“The Blue Frontier” ถอดบทเรียนพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พิพิธภัณฑ์ที่พยายามรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด

‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ เป็นระบบค้ำจุนชีวิตที่สำคัญของโลกและมนุษย์ เราพึ่งพาความหลากหลายทางชีวภาพเพื่ออาหาร พลังงาน ยา น้ำสะอาด การย่อยสลายของเสีย ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างล้วนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของเราในทุกวัน

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ผ่านความริเริ่มทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (UNDP BIOFIN) จัดงาน ‘International Day for Biodiversity 2026’ ภายใต้ธีม “Acting Locally for Global Impact” รวมผู้นำนานาชาติ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และชุมชน สร้างต้นแบบการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ณ NEXTOPIA บริเวณชั้น 5A เมื่อวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2569

เมื่อพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งก็เป็นอีกหนึ่งระบบที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเหมือนอย่างที่ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้ฝากข้อความเพื่อสื่อสารผ่านทางคลิปวิดีโอมาว่า

“ระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะ ป่าชายเลนและหญ้าทะเล มีความสำคัญอย่างมากในเรื่อง Blue Carbon หรือการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไว้ในระบบนิเวศ เพื่อตัดออกจากวัฏจักรคาร์บอน หรือป้องกันไม่ให้คาร์บอนกลับไปอยู่ในน้ำหรือในอากาศและเกิดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจนทำให้โลกร้อน

“ระบบนิเวศทางทะเลกักเก็บคาร์บอนได้ดีกว่าระบบนิเวศบนบกและอยู่ได้นานหลายร้อยปี ข้อมูลจากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า แหล่งหญ้าทะเลในไทยบางจุด เช่น จ.นครศรีธรรมราช สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่า 1,000 ตันต่อไร่ ซึ่งเป็นปริมาณมหาศาล ถ้าเราสามารถรักษาระบบนิเวศเหล่านี้ได้มันก็จะช่วยลดโลกร้อน และยังส่งผลดีต่อความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ รวมถึงแหล่งทำมาหากินของพี่น้องชาวประมงไปพร้อมกัน”

มนุษย์ต่างวัยนำส่วนหนึ่งจากวงเสวนา ‘The Blue Frontier’ บทบาทความร่วมมือในการผนึกกำลังปกป้องชายฝั่งทะเลไทย ฟื้นฟูความหลากหลาย สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ร่วมแลกเปลี่ยนโดย เกล้ามาศ ยิบอินซอย ผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พีรพล เหมศิริรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ ENVIRONMAN ดำเนินวงเสวนาโดย ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระ

“หัวใจสำคัญของงานพิพิธภัณฑ์คือ ‘ตัวองค์ความรู้’ ที่ไม่ได้เป็นการพูดถึง เขียนเล่า ถ่ายรูปบอก แต่ต้องเป็นตัวของจริง เรามองว่าถ้าทำแค่ตัวหลักฐานที่เป็นสิ่งก่อสร้าง คงไม่สร้างความเข้าใจใด ๆ เลยว่า ทำไมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ถึงทรงกั้นเขตไว้ถึง 35 ตารางกิโลเมตร และทำไมถึงเลือกพื้นที่ตรงนั้น เราก็เลยทำรีเสิร์ชมากขึ้น

“สิ่งที่ทำให้เราตั้งใจว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ไปในทิศทางนี้คือเรื่องของน้ำจืดที่อยู่ใต้สันทรายที่เป็นที่ตั้งของพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงเลือกโลเคชันตรงนั้น เพื่อความมั่นคงทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ และอาจจะเพราะความมั่นคงทางทหารและการป้องกันอาณาเขตด้วย

“ด้วยความที่เราไม่มีของจากในรัชสมัยนั้นเหลือมามากพอที่จะทำพิพิธภัณฑ์ได้ เราก็เลยตั้งโจทย์ว่าเราจะสร้างกระบวนการเพื่อทำความเข้าใจของที่เหลืออยู่ แล้วฟื้นฟูให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้มากที่สุด แน่นอนว่าเราคงทำให้เหมือน 100% ไม่ได้ เพราะพื้นที่มันเปลี่ยนไปเยอะมาก แล้วเราก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นมันเป็นอย่างไร เรารู้แค่ว่าพระราชวังตั้งอยู่บนสันทรายที่มีน้ำจืดอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์

“เราเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นกระบวนการสืบค้นข้อเท็จจริง แทนที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นสิ่งของ โดยทำทั้งเรื่องวัฒนธรรมและธรรมชาติควบคู่กันไป เราคิดว่าสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนวิถีชีวิตมนุษย์ว่าจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยสร้างอาคารขึ้นมาได้อย่างไร เราทำงานเรื่องภาษาและวรรณกรรม ดนตรี การแต่งกาย และอาหาร ยกตัวอย่างเช่น เราถอดเมนูอาหารจากกาพย์เห่ชมเครื่องว่างมา คือขนมจีบกินกับน้ำพริกหมากมาด (มะแขว่น) และมะระ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้จากต้นไม้ที่อยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ พืชหรือสิ่งของบางอย่างที่มันรบกวนระบบนิเวศเราก็กำจัดออก เช่น ต้นสน เพราะมันมีผลกับการงอกขึ้นมาของสิ่งที่ยังอยู่ใต้ดิน เมื่อไรที่มีต้นสนหมายความว่าอย่างอื่นจะงอกขึ้นมาไม่ได้เลย อย่างพวกรอดักทรายบางคนบอกว่าเขาสร้างไว้แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้เถอะ แต่เรามองว่ายิ่งอยู่มันยิ่งสร้างความเสียหายให้ระบบนิเวศ ก็เลยคิดว่ารื้อดีกว่า

“อยากชวนทุกคนไปเที่ยวพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตอนนี้เรามีโครงการลงไปเก็บหินที่แตกออกมาจากรอดักทราย โดยปกติแล้วที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันไม่อนุญาตให้คนลงไปที่บริเวณชายหาด เพราะมันมีเรื่องของไข่นกบนหาด แต่ว่าช่วงนี้หินมันเยอะมาก ซึ่งควรเอาออกได้แล้ว นี่ก็คงเป็นโอกาสเดียวที่ทุกคนจะได้เหยียบทราย เหยียบน้ำทะเล แล้วช่วยกันเก็บหินขึ้นมาทำถนน แล้วเราก็อนุญาตให้ไปนอนใต้ต้นไม้โบราณได้ด้วย”

The Blue Frontier The Blue Frontier

“ผมทำเพจ ENVIRONMAN มา 7 ปี แต่จากมุมมองของผมเอง ผมเชื่อว่ายอดผู้ติดตามไม่ได้ เป็นตัวชี้วัดหรือบ่งบอกว่าเราดีที่สุด หรือใหญ่ที่สุด  แต่ผมว่ามันคือเรื่องของ impact ของเนื้อหามากกว่า ซึ่งโดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเรายังทำได้ไม่เท่าคนที่เขาทำมาก่อน เพราะว่าเรายังมีช่องว่างของการสื่อสาร ที่เราไม่ได้จบตรงสายหรือมีความรู้พื้นฐานก่อนที่จะมาเริ่ม เราต้องอ่าน ต้องทำความเข้าใจมากกว่าคนอื่น ๆ

“ผมให้คุณค่ากับการสื่อสารออกไปแล้วทำให้คนที่รับสารของเราไปได้ประโยชน์ เข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้ และอีกข้อหนึ่งคือคนในวงการหรือคนที่เขาทำงานเรื่องนี้เขาเห็นถึงความสำคัญของเราและมองว่าเราเป็นส่วนที่ช่วยขับเคลื่อนมากกว่าเป็น Alien species

“การที่เราจะมาอธิบายว่าความหลากหลายทางชีวภาพคืออะไร ด้วยคำนิยามของมันอาจจะทำให้คนเข้าใจได้ยากหรือเข้าใจได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นเราก็พยายามที่จะหยิบเอาเรื่องที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพค่อย ๆ สอดแทรกเข้ามา ลองดูว่าช่วงนั้นคนให้ความสำคัญกับอะไร แล้วค่อยหยิบเรื่องนั้นมากระจายให้เขา แต่ทริกของมันคือการที่จะทำให้คนเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งและเปลี่ยนพฤติกรรมได้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันคนรุ่นใหม่พึ่งพิงเทคโนโลยีมากขึ้น และเริ่มพึ่งพิงธรรมชาติน้อยลง เราก็เลยจัดกิจกรรม City Walk ก็คือพาคนไปเดินดูต้นไม้ เราอยากให้คนทั่วไปรู้ถึงวิธีการตัดแต่งต้นไม้ และรู้ว่าต้นไม้จะอยู่ร่วมกับคนเมืองอย่างไร และเราเลือกพื้นที่ใกล้ริมแม่น้ำ เพราะคนจะได้รู้ถึงประวัติศาสตร์ที่มันเกิดขึ้นด้วย

“คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องธรรมชาติเหมือนคนสมัยก่อน เพราะเราพึ่งพิงเทคโนโลยีมากกว่าธรรมชาติ เวลาหลานผมเดินออกไปนอกบ้านแล้วชี้ว่านี่คือต้นอะไร เขาก็จะรู้แค่ว่ามันคือ ‘ต้นไม้’ แต่ไม่รู้ว่ามันคือต้นอะไร มีประโยชน์อย่างไร

“คนที่มาฟังเรื่องนี้ อาจจะเป็นคนที่รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แต่หน้าที่ของผมในการทำสื่อ ผมอาจจะไม่ได้ทำเพื่อคนแค่ 7 แสนคนที่ติดตามอยู่แล้ว แต่คือการทำอย่างไรให้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้ ได้มารู้จักและฟังเรื่องราวเหล่านี้บ้าง ผมมองว่าการที่เรารู้ประวัติศาสตร์หรือที่มาของสถานที่ มันมีรายละเอียดบางอย่างให้เราเรียนรู้และนำไปเล่าต่อได้”

Credits

Author

  • มนุษย์ต่างวัย

    Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ