อีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจหายไปกว่า 5 ล้านคน ถอดรหัส 3 ทางรอดที่ไทยต้องเริ่ม ‘วันนี้’

วันนี้ประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว เรามีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี ส่งผลให้ประชากรไทยลดลงเรื่อย ๆ และคาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเหลือประชากรอยู่ราว 60 ล้านคน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขจำนวนคนที่หายไป แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการ ตลาดแรงงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในช่วงศตวรรษที่ 20 โลกเติบโตบนฐานของประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานที่มีจำนวนมาก ระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการของหลายประเทศจึงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า คนวัยทำงานจะมีจำนวนมากพอที่จะสร้างรายได้ เสียภาษี และดูแลคนรุ่นก่อน แต่ศตวรรษที่ 21 กำลังพลิกสมมติฐานนั้น เมื่อหลายประเทศเข้าสู่ยุคที่จำนวนประชากรลดลง วัยแรงงานหดตัว และผู้สูงอายุกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ และทำให้ระบบเดิมเริ่มเผชิญแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

มนุษย์ต่างวัยนำส่วนหนึ่งของปาฐกถาประชากรและสังคม หัวข้อ ‘ถอดรหัสภูมิทัศน์ประชากร: วิกฤตและโอกาสบนการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศและระดับสากล’ โดย รศ. ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 20 “ประชากรและสังคม 2569 Decode Tomorrow” ถอดรหัสประชากร สร้างอนาคตที่ยั่งยืน ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร

ปัญหาโครงสร้างประชากรไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในประเทศ แต่เป็นสมรภูมิการแข่งขันระดับโลก เพราะในปัจจุบันโลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว คือโลกที่สังคมหดตัวและแก่ชรา ได้แก่ กลุ่มประเทศในยุโรป เอเชียตะวันออก และประเทศไทย และโลกที่สังคมขยายตัวและหนุ่มสาว ได้แก่ กลุ่มประเทศในแอฟริกาใต้สะฮารา และบางส่วนของเอเชียใต้ นั่นอาจเป็นชนวนที่ทำให้เกิดสงครามการแย่งชิงทรัพยากรมนุษย์ขึ้นได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขประชากรที่หายไป แต่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนต้องรับมือและปรับเปลี่ยน เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถอยู่รอดไปด้วยกันได้ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

ไม่ใช่แค่การหายไปของประชากร แต่โลกยังเจอวิกฤตทับซ้อนอีกหลายด้าน

วิกฤตประชากรในปัจจุบันเป็นวิกฤตที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น จนทำให้หลายภาคส่วนละเลย และไม่ยอมปฏิรูป เพราะคิดว่าผลกระทบยังมาไม่ถึง ทั้ง ๆ ที่มันมีความสำคัญในระดับของการเป็นตัวแปรในการกำหนดหน้าตาของโลกในอีก 100 ปีข้างหน้าได้ และความน่ากลัวคือการที่มันค่อย ๆ กัดกินโครงสร้างสังคมอย่างช้า ๆ โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากการเผชิญกับการลดลงของจำนวนประชากร โลกยังเจอวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดทับซ้อนไปพร้อมกันด้วย ไม่ว่าจะเป็น

1. การพัฒนาของ AI และระบบอัตโนมัติ : นับเป็นการปฏิวัติที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต เพราะมันไม่ได้เข้ามาทดแทนแค่แรงงานแต่กำลังเข้ามาทดแทนความรู้และความคิดของคนด้วย ขณะเดียวกันสังคมไทยก็ยังขาดแคลนทั้งกำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลระดับชาติ ที่จะนำมาต่อยอดในการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ของประเทศ รวมถึงระบบราชการต่าง ๆ ก็ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างได้

2. วิกฤตสภาพภูมิอากาศ : ปี 2024 ถือเป็นอีกปีที่โลกร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะทำให้คนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 250,000 คนต่อปีในช่วงปี 2030-2050 ขณะที่ธนาคารโลก (ปี 2018) คาดการณ์ว่าในปี 2050 จะเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานภายในประเทศของประชากรกว่า 140 ล้านคนเนื่องจากสภาพอากาศ

ส่วนประเทศไทยก็ยังเผชิญกับวิกฤตหลาย ๆ ด้าน ทั้งเรื่องของฝุ่น PM 2.5 แหล่งน้ำปนเปื้อน และการกลายเป็นจุดทิ้งขยะของโลก ซึ่งปัญหามลพิษเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยที่ต้องเติบโตท่ามกลางสภาวะเหล่านี้

3. สงครามและการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ : งบประมาณกลาโหมและการทหารทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นมากนับตั้งแต่ปี 2022 ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ชี้ให้เห็นว่า การใช้จ่ายด้านการทหารของโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา และการแข่งขันด้าน AI ในบริบทความมั่นคงระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนก็รุนแรงมาก แต่การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ก็มีข้อดี เพราะถ้าไทยสามารถรักษาความสมดุลเชิงนโยบายและวางตัวเป็นกลางได้ เราก็อาจจะเป็นรัฐหลบภัย (Safe Haven) ที่ดึงดูดเม็ดเงินและการย้ายฐานการผลิตจากความขัดแย้งเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล

4. ความเหลื่อมล้ำขยายตัว : GDP ของไทยเติบโตช้ามากมาเกือบ 10 ปีแล้ว ขณะเดียวกัน ความมั่งคั่งของกลุ่มมหาเศรษฐีกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ประชากรไทยกลับมีหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% ของ GDP ทำให้รัฐเหลืองบประมาณในการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์น้อยมาก

5. ประชาธิปไตยถดถอยและการประท้วงของคนรุ่นใหม่

คลื่นแห่งความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ในประเทศไทยเอง การประท้วงของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565 เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะ Gen Z กำลังต่อสู้กับความรู้สึกสิ้นหวังและความรู้สึกว่าอนาคตของพวกเขาถูกพรากไป พวกเขารู้สึกต้องแบกรับภาระหนักกว่าคนรุ่นพ่อแม่ ทั้งค่าแรงที่แช่แข็ง วัฒนธรรมอำนาจนิยมในที่ทำงาน ฯลฯ ซึ่งสภาวะเหล่านี้ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก

6. วิกฤตสุขภาพจิต : แรงกดดันจากวิกฤตและปัญหาต่าง ๆ กลายส่วนหนึ่งที่ทำให้กิดวิกฤตสุขภาพจิต อย่างที่องค์การอนามัยโลกรายงานว่า เฉพาะในปีแรกของการระบาดโควิด-19 ทำให้อัตราความชุกของโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 25%

3 ข้อเสนอเพื่อสร้างทางรอดให้กับประเทศไทยในวันที่คนลดลง

เมื่อจำนวนประชากรไทยกำลังลดลง ขณะที่ประเทศต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน การแก้ปัญหาอาจไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนคน แต่ต้องทำให้คนที่มีอยู่มีศักยภาพมากขึ้น พร้อมกับปรับระบบต่าง ๆ ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้จริง ผ่าน 3 ข้อเสนอสำคัญ

ข้อเสนอที่ 1 ลงทุนพัฒนาทักษะให้คนทุกช่วงวัย

สร้างระบบ ‘คูปองพัฒนาทักษะแห่งชาติ’ ให้แรงงานตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปได้รับเครดิตดิจิทัลสำหรับนำไปเรียนหลักสูตรรีสกิลและอัปสกิล ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ แทนที่จะส่งงบประมาณผ่านกระทรวงหรือระบบราชการแบบเดิม เพราะจะทำให้ประชาชนสามารถเลือกหลักสูตรและสถาบันที่ต้องการเรียนได้ด้วยตัวเอง เมื่อเรียนจบและได้รับใบรับรอง รัฐจึงจ่ายเงินสนับสนุนตรงไปยังสถาบันฝึกอบรม วิธีนี้ไม่เพียงช่วยให้คนเข้าถึงการพัฒนาทักษะได้ง่ายขึ้น แต่ยังกระตุ้นให้สถาบันต่าง ๆ แข่งขันกันพัฒนาหลักสูตรที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริง

ข้อเสนอที่ 2 สร้างกลไกปลดล็อกทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ปรับโครงสร้างภาษีให้ตอบโจทย์สังคมมากขึ้น

เช่น การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินและความมั่งคั่ง ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) และภาษีด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนำรายได้มาใช้สร้างระบบสวัสดิการที่มั่นคงและรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรในอนาคต

ทำเรื่องประชากรให้เป็นวาระร่วมของประเทศ

สร้าง ‘ฉันทามติประชากร’ เพื่อให้เรื่องประชากรเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญร่วมกัน ไม่ผูกติดอยู่กับพรรคการเมืองหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เพื่อให้นโยบายสำคัญสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ตาม

ข้อเสนอที่ 3 ทำให้แผนที่มีอยู่เกิดขึ้นได้จริง

ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้ขาดแผนหรือนโยบาย แต่ปัญหาสำคัญ คือหลายเรื่องวางแผนไว้แล้วกลับเดินหน้าได้ช้า หรือไปไม่ถึงการลงมือทำจริง จึงต้องปลดล็อก 3 เรื่องสำคัญ

ปลดล็อกระบบ : ลดขั้นตอนและความซับซ้อนของระบบราชการ เพื่อให้นโยบายสามารถเดินหน้าและส่งต่อประโยชน์ถึงประชาชนได้รวดเร็วขึ้น

ปลดล็อกข้อมูล : ทำให้ฐานข้อมูลภาครัฐอยู่ในรูปแบบที่สามารถนำไปวิเคราะห์และประมวลผลต่อได้ง่าย (Machine-readable) พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสมต่อสาธารณะ เพื่อให้ทุกฝ่ายนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ติดตาม และตรวจสอบการทำงานได้ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปลดล็อกแรงต้าน : การเปลี่ยนแปลงย่อมมีทั้งคนที่ได้และเสียประโยชน์ นโยบายจึงต้องออกแบบให้ทุกฝ่ายมีแรงจูงใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงหาทางรองรับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ เพื่อให้การปฏิรูปสามารถเดินหน้าต่อไปได้จริง

สุดท้ายแล้วทางรอดของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนกลับมาเกิดเพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่การทำให้ ‘คนที่มีอยู่’ ได้ใช้ศักยภาพสูงสุดที่ตัวเองมี ภายใต้โครงสร้างรัฐแบบใหม่ ที่เปลี่ยนจากการวัดตัวเลข GDP ของประเทศ มาใช้คุณภาพชีวิตของผู้คนเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง

Credits

ผู้เขียน

  • Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ