“การเลี้ยงลูกให้ ‘ปีกกล้าขาแข็ง’ เป็นสิ่งที่เราต้องการนะ เหมือนกับเราเลี้ยงนกตัวหนึ่ง เราก็ต้องการให้ขาเขาแข็ง ปีกเขาแข็งแล้วไปบิน”
อ.เกลล์ อลิสา รัญเสวะ นักจิตวิทยาคลินิก เด็กและวัยรุ่น จากเพจจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นโดยนักจิตวิทยา ที่มีผู้ติดตามกว่า 4.9 แสนคน พูดถึงประเด็นการปรับบทบาทของพ่อแม่จากการเป็น ‘ผู้ดูแล’ สู่การเป็น ‘เพื่อนและที่ปรึกษา’ ของลูก ในวันที่พวกเขาเริ่มโตขึ้น รวมทั้งการเตรียมความพร้อมและทักษะให้ลูกมีความฉลาดในการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ สามารถใช้ชีวิตและเผชิญความเป็นจริงได้อย่างเข้มแข็ง ในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
“ในวัยเด็ก เด็กต้องการทรัพยากร อาหาร ของเล่น คน เขาต้องการพึ่งพิง เพราะเขารู้ว่า ถ้าไม่มีทรัพยากรเหล่านี้ เขาจะตาย เพราะฉะนั้นในวัยนี้ลูกจึงต้องการพึ่งพาเราสูง หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับว่า เราใช้อะไรทำงานกับลูก ถ้าเราให้เวลาเขา เขาก็จะให้เวลาเราคืนกลับมา แต่หลายคนมักจะเข้าใจการเลี้ยงลูกผิดว่า ตัวเองก็มีเวลาอยู่กับลูกตลอดเลย แต่เราทำงานไปด้วย ล้างจานไปด้วย หุงข้าวไปด้วย มันเหมือนว่าเราใช้เวลา 24 ชั่วโมงกับเขา แต่นั่นไม่ใช่ เพราะการให้เวลาหมายถึงคุณวางทุกอย่างลง แล้วให้ความสนใจกับเขา ทำให้เขารู้ว่าเขาสำคัญ ทำให้เขารู้ว่าตัวเองถูกรัก ทำให้เขารู้ว่าคุณฟังในสิ่งที่เขาเล่า นั่นคือ ‘เวลาคุณภาพ’
“พอลูกเริ่มโตเป็นวัยรุ่น พ่อแม่หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมลูกเริ่มห่างออกไป ช่วง 10 ปีแรกของลูก เราจะเลี้ยงลูกให้เป็นลูก แต่เราเล่นกับเขาเป็นเพื่อนได้ โดยที่เราต้องสอนเขา และเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้เขาฟังด้วย แต่พอลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เราต้องปรับบทบาททันที เพราะวัยรุ่นต้องการเพื่อน ไม่ได้ต้องการพ่อแม่ เขาไม่ได้ต้องการให้สอนแล้ว แต่ถ้าเราให้ข้อมูลเขา ให้ข้อดี ข้อเสียกับเขา แล้วให้อิสระกับเขา เวลามีอะไรเขาก็จะกลับมาบอก มาถามเรา
“พ่อแม่หลายคนไม่เตรียมความพร้อมให้ตัวเอง ยึดลูกเป็นที่พึ่ง ยึดลูกเป็นทุกอย่างของชีวิต พอวันหนึ่งที่เขาโตขึ้น เขาก็อยากไปท่องโลกแล้ว นั่นหมายความว่า เราต้องรีบสร้างเครื่องมือให้เขาไปเห็นโลก อะไรที่ไม่ดีก็อย่าทำ แต่ออกไปสัมผัส เพื่อเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ได้ เราต้องวางใจ ต้องรู้ว่าเขาต้องการสิ่งนั้น แล้วคอยซับพอร์ต ถ้าเขาบินตกบ้าง บินหลงบ้าง เราก็ต้องอดทน เพราะเดี๋ยวเขาก็จะบินกลับมา แต่เมื่อไรที่เราตามเขาไปอย่างใกล้ชิด หรือพอเห็นเขากำลังจะตกแล้วก็รีบไปช้อนกลับมา สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหนึ่งเขาจะไม่เชื่อในตัวเอง สองเขาจะไม่เชื่อในตัวพ่อแม่ และสามเขาจะไม่เชื่อในโลกนี้ แล้วเขาก็จะตั้งคำถามว่า ทำไมเขาถึงทำสิ่งนี้ไม่ได้ แล้วจะยิ่งหนีออกไปบินไกลที่สุด
“ถ้าเรามองว่าปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะลูกคือปัญหา เราจะแก้ปัญหาไม่ได้เลย แต่ถ้าเรามองว่าเราคือปัญหา นั่นแปลว่าเราจะแก้ปัญหาที่ตัวเราได้ ปกติเวลาคุยกับเด็ก เราจะคุยด้วยหลักการเหตุและผล เราจะสอนเขาด้วยเหตุและผลเสมอ เด็กก็จะฟังว่าเพราะเหตุนั้นจึงให้ผลนี้ แล้วเขาก็จะชินกับระบบแบบนี้ พอถึงช่วงวัยรุ่น เราก็จะคุยกับเขาว่าเพราะเหตุนั้นจึงให้ผลนี้ ซึ่งมันน่ารับฟังมากกว่า พ่อคิดว่า…หรือแม่เชื่อว่ามันดี เมื่อเขาเริ่มโตขึ้น เราต้องปรับตัวเองเข้าไปหาสิ่งที่เขาสนใจ พ่อแม่ต้องจีบลูกใหม่ ต้องพยายามเป็นเพื่อนกับลูกให้ได้ ด้วยการถาม สนใจ และรับฟัง การทำงานกับคนที่โตแล้วเราต้องฟังเยอะ ๆ ถ้ามีอะไรที่รู้สึกไม่เห็นด้วย หรือขัดใจให้เก็บไว้ก่อน ค่อยมาพูด มาทำความเข้าใจกันทีหลัง
“ผู้ใหญ่หลายคนไม่ค่อยรับฟังความเห็นที่แตกต่าง อะไรที่คิดไม่เหมือนกันคือผิด เราคิดต่างกันได้ เรารู้สึกต่างกันได้ แต่เราต้องทำความเข้าใจว่าทำไมลูกถึงคิดแบบนั้น ลองใส่แว่นของลูก วิธีการไม่ใช่การไปให้คำตอบที่ถูกต้อง แต่คือการปรับมุมมองของลูกให้ลองมองมุมอื่น ๆ เพิ่มขึ้น แต่การทำงานหน้างาน หรือพูดสวนไปในขณะที่เขากำลังพูดอยู่ มันจะทำให้มันไม่ได้รับความไว้วางใจ ทำให้เขารู้สึกถูกตัดสิน รู้สึกว่าตัวเองถูกตำหนิ และรู้สึกเสียหน้า เพราะเขากำลังพูดด้วยความเชื่อมั่น แต่เราไปพูดสวนตลอดว่ามันไม่ใช่ ไม่ถูก เขาก็จะถูกลดทอนความมั่นใจไปเรื่อย ๆ และเกิดการสื่อสารที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เวลาที่เราไปคุยกับใครที่เขาไม่ได้ถาม คำพูดนั้นมันจะไม่เป็นประโยชน์ แต่เมื่อเราพูดในเวลาที่ถูกต้อง คำพูดนั้นมันจะน่าฟัง น่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์
“เด็กไม่รู้หรอกว่าตัวเองล้มเหลวหรือสำเร็จ คนที่ให้ความสำเร็จนั้นคือพ่อแม่ เด็กที่ถือแก้วน้ำแล้วทำหก เขาไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนั้นคือความล้มเหลวนะ แต่เขารู้สึกว่ามันล้มเหลวตอนที่หน้าพ่อแม่โชว์ปฏิกิริยาบางอย่าง การโวยวายของเรา หรือสีหน้าที่ตกใจ แต่ถ้าเราบอกลูกว่า ไม่เป็นไร น้ำหกเราก็เช็ดได้ลูก ลองหยิบขึ้นมาแล้วถือใหม่ดู เรียนรู้ใหม่ว่าถืออย่างไรให้มันไม่หก แล้วหน้าเราก็ยิ้มอยู่ เขาก็รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เราเรียนรู้ได้ แก้ปัญหาได้ ลองใหม่ได้”
ทักษะในการสื่อสารข้ามรุ่น หรือการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับคนต่างวัย เป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ มีเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ และได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้คนที่มีความชื่นชอบ หรือสนใจในสิ่งเดียวกัน และเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสนุกและปลอดภัย ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
“ชีวิตไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ก็อยากให้จอยกว่าเดิม”
ชวนมา “ลอง” พบกับประสบการณ์ที่จะทำให้มอง Longevity ในมุมใหม่
“ลอง” ตั้งคำถามกับชีวิตที่อาจยืนยาวกว่าที่คิด
“ลอง” ทักทายคนแปลกหน้า ที่อาจกลายเป็นเพื่อนและสีสันใหม่ให้กับชีวิต
“ลอง” ใช้เวลาทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ที่อาจทำให้ใช้ชีวิตได้สนุกขึ้น
พบกับ อ.เกลล์ อลิสา รัญเสวะ
ได้ที่งานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’
12-14 มิถุนายน 2569
Impact Exhibition Center Hall 6
เปิดให้ลงทะเบียนเข้างานได้แล้ววันนี้ ฟรี! https://www.zipeventapp.com/e/Manoottangwai-Fest2026
ลงทะเบียน 1 ครั้งเข้างานได้ 3 วัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Inbox
หรือ Add Line : @Manoottangwai
รับชมคลิป
























