแจ้งกว่า เช่น ปรากฏการณ์ “No Senior Zones” ในเกาหลีใต้ เริ่มมีคาเฟ่ ร้านอาหาร หรือพื้นที่สาธารณะบางแห่งติดป้ายไม่อนุญาตให้ผู้สูงอายุเข้าใช้บริการ โดยอ้างเหตุผลเรื่องพฤติกรรมที่อาจรบกวนลูกค้าวัยรุ่น หรือบรรยากาศของร้าน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างวัยและการเหมารวมว่าผู้สูงอายุทุกคนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเกาหลีใต้ (NHRCK) ประกาศว่า การปฏิเสธไม่ให้ผู้สูงอายุเข้าใช้บริการสถานที่ต่าง ๆ เนื่องจากอายุของพวกเขานั้นถือเป็นการเลือกปฏิบัติ สืบเนื่องมาจากกรณีที่มีผู้ร้องเรียนวัย 68 ปีรายหนึ่ง ถูกปฏิเสธไม่ให้ซื้อสมาชิกรายปีของสปอร์ตคลับในย่านกังนัม กรุงโซล เพียงเพราะเขาอายุเกิน 65 ปี

จากเหตุการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการฯ ได้เสนอแนะให้เจ้าของสปอร์ตคลับเตรียมมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สูงอายุจะไม่ถูกกีดกันจากการเข้าร่วมในสถานที่ออกกำลังกาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า การตั้งข้อจำกัดในการเข้าใช้พื้นที่เช่นนี้ อาจเป็นการแพร่กระจายทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับผู้สูงอายุและอาจกลายเป็นข้ออ้างที่สร้างความชอบธรรมในการกีดกันกลุ่มผู้สูงอายุออกจากสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์อื่น ๆ ในสังคม

อคติแห่งวัยในไทยแฝงอยู่ในรูปความหวังดี

เมื่อมองกลับมาที่บริบทสังคมไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมให้คุณค่ากับความกตัญญูและระบบอาวุโส ซึ่งในมุมหนึ่งถือเป็นเกราะคุ้มกันที่ทำให้ผู้สูงอายุยังคงได้รับการดูแลและมีพื้นที่สำคัญในโครงสร้างครอบครัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ค่านิยมนี้กลับสร้างอคติแบบเหมารวมที่จำกัดศักยภาพของคนทุกวัย

การเหยียดอายุในไทยมักไม่ได้มาในรูปแบบของความเกลียดชัง แต่มาในรูปแบบของความห่วงใยผ่านคำพูด

“อายุมากแล้ว อยู่บ้านเฉย ๆ ให้ลูกหลานเลี้ยงเถอะ”

“แอปพลิเคชันแบบนี้ วัยนี้ใช้ไม่เป็นหรอก”

คำพูดเหล่านี้ตอกย้ำภาพจำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถและกลายเป็นภาระโดยไม่รู้ตัว และเป็นการตัดโอกาสในการทำกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้ตัวเอง ลดทอนศักยภาพในการเรียนรู้และปรับตัว

บางทีปัญหาการเหยียดอายุ มักถูกแฝงไว้ในรูปแบบของความเคารพและการสั่งสอน บ่อยครั้งที่เสียงของคนรุ่นใหม่ถูกละเลยเพียงเพราะคนอายุมากกกว่าบอกว่าตนอาบน้ำร้อนมาก่อน หรือในทางกลับกัน ผู้สูงอายุก็ถูกตีกรอบให้ต้องมีพฤติกรรมที่สมวัยและถูกมองว่าเป็นภาระเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

ถึงเวลาทบทวนทัศนคติ ก่อนที่เราจะกลายเป็นเหยื่อเสียเอง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การเหยียดอายุแตกต่างจากอคติประเภทอื่น ๆ คือ อคติแห่งวัยเป็นอคติเดียวที่ทุกคนต้องเผชิญหน้าในวันใดวันหนึ่ง เพราะตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราทุกคนล้วนต้องแก่ตัวลง การเหยียดอายุจึงเป็นปัญหาของเราทุกคน ไม่ใช่แค่ปัญหาของคนสูงอายุหรือปัญหาของเด็ก หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถพึ่งพากฎหมายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการชวนให้ทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองและปรับเปลี่ยนมุมมอง ลองสำรวจความคิดและคำพูดของเราในแต่ละวัน เริ่มต้นจากการลดอคติในใจ เลิกตัดสินความสามารถหรือคุณค่าของคนผ่านตัวเลขบนบัตรประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพในสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีและคุณค่าของมนุษย์ในทุก ๆ ช่วงวัยของชีวิต เพราะในที่สุด เราทุกคนจะย่างเข้าสู่ทุกช่วงวัยที่เราเคยตัดสิน และสังคมที่เราสร้างวันนี้ คือสังคมที่เราจะต้องใช้ชีวิตในอนาคต

อ้างอิง

Global report on ageism

Resume Now Survey Reveals 90% of Workers Over 40 Experience Ageism in the Workplace.

Age Discrimination in Employment Act of 1967

40 is the new 50: Millennial jobseekers are giving their resumes a facelift by hiding years of experience to land jobs | Fortune

Korea sees increase in ‘no-seniors zones’ despite aging population

Credits

Author

  • มนุษย์ต่างวัย

    Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ