แด่คน 40+ ที่หมดไฟ Mindset ที่ได้ไปต่อในปี 2026 สำหรับชาวมนุษย์เงินเดือนที่เผชิญวิกฤตวัยกลางคน

แด่คน 40+ ที่หมดไฟ Mindset ที่ได้ไปต่อในปี 2026 สำหรับชาวมนุษย์เงินเดือนที่เผชิญวิกฤตวัยกลางคน

มนุษย์ต่างวัยสรุปประเด็นสำคัญจากการพูดคุยกับ คุณโน้ต-ศรัณย์ คุ้งบรรพต Head of Talent Management and Organization Culture Department จากสถาบันการเงินชั้นนำ ในรายการ Midlife คลายกังวล Ep.4 ให้ชาว Midlife วัย 40+ หายกังวลเพื่อใช้ชีวิตให้เป็นมิตรกับตัวเองมากขึ้น

1. อย่ากดทับตัวเองมากเกินไป

ทำไมพอวัย 40+ หลายคนกลับต้องตื่นมาพร้อมความกลัว กลัวจะเป็นรายชื่อแรกๆ ที่ถูกให้ออก หรือรู้สึกว่าตัวเองสู้เด็กใหม่ไม่ได้ ทั้งที่รักงานและทำเต็มที่ ทางออกสำคัญ คือ “แยกแยะความจริงออกจากความกังวล” ก่อนจะด่วนตัดสินว่าตัวเองไม่เก่ง ให้ลองกลับไปกาง “รายละเอียดขอบเขตงาน” ดูว่าเนื้องานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ เรายัง “ทำได้ครบถ้วน” หรือตอบโจทย์หน้าที่ความรับผิดชอบนั้นได้ดีไหม ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ขอให้มั่นใจว่าเก้าอี้ของคุณยัง “มั่นคง” ในระดับหนึ่ง และสิ่งที่ต้องทำเพื่อหยุดความกังวลมากเกินไปคือการกล้าเดินเข้าไปขอ “คำชี้แนะ” หรือ “ความคิดเห็น” จากหัวหน้าตรงๆ ว่า “มีอะไรที่พี่ต้องปรับปรุงไหม” หรือ “เรายังมองภาพเดียวกันอยู่ไหม” การได้รับคำตอบที่ชัดเจนจะช่วยให้เราหยุด “คิดไปเอง” ว่าเราไร้ค่า และช่วยให้รู้ทิศทางที่จะปรับตัวได้ถูกจุด ดีกว่านั่งกลัวไปวันๆ โดยไม่ทำอะไร

2.ที่รู้สึกหมดไฟ อาจไม่ใช่ที่ใจ…แต่เป็นที่ร่างกาย

หลายครั้งที่คนวัย 40+ รู้สึกหดหู่ หมดแรงขับเคลื่อน หรือขาดแรงจูงใจในการทำงาน อาจจะไม่ใช่แค่ภาวะหมดไฟทางใจ (Burnout) หรือความเชื่อมั่นในตัวเองที่ลดลงแต่อาจมาจากความเปลี่ยนแปลงทาง “ร่างกาย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่มักจะลดลงในช่วงวัยนี้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพลังงานและสภาพจิตใจของเราเพราะเราในวันนี้อาจไม่ใช่ร่างกายเดียวกับเราตอนจบใหม่ไฟแรง ที่พร้อมลุยและเรียนรู้

ดังนั้น ก่อนที่จะดิ่งไปกับความคิดลบ ลองกลับกลับมาดูแลสุขภาพกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ เมื่อร่างกายดีจะส่งผลต่อจิตใจที่ดี และสมาธิที่ดีขึ้น ทำให้มีพลังเหลือไปทำงานให้ดียิ่งขึ้น มุมมองเชิงบวกก็จะตามมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เพิ่มศักยภาพในการทำงานได้ดีกว่าเดิม

3. ไม่อยากเติบโตไม่ผิด แต่มีราคาที่ต้องจ่าย

การไม่อยากเติบโตไปเป็นหัวหน้าไม่ใช่เรื่องผิด หากชัดเจนในจุดยืน เพราะองค์กรสมัยใหม่อาจมีทางเลือกในการเติบโตที่หลากหลาย เช่นการเป็น “สายผู้เชี่ยวชาญ” (Specialist) ที่เน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทางลึกซึ้งแทนสายบริหาร

ดังนั้นหากรู้ตัวว่าไม่อยากเป็นหัวหน้า อย่ารอให้องค์กรหยิบยื่นตำแหน่งมาให้แล้วค่อยปฏิเสธ แนะนำให้สื่อสารกับหัวหน้างานหรือ HR อย่างตรงไปตรงมาถึงเป้าหมายอาชีพของเรา เพื่อให้องค์กรรับรู้และร่วมกันออกแบบเส้นทางการทำงานที่เหมาะสมกับจุดแข็งของเรามากที่สุด

แต่ทั้งนี้ การเลือกปฏิเสธเส้นทางหัวหน้าก็มีราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน เราอาจจะต้องเตรียมใจยอมรับความจริงให้ได้ว่าอาจต้องเผชิญกับภาวะ “กระบอกเงินเดือนตัน” เร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่เลือกเติบโตในสายบริหาร และต้องเปิดใจยอมรับการทำงานภายใต้ “หัวหน้าที่อายุน้อยกว่า” ให้ได้โดยไม่นำทิฐิมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน

4. หน้าที่ของคุณไม่ใช่การแข่งกับเด็กใหม่ แต่คือการ ‘ขัดเกลา’ พวกเขา

“เราทุกคนเคยเป็นเจนซีของคนรุ่นโตๆ กันมาก่อน” หลายครั้งปัญหาการร่วมงานกับคนต่างวัยโดยเฉพาะกับเด็กรุ่นใหม่ ๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกไม่เข้าใจ หนักใจ แต่ในฐานะรุ่นพี่หรือหัวหน้างาน หน้าที่ของเราคือการให้โอกาส “เติมเต็ม” และ “ขัดเกลา” พวกเขา ไม่ใช่การแข่งขัน

การให้โอกาสคือสิ่งสำคัญที่สุดเพราะจุดอ่อนของเด็กรุ่นใหม่อาจไม่ใช่ความสามารถ แต่คือชั่วโมงบินและประสบการณ์ที่ยังมีไม่มากพอในการรับมือกับความท้าทายและปัญหาหน้างานจริง

ดังนั้นถ้ามองย้อนกลับไปตอนเราจบใหม่ โอกาสก็อาจเป็นสิ่งที่สร้างให้เราเติบโตมาจนทุกวันนี้ ดังนั้นการมีใจที่กว้างขึ้นและมองบทบาทของตัวเองในฐานะผู้สร้างคนอาจเป็นสิ่งจำเป็น และช่วยลดอคติรวมถึงความขัดแย้งระกว่างวัยในที่ทำงาน

Credits

Author

  • นันท์นภัส โอดคง

    Creativeครีเอทีฟตัวกลม อารมณ์ดี รักภูเขา หลงรัก จ.เชียงใหม่ ชอบการเดินทาง enjoy กับการกินอาหารท้องถิ่น สนุกกับการรู้จักคนใหม่ๆ อนาคตที่ฝันไว้สูงสุดคืออยากเป็นคนที่ถูกหวย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ