‘เดนมาร์ก’ มีประชากรน้อยกว่าไทยเกือบ 10 เท่า แต่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลก

“คนไทย 66 ล้านคนที่มีอยู่ตอนนี้ก็ดี หรือถ้าอีก 50 ปีข้างหน้าเหลืออยู่แค่ 40 ล้านคนก็ยังดีอยู่ เพราะการจะตัดสินว่าประชากรที่มีอยู่ตอนนี้พอดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการบริหารประเทศ ถ้าเศรษฐกิจดี สังคมดี จำนวนคนมากน้อยเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหา”

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงมุมมองของ ศ. เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ราชบัณฑิต ประเภทวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงทางประชากรของสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หัวข้อเรื่อง ‘จำนวนประชากร’ คือประเด็นที่ถูกพูดถึงตามสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลทะเบียนราษฎร จากกรมการปกครอง ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2568 ไทยมีประชากรลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ในขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่มีเพียงประมาณ 4.16 แสนคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่ายอดผู้เสียชีวิตด้วยซ้ำ

ทว่า สิ่งที่หลายคนอาจลืมนึกถึง คือการพึ่งพาแค่นโยบายส่งเสริมการมีบุตรอาจไม่เพียงพอ เพราะกว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโตเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ก็ใช้เวลาราว 20 กว่าปี ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพของประชากรที่มีอยู่ หรือเรียกว่า “ทุนมนุษย์” จึงนับเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น

ส่วนหนึ่งของเซสชัน ‘สมรภูมินโยบาย: พลิกกับดักประชากร สู่อนาคตสังคมไทย’ ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 20 “ประชากรและสังคม 2569 Decode Tomorrow” ถอดรหัสประชากร สร้างอนาคตที่ยั่งยืน ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร

ร่วมแลกเปลี่ยนโดย ศ. เกียรติคุณ ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยประชากรและสังคม, ศ. ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ หัวหน้าภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศ. เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ราชบัณฑิต ประเภทวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง, ผศ. ดร.ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ อาจารย์ประจำและผู้อำนวยการ ศูนย์พัฒนาธุรกิจและการดูแลสังคมสูงอายุ (ABCD CENTRE) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคุณญาณิน พรหมมลมาศ เจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายสรรหาและคัดเลือกผู้นำการเปลี่ยนแปลง องค์กรสอนเพื่อประเทศไทย (TEACH FOR THAILAND) ดำเนินวงเสวนาโดย ผศ. ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม

ทุนมนุษย์ (Human Capital) หมายถึง ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่สั่งสมอยู่ในแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถนำไปสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้ ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากประชาชนได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ต่อให้มีจำนวนประชากรน้อย ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งได้ เช่น ‘เดนมาร์ก’ ประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรราว 6 ล้านคน หรือน้อยกว่าประเทศไทยเกือบ 10 เท่า แต่กลับได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลกในปี 2569 จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียร่วมกับ WPP (บริษัทด้านการตลาดและการสื่อสารระดับโลก)

ขณะเดียวกัน ข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังระบุว่า เดนมาร์กติดอันดับ 9 ของประเทศที่มีรายได้ประชากรต่อหัวสูงที่สุดในโลก แน่นอนว่าเบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว คือการที่รัฐบาลเดนมาร์กลงทุนกับ ‘คน’ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ระบบขนส่ง โทรคมนาคม และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่าน ‘ทุนมนุษย์’ ก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องต่อไปนี้

1. ลงทุนกับเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย

การลงทุนกับเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด เพราะเด็กอายุ 0-5 ปี อยู่ในช่วงที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการใช้ชีวิตในอนาคต ดังนั้น เด็กทุกคนจึงควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ได้รับโภชนาการและการดูแลสุขภาพที่ดี รวมถึงเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

เจมส์ เจ. เฮกแมน (James J. Heckman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ชี้ว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้สูงถึง 6.3 ดอลลาร์ต่อการลงทุน 1 ดอลลาร์ (1 ดอลลาร์ = 33.43 บาท) โดยเฉพาะการลงทุนในเด็กจากครอบครัวยากจน เพราะช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา และทำให้พวกเขากลายเป็นแรงงานที่มีคุณภาพในอนาคต

2. สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้ที่มีอยู่ในวันนี้อาจไม่เพียงพอสำหรับวันข้างหน้า ดังนั้น เราจึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ไม่ได้จำกัดแค่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้จากการเข้าร่วมเวิร์กช็อป หรือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน

ยกตัวอย่างเช่น ‘OPPY CLUB คลับแห่งความสุขของผู้สูงวัย’ พื้นที่การเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้สูงวัยได้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น คอร์สการวาดภาพด้วย Procreate คอร์สการตัดต่อวิดีโอด้วย CapCut และคอร์สการใช้งาน Gemini ในชีวิตประจำวัน ฯลฯ ซึ่งทุกหลักสูตรจะมีครูคอยดูแลอย่างใกล้ชิดและสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้สูงวัยสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ในบรรยากาศที่เป็นกันเองและนำไปต่อยอดในการสร้างอาชีพได้จริง

3. ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงาน

รายงาน The Future of Work with AI ของ McKinsey & Company (2023) ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 40% ทำให้ปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มนำ AI มาใช้ในการทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI Chatbot ที่ช่วยตอบคำถามพื้นฐานของลูกค้า, AI  Meeting Assistant ที่ช่วยสรุปการประชุมโดยอัตโนมัติ และ AI Data Analytics ที่สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

แต่สิ่งที่ต้องคำนึงอยู่เสมอ คือบทบาทของ AI ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้คนสามารถทุ่มเทเวลาไปกับงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และทักษะด้านอารมณ์ ดังนั้น การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงต้องทำควบคู่ไปกับการอบรมแรงงาน พร้อมทั้งวางมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลด้วย เพื่อให้การใช้ AI ตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมในสังคม

Credits

Author

  • พิชญาภา อ่วมบุญ

    เป็ดน้อยติดหวาน ผู้ชอบตะลอนไปที่ต่าง ๆ พร้อมปากกาคู่ใจ เชื่อว่าทุกเรื่องราวสร้างความหมายให้ใครบางคนได้

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ