สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนไข้สโตรกไม่ใช่แค่การเสียชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น แต่คือ “การต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อแบบไม่เหมือนเดิม” ดังนั้นสิ่งสำคัญหลังเป็นสโตรกจึงต้องใช้ทั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา ในการฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้นไปตามลำดับ ควบคู่ไปกับแผนการฟื้นฟูตามหลักของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
ทำความเข้าใจโรคสโตรก
โรคสโตรก คือ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เกิดจากภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้เซลล์สมองถูกทำลายและหยุดทำงานอย่างกะทันหัน
เปรียบเทียบการทำงานของสมอง คนปกติ VS คนไข้สโตรก
สมองทำงานและประมวลผลเหมือนกับคอมพิวเตอร์
- สมองปกติ: สมองรับข้อมูล > ประมวลผล > เกิดเป็นการรับรู้และการกระทำต่าง ๆ ที่แสดงออกมา
- สมองที่ป่วย: สมองรับข้อมูล > อาจประมวลผลผิดพลาดหรือไม่สำเร็จ > เกิดการตอบสนองที่ผิดพลาดหรือไม่สามารถตอบสนองได้
อย่างไรก็ตาม คนไข้สโตรกที่ได้รับการฟื้นฟูสมองแล้ว สมองอาจทำงานได้ดีขึ้น แต่สโตรกยังคงทิ้งร่องรอยทิ้งไว้ ทำให้คนไข้ไม่สามารถหายเป็นปกติเหมือนเดิมได้ 100% มีคนไข้สโตรกประมาณ 10% เท่านั้นที่จะหายดีเหมือนปกติจนลืมไปเลยว่าเคยป่วย ในบางกรณีอาจมีการใช้สมองส่วนอื่นมาทำงานแทนส่วนที่ได้รับความเสียหายได้ แต่ไม่ใช่ทุกส่วนจะทำงานแทนกันได้อย่างสมบูรณ์
ดังนั้นการใช้เวชศาสตร์ฟื้นฟูเข้ามาช่วยรักษาจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนไข้สโตรก และศิลปะของเวชศาสตร์การฟื้นฟู คือ การมองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กที่เกิดผ่านเวลาเนิ่นนาน เปรียบเสมือนต้นไม้ที่เติบโตทุกวัน แต่เราอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่นเดียวกับโรคทางสมอง ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการสังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้น
ฟื้นฟูสมองต้องมีเป้าหมาย
เมื่อคนไข้เผชิญกับโรคสโตรก อย่าคิดว่าชีวิตหลังจากนั้นคือการรักษา แต่ให้คิดว่าคือ “การฟื้นฟู” และทำความเข้าใจก่อนว่าการฟื้นฟูสมองเป็นกระบวนการที่ใช้เวลามาก และต้องอาศัยความร่วมมือทางการแพทย์หลากหลายแผนก ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเข้ารับการฟื้นฟูคือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การฟื้นฟูส่วนไหน หรือฟื้นฟูถึงลำดับเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้การฟื้นฟูทั้งหมดเสียเวลาและสูญเปล่า
ลำดับขั้นของการฟื้นตัว
- ระดับที่หายเหมือนปกติ จนลืมไปเลยว่าเคยป่วย
- ระดับที่คนอื่นดูไม่ออก แต่รู้สึกได้ว่าไม่เหมือนเดิม
- ระดับที่ดูไม่ปกติ แต่ทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง
- ระดับที่ต้องอาศัยคนอื่นช่วยบ้าง
- ระดับที่ต้องอาศัยคนอื่นช่วยมาก
- ระดับที่ทำได้ด้วยตัวเองไม่ได้เลย
ซึ่งในแต่ละลำดับมีเป้าหมายและแผนการฟื้นฟูที่แตกต่างกันไป คนไข้บางคนค่อย ๆ ฟื้นฟูไปทีละขั้นตามลำดับ แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่าจะไต่ขึ้นไปได้แต่ละขั้น จนอาจรู้สึกหมดหวัง แต่ทางการแพทย์ ในหนึ่งขั้นที่คนไข้ฟื้นฟูเท่ากับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งกับตัวคนไข้ ครอบครัว และสังคม ดังนั้นไม่ควรรีบหมดหวังและถอดใจไปเสียก่อน
ปัญหาแต่ละส่วน ฟื้นฟูไม่เหมือนกัน
- ส่วนแขนและมือ
เกี่ยวข้องกับสมองส่วนสั่งการคือหัวใจหลักในการขยับนิ้วและมือ (Cortico-spinal Tract Dependency of Hand Function) เป็นส่วนที่มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ เพราะสัตว์อื่นไม่มีระบบสั่งการการขยับแขนและนิ้มมือเหมือนกับมนุษย์
กรณีที่สมองส่วนดังกล่าวเสียหายทั้งหมดจะไม่สามารถใช้งานมือได้ แต่ยังฝึกให้ควบคุมอาการได้
กรณีที่สมองส่วนดังกล่าวเสียหายแค่ครึ่งหนึ่ง ยังมีโอกาสฝึกและกระตุ้นให้กลับมาใช้งานได้
- การเดินและการทรงตัว
เกี่ยวข้องกับวงจรควบคุมการขยับอัตโนมัติที่ไขสันหลัง (Spinal Pattern Generator and Redundant Primitive Motor Pathway) หากเป็นสโตรกแค่ครั้งเดียว ยังมีโอกาสกลับมาเดินได้ประมาณ 80% โดยไม่ต้องใช้คนพยุง ภายใน 1 เดือน เนื่องจากการเดินเป็นการสั่งการจากระบบประสาทอัตโนมัติ
- การใช้ภาษา ความคิด และความจำ
เกี่ยวข้องกับสมองส่วนคิดและควบคุมที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวเก่ง (High Flexibility Neo-cortex) หากมีการพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป สมองยังสามารถฟื้นฟูและเรียนรู้ได้เหมือนเดิม
- การกลืนและการสำลัก
เกี่ยวข้องกับศูนย์สั่งการกลืนที่มีระบบสำรองซ้าย-ขวา (2 Redundant Swallowing Centers and Double Triggering Pathways)
หากเป็นสโตรคแค่ครั้งเดียว และไม่ใช่บริเวณก้านสมอง ยังมีโอกาสกลับมากลืนอาหารเหมือนเดิมได้มากกว่า 80% ภายใน 3 เดือน
สิ่งสำคัญคือการมองปัญหาให้ออก
- คนที่ไม่ตื่น ≠ คนที่ตื่น แต่ไม่รับรู้ ไม่โต้ตอบ
- คนที่ไม่รู้สึก ≠ คนที่รู้สึก แต่ไม่รู้เรื่อง
- คนที่ไม่มีแรง ≠ คนที่มีแรง แต่ใช้แรงไม่เป็น
เพราะคนไข้ที่มาด้วยปัญหาต่างกัน การฟื้นฟูจะต่างกันออกไป รวมถึงศักยภาพและเป้าหมายก็ต่างกันเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องตั้งเป้าหมายและแผนการรักษาให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน
ฝึกให้ถูก แยกให้ออก การฝึก ≠ การกระตุ้น
- การฝึกสมอง คือ การพัฒนาทักษะผ่านการเรียนรู้ ทำซ้ำ เพื่อสร้างเส้นทางประสาทใหม่
- กระตุ้นสมอง คือ การใช้พลังงานภายนอก เช่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อปลุกหรือปรับการทำงานของเซลล์ประสาท
ในการฟื้นฟูสมองเราควรใช้การฝึกสมอง 90% และกระตุ้นสมองอีก 10% ควบคู่กันไป โดยต้องวิเคราะห์ปัญหาให้ดีและออกแบบการฟื้นฟูให้ตรงกับปัญหา ปรับความยากง่ายให้พอดี ฝึกซ้ำสม่ำเสมอ และฟีดแบ็กผลการฝึกให้คนไข้รับรู้
คนไข้โรคสโตรกไม่ใช่ผู้ป่วยติดเตียง แต่คนไข้ที่สมองได้รับความเสียหาย ที่บางคนยังสามารถรับรู้ ทรงตัว และใช้ความคิดได้อยู่ หากได้รับการฟื้นฟูที่ถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็น
- การทำความเข้าใจปัญหาและวิธีการฟื้นฟู
- กำหนดเป้าหมายการฟื้นฟูให้ชัดเจน
- เน้นการฝึกเป็นหลัก และเสริมด้วยยาหรือเครื่องกระตุ้นอย่างถูกวิธี
ควบคู่กับแรงใจที่ไม่หมดหวังของทั้งคนไข้ คนดูแล และครอบครัว คนไข้ก็มีโอกาสที่จะฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาใช้งานได้เกือบปกติได้เหมือนเคย
Stage มนุษย์ต่างวัย Fest 2026
Sessions: โรคในโลกอายุยืน : Stroke โรคฟ้าผ่า จะมีชีวิตอยู่อย่างไร…แบบไม่เหมือนเดิม
โดย ผศ. นพ.ภาริส วงศ์แพทย์
อาจารย์แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์
เจ้าของเพจ : Stroke BOOT CAMP
















