ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายครั้งที่วิกฤตต่าง ๆ เกิดขึ้นในแบบที่เราไม่ทันได้เตรียมตัวตั้งรับ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ โรคระบาด อุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วยทั้งของตัวเองและคนรอบข้าง และในขณะเดียวกันโลกก็บอกเราว่าเรามีแนวโน้มที่จะต้องมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้นานขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอนว่าถ้าหากชีวิตเรามีการวางแผนการเงินเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตชีวิตไว้ล่วงหน้า ก็จะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนเหล่านั้นได้ดีขึ้น แต่หลายครั้งการมีความมั่นคงทางการเงินเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นคำตอบทั้งหมดของชีวิต ที่ต้องอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนบนโลกใบนี้ เพราะสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าคือเรื่องของ ‘มายด์เซ็ต’ หรือมุมมองที่เรามีต่อชีวิตของตัวเอง
มนุษย์ต่างวัยนำส่วนหนึ่งจากเซสชัน “THE NEXT CHAPTER OF WEALTH ออกแบบงาน ชีวิต และคุณค่าที่อยากส่งต่อ” จากงาน Money Freedom Forum 2026 ที่จัดขึ้น ณ ICONSIAM HALL ไปเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดย คุณประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์มนุษย์ต่างวัย และผู้บริหาร บริษัท บุญมีฤทธิ์ มีเดีย จำกัด ได้ถ่ายทอดมุมมองที่มีต่อการวางแผนชีวิตให้มี Wealth หรือ ความมั่งคั่ง ซึ่งไม่ได้วัดจากตัวเลขเงินในบัญชี หรือมูลค่าของสินทรัพย์ที่มีอยู่เท่านั้น แต่คือการมองชีวิตให้รอบด้าน ทั้งสุขภาพ การเงิน การงาน ความสัมพันธ์ รวมทั้งความหมายของชีวิต
การออกแบบชีวิตที่ดีจึงไม่ใช่แค่การคิดว่าเราควรจะมีเงินเก็บไว้มากเท่าไร แต่อาจเริ่มจากการย้อนกลับมาดูว่าเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน และอะไรคือคุณค่าที่เราอยากส่งต่อ
หนังสือ Stage Not Age ชี้ให้เห็นว่าโลกยุคใหม่ไม่แบ่งคนด้วยตัวเลขอายุอีกต่อไป แต่แบ่งตามช่วงของชีวิต ซึ่งมี 5 ช่วง ประกอบด้วย
- ช่วงเริ่มต้น (0-30 ปี) : เป็นช่วงทดลองใช้ชีวิต เริ่มทำงาน และลองทำสิ่งต่าง ๆ
- ช่วงเติบโต (25-55 ปี) : เป็นช่วงการสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงให้ชีวิต
- ช่วงฟื้นฟู (55-85 ปี) : เป็นช่วงปรับเป้าหมายใหม่ของชีวิต ค้นหาสิ่งที่อยากทำจริง ๆ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ
- ช่วงมรดกชีวิต (75-100 ปี) : เป็นช่วงของการเรียนรู้ เพื่อส่งต่อคุณค่า ความหมาย ประสบการณ์และจัดลำดับความสำคัญใหม่ให้ชีวิต
- ช่วงพิเศษ (100 ปีขึ้นไป) : เป็นช่วงที่เป็นเหมือนโบนัสของชีวิต ให้เราได้เรียนรู้ ส่งต่อคุณค่า และปรับเป้าหมายสำหรับชีวิตในช่วงบั้นปลาย
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหน คุณสมบัติในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็ยังคงเป็นคุณสมบัติสำคัญของการออกแบบทุกช่วงชีวิตเสมอ
สมดุล 5 ด้านของชีวิต
1. สุขภาพ : ถือเป็นฐานรากสำคัญของชีวิต อย่างที่มีคำกล่าวไว้ว่า “Health is Wealth” หรือการมีสุขภาพที่ดีคือต้นทุนชีวิตที่มั่นคง ถ้าเราดูแลตัวเองให้แข็งแรง ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือการรักษาโรคต่าง ๆ ได้
2. การเงิน : การมีความมั่นคงทางการเงินจะทำให้เรามีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้น ถึงแม้ว่าเรื่องเงินจะมีความสำคัญสำหรับชีวิต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรมุ่งหาเงินเพียงอย่างเดียว โดยไม่เคยรู้เลยว่าต้องมีมากแค่ไหนถึงจะพอ เพราะมันจะทำให้เราต้องเสียแรง เสียเวลา ไปแลกมาแบบไม่มีที่สิ้นสุด จนอาจส่งผลกระทบไปถึงสุขภาพได้
3. การงาน : งานไม่ได้เป็นแค่แหล่งรายได้ แต่เป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้ชีวิตไปต่อได้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยู่ในวัยเกษียณ การมีงานทำจะช่วยให้ชีวิตยังมีเป้าหมาย และได้ใช้ศักยภาพของตัวเองเพื่อสร้างคุณค่าและเชื่อมต่อกับสังคม
4. ความสัมพันธ์ : การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัว คนรอบข้าง และสังคม เป็นปัจจัยที่สำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
5. ความหมายของชีวิต : การที่เราสามารถตอบตัวเองได้ว่า “เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้เราอยากตื่นมาใช้ชีวิตในทุก ๆ วัน
‘เวลา’ คือต้นทุนสำคัญของชีวิต
นอกจากเรื่องการเงิน อีกหนึ่งต้นทุนสำคัญของชีวิตก็คือ ‘เวลา’ ถ้าเราใช้เงินหมด เรายังสามารถหาใหม่ได้ แต่เวลาถ้ามันผ่านไปแล้วมันผ่านเลย ไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก เราใช้ชีวิตกันไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีเวลาก็จะหมดไปอีกปีแล้ว เวลามันผ่านไปเร็วมาก เพราะฉะนั้นถ้าอยากทำอะไร ลงมือทำเลย ไม่ต้องรอ อย่ามัวเสียเวลาไปกับการเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับคนอื่น เพราะคนเรามีเส้นทางชีวิตที่ต่างกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเราอยู่ในช่วงวัยเริ่มต้น (0-30 ปี) เพราะมันคือช่วงทดลองของชีวิต ช่วงที่เรายังเรียนรู้และผิดพลาดได้ แต่พออายุมากขึ้น เราจะต้องโฟกัสในสิ่งที่อยากทำ หรือสิ่งที่เป็นเป้าหมายจริง ๆ ของชีวิต ไม่มีเวลาได้ค้นหาหรือทดลองเท่ากับตอนอยู่ในช่วงเริ่มต้นแล้ว
กังวลอะไรก็ได้แต่อย่าสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน
ในวันที่เราเจอปัญหาหรือความกังวลในชีวิต เราสามารถปรับมุมมองของเราได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องเมตตาตัวเอง และพยายามรักษาจังหวะชีวิตประจำวัน คือการกิน อยู่ หลับ นอน ออกกำลังกาย ทำทุกอย่างให้เป็นปกติที่สุด เหมือนที่คุณสุทธิชัย หยุ่น เคยพูดไว้ว่า “ยิ่งโตขึ้น ถ้าอยากแข็งแรง ยิ่งต้องขยับร่างกาย แต่ถ้าอยากมีจิตใจเข้มแข็งยิ่งต้องนิ่ง”
ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แค่มีบางสิ่งให้ทำทุกวันก็พอ
ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นสร้างเป้าหมายใหม่ให้กับชีวิต เพราะหลายคนก็เริ่มต้นเป้าหมายใหม่ในวันที่ชีวิตเข้าสู่วัยใกล้เกษียณ หรือแม้แต่เกษียณไปแล้ว อย่างเช่น เรื่องราวของอาจารย์ต้อย อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของชีวิตในวัย 65 ปี ด้วยการหยิบเสื้อผ้าของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วมาใส่ถ่ายรูป แต่มีคนเห็นและชวนไปถ่ายแบบ จนทุกวันนี้ได้กลายเป็นนายแบบในวัยเกษียณและมีเป้าหมายใหม่คือการดูแลร่างกายให้ดูดี เพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินแบบ ถ่ายแบบอยู่เสมอ หรือพี่เยา ที่ก่อนหน้านี้ทำงานหนักจนไม่มีเวลาออกกำลังกาย เพิ่งเริ่มเข้ายิมครั้งแรกในวัยใกล้เกษียณ เพราะอยากมีซิกซ์แพ็ก แต่ใช้เวลาไม่นานก็ทำตามเป้าหมายได้ เธอก็เลยขยับเป้าหมายมาเป็นการฝึกเพื่อเป็นนักเพาะกายหญิงในวัยใกล้ 70 ปี ซึ่งเธอก็สามารถทำตามที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ
คนเราไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่การมีเป้าหมายจะทำให้เรามีเหตุผลและแรงที่จะใช้ชีวิต แค่มีเรื่องที่อยากตื่นมาทำในทุกวัน ค่อย ๆ ทำไปทีละเล็กทีละน้อย วันหนึ่งเราก็จะสามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ
ไม่ว่าจะอายุเท่าไร เราควรวางเป้าหมายไว้ว่าจะใช้ชีวิตเพื่อเป็นความทรงจำที่ดีของใครสักคน ลองเริ่มต้นจากคนใกล้ตัวเราก่อน ดูว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำดี ๆ ของเขา เพราะชีวิตของคนเราก็เหมือนกับหนังสือเล่มหนึ่ง ดังนั้น ถ้าเราอยากให้คนจดจำเราในแบบไหน เราก็ต้องดูว่าเราเขียนเรื่องราวอะไรลงไปในแต่ละบทแต่ละช่วงของชีวิตเราบ้าง
การออกแบบชีวิตให้ครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งเรื่องของสุขภาพ การเงิน การงาน ความสัมพันธ์ และความหมายของชีวิต จะเป็นเข็มทิศสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและมีความสุข และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์และมั่งคั่งได้มากกว่าการคิดถึงแค่การสร้างความมั่นคงทางการเงินเพียงอย่างเดียว