‘บางครั้งการเยียวยาคนอื่น ก็เริ่มจากการได้เยียวยาตัวเอง’ คุยกับ ‘คิด’ สมคิด ชัยจิตวนิช ผู้ริเริ่มโครงการ Art Care เพื่อใช้ภาพถ่ายช่วยเยียวยาใจ ให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุมากว่า 17 ปี

‘ภาพถ่าย’ อาจเป็นเหมือนบันทึกความทรงจำ หรือบันทึกเรื่องราวสำคัญที่เกิดขึ้นในสถานที่บางแห่งของใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่งที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์ ภาพถ่ายอาจเป็นสิ่งที่ช่วยคลายความเหงา ช่วยเยียวยาใจในยามเจ็บป่วย หรือแม้แต่เป็นสิ่งสุดท้ายที่ใครสักคนทิ้งไว้ให้คนข้างหลังได้ระลึกถึงในวันที่จากโลกนี้ไปแล้ว

หนึ่งในคนที่มองเห็นคุณค่าของภาพถ่ายในมุมที่แตกต่างออกไป คือ ‘คิด’ สมคิด ชัยจิตวนิช วัย 59 ปี อดีตช่างภาพสารคดีในเครือเนชั่นและบางกอกโพสต์ ผู้ผันตัวมาเป็นช่างภาพอาสา ช่วยงานด้านศาสนาและสังคม เพราะอยากนำความรู้และความสามารถที่มีอยู่ไปทำสิ่งที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

‘คิด’ สมคิด ชัยจิตวนิช ผู้ริเริ่มโครงการ Art Care เพื่อใช้ภาพถ่ายช่วยเยียวยาใจ ให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุมากว่า 17 ปี

คิดคือผู้ริเริ่มโครงการกรุณาแห่งรัก หรือโครงการ Art Care ที่นำภาพถ่ายธรรมชาติไปติดตามผนังโรงพยาบาลและบ้านพักคนชรา เพื่อช่วยเยียวยาจิตใจของผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ ยังขยายงานอาสาไปสู่โครงการ ‘รอยยิ้มนิรันดร์’ ที่ถ่ายภาพผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราของภาครัฐทั้ง 12 แห่ง เพื่อให้คุณตาคุณยายมีภาพสวย ๆ เก็บไว้ใช้ประกอบพิธีในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต

จากความตั้งใจที่จะใช้ภาพถ่ายเยียวยาความทุกข์ใจให้ผู้อื่น ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา ภาพถ่ายและการสอนให้คนอื่นถ่ายภาพ กลับช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ และทำให้เธอได้ค้นพบความหมายที่เรียบง่ายของความสุขในชีวิตอีกครั้ง

“ในอดีตเราจะเห็นแต่ความทุกข์ของตัวเอง แต่พอเรามาทำงานอาสา เราได้เห็นความทุกข์ของคนอื่น แล้วก็เห็นว่าความทุกข์ของเรามันเล็กนิดเดียวเอง ตอนที่เรายังทำงานประจำ รายได้เราสูงมาก แต่เราก็ต้องกินยาแก้ไมเกรนบ่อย ๆ แต่ตั้งแต่ลาออกมาก็ไม่เคยได้กลับไปกินยาแก้ปวดอีกเลย

“เมื่อก่อนความสุขของเราจะเกิดขึ้นในตอนที่หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ออกมาแล้วมีคนชมว่ารูปเราสวย แต่พอมาเป็นช่างภาพอาสา เราเห็นว่าความสุขของตัวเองมันย้ายตำแหน่ง เพราะเรารู้สึกมีความสุขตั้งแต่ตอนที่เรามองเห็นดอกไม้ดอกเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาจากซอกหิน แล้วกดถ่ายเก็บไว้ ความสุขมันเกิดขึ้นตั้งแต่เรามองเห็นความงามที่อยู่ตรงหน้าแล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาชื่นชม

‘คิด’ สมคิด ชัยจิตวนิช ผู้ริเริ่มโครงการ Art Care เพื่อใช้ภาพถ่ายช่วยเยียวยาใจ ให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุมากว่า 17 ปี

“ทุกครั้งที่อบรมถ่ายภาพ เราจะบอกกับทุกคนเสมอว่า ก่อนที่เราจะเอาภาพไปติดเพื่อช่วยเยียวยาคนอื่น สิ่งแรกที่เราจะได้คือเราจะได้เยียวยาตัวเองก่อน การที่เรามองหาดอกไม้ มองหาหยดน้ำ เพื่อที่จะถ่ายเก็บไว้ นั่นคือการเยียวยาใจตัวเอง และเมื่อใจเราได้รับการเยียวยาจนเต็มอิ่มแล้ว เราก็จะสามารถนำสิ่งนั้นออกไปรับใช้และเยียวยาสังคมได้อย่างแท้จริง”

เมื่อความสำเร็จไม่ใช่คำตอบของชีวิต

ตอนทำงานประจำเป็นช่วงที่ชีวิตของคิดประสบความสำเร็จมาก เธอได้เดินทางไปต่างประเทศ ได้ถ่ายภาพผู้คนมากมาย จนกระทั่งปลายปี 2547 เกิดเหตุการณ์สึนามิขึ้น ช่างภาพข่าวมีไม่เพียงพอ เธอจึงได้รับมอบหมายให้ลงไปช่วยทำข่าวที่ภูเก็ตและพังงาเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ระหว่างเดินถ่ายภาพ เธอได้เห็นความเสียหายมากมาย รวมถึงเห็นบัตรเครดิตที่ถูกคลื่นซัดกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น

“ตอนนั้นความรู้สึกมันแวบขึ้นมาว่า ต่อให้เราจะรวยแค่ไหน ชีวิตประสบความสำเร็จขนาดไหน ที่สุดแล้ววันนี้มันก็ต้องมาถึง เราคิดว่า 10 กว่าปีกับเส้นทางอาชีพนักข่าว มันถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว ชีวิตมันพอแล้ว ทั้งเรื่องเงินเดือนและรางวัล เราควรไปทำสิ่งที่อยากทำ และเป็นประโยชน์จริง ๆ ได้แล้ว”

หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ช่วงก่อนหน้านั้นเธอมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์และถ่ายภาพแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ที่เสถียรธรรมสถาน รวมถึงพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตของนักบวชหญิง จนเกิดความสนใจและอยากเรียนรู้วิถีชีวิตของแม่ชีด้วยตัวเอง

“พอเราลาออกมา ท่านก็เลยถามว่า เมื่อไรจะมาบวช แล้วท่านก็ชวนให้ไปทำหนังสือครบรอบ 20 ปีของเสถียรธรรมสถาน เราก็ตกลงรับปากว่าจะทำ แต่ด้วยนิสัยของเรา ถ้าจะทำอะไร เราต้องรู้จริง ก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็บวชก่อนเลยแล้วกัน จะได้รู้ว่าชีวิตของนักบวชผู้หญิงมันเป็นอย่างไร

“ตอนนั้นก็เลยตัดสินใจบวช 9 วัน บวชนานกว่านั้นไม่ได้ เพราะเดี๋ยวต้องออกมาทำงานต่อ ซึ่งมันเป็น 9 วันที่ดีมาก ๆ เลยนะ มันทำให้เราเข้าใจชีวิตของนักบวชผู้หญิงมากขึ้น สังคมเมื่อ 20 ปีก่อนจะมีความรู้สึกว่าคนที่ไปบวชชี ถ้าไม่อกหักหรือชีวิตหาทางออกไม่ได้ ก็คงไม่มาบวช ดังนั้น ตอนที่จะสึก เราก็ตั้งใจว่า เราจะใช้ความสามารถของตัวเองเปลี่ยนภาพจำของผู้คนที่มีต่อแม่ชี ก็เลยตัดสินใจมาช่วยงานถ่ายภาพอยู่ที่เสถียรธรรมสถาน และมีโอกาสได้ติดตามแม่ชีศันสนีย์ไปในที่ต่าง ๆ”

‘คิด’ สมคิด ชัยจิตวนิช ผู้ริเริ่มโครงการ Art Care เพื่อใช้ภาพถ่ายช่วยเยียวยาใจ ให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุมากว่า 17 ปี

จุดเริ่มต้นของความฝันใหม่ ที่อยากใช้ภาพถ่ายช่วยเยียวยาจิตใจของผู้คน 

“มีช่วงหนึ่งที่ท่านต้องเดินทางไปแสดงธรรมที่โรงพยาบาลรัฐบ่อย ๆ และประกอบกับช่วงนั้นญาติ ๆ ของเราเริ่มเจ็บป่วย เราก็เลยมีโอกาสได้ไปโรงพยาบาลทั้งเอกชนและรัฐมากขึ้น เราสังเกตว่าส่วนใหญ่โรงพยาบาลเอกชนจะมีงานศิลปะ มีภาพวาดอยู่ตามผนัง แต่โรงพยาบาลรัฐจะมีแค่โปสเตอร์รณรงค์ วัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ไม่มีงานศิลปะเลย

“ตอนนั้นเราก็เลยนั่งคิดเล่น ๆ ว่า เราก็ถ่ายรูปมาตั้งเยอะ ถ้าเราลองเอาภาพธรรมชาติที่เราถ่ายมาติดแทนงานศิลปะในโรงพยาบาลรัฐ มันก็น่าจะดีเหมือนกันนะ เพราะตอนที่เราไปโรงพยาบาลเอกชน เราเห็นงานศิลปะมากมาย แล้วเราก็รู้ว่ามันมีงานวิจัยออกมาว่ามันช่วยเยียวยาจิตใจได้ ก็เลยนั่งคุยกับน้องนักข่าวคนหนึ่งว่าอยากทำโครงการแบบนี้

“หลังจากนั้นไม่นานทางกรุงเทพธุรกิจ เขามาขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิต แล้วเขาก็ถามว่าเรายังมีความฝันอะไรที่ยังอยากจะทำอีกบ้าง เราก็เลยบอกว่าอยากเอาภาพธรรมชาติที่เราถ่ายไปติดในโรงพยาบาล เผื่อว่ามันจะทำประโยชน์ได้ หลังจากบทสัมภาษณ์ออกไป ก็มีพยาบาลที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าติดต่อเข้ามาว่าอยากให้เราไปทำที่แผนก ICU ศัลยกรรม นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ Art Care ในปี 2552”

‘คิด’ สมคิด ชัยจิตวนิช ผู้ริเริ่มโครงการ Art Care เพื่อใช้ภาพถ่ายช่วยเยียวยาใจ ให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุมากว่า 17 ปี

ภาพถ่ายที่มีความหมาย มากกว่าความสวยงาม

หลังจากทำโครงการ Art Care ในโรงพยาบาลรัฐมาหลายที่ ในปี 2566 คิดก็ได้ขยายโครงการเข้าสู่บ้านพักคนชราของรัฐบาลทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นทำที่ศูนย์นครพนมเป็นแห่งแรก ตามด้วยบางละมุง ปทุมธานี และขอนแก่น ภาพที่นำไปติดในยุคหลัง ๆ จะไม่ใช่ภาพถ่ายของตัวเองหรือช่างภาพมืออาชีพแล้ว แต่จะเป็นภาพที่เจ้าหน้าที่ พยาบาล หรือผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราเป็นคนถ่ายเอง

“เมื่อก่อนเวลามีคนถามว่าทำไมไม่เอารูปที่ตัวเองถ่ายไปติดล่ะ สวยกว่าตั้งเยอะ แต่เรามองว่าบ้านพักคนชราหรือโรงพยาบาลไม่ใช่แกลเลอรีโชว์ผลงานของช่างภาพ คนที่มาดูรูปในแกลเลอรีมักจะเป็นคนที่มีความสุข แต่คนที่มาดูรูปในโรงพยาบาลหรือดูรูปอยู่ในบ้านพักคนชราคือคนที่มีความทุกข์ เพราะฉะนั้นโจทย์มันไม่เหมือนกัน

“ถ้าเป็นภาพที่เขาถ่ายเอง เขาจะมีความภูมิใจ ผู้สูงอายุเขาชอบภาพดอกไม้มากนะ โดยเฉพาะพวกดอกไม้ท้องถิ่นอย่าง ดอกผักบุ้ง ดอกมะละกอ หรือดอกบัว อาจดูธรรมดาในสายตาช่างภาพ แต่สำหรับพวกเขามันมีความหมาย มีความผูกพัน มีเรื่องเล่าของตัวเองอยู่ในนั้น”

‘รอยยิ้มนิรันดร์’ ของขวัญที่เตรียมไว้เพื่อวันสุดท้ายของชีวิต 

“จุดเริ่มต้นของการทำโครงการ ‘รอยยิ้มนิรันดร์’ จริง ๆ แล้วเริ่มมาจากตอนที่เราเข้าไปทำ Art Care ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดนครพนม แล้วผู้อำนวยการศูนย์ฯ ขอให้ช่วยอบรมถ่ายภาพให้กับเจ้าหน้าที่ เพราะอยากให้เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพตายายที่ศูนย์ ฯ เพราะพวกเขาคือคนที่ใกล้ชิดตายายมากที่สุด สามารถดึงรอยยิ้มธรรมชาติออกมาทางสายตาของผู้สูงอายุได้ เพื่อให้ตายายได้มีภาพสวย ๆ ไว้ใช้ในเวลาที่พวกท่านจากโลกนี้ไป

‘คิด’ สมคิด ชัยจิตวนิช ผู้ริเริ่มโครงการ Art Care เพื่อใช้ภาพถ่ายช่วยเยียวยาใจ ให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุมากว่า 17 ปี

“ชื่อโครงการ ‘รอยยิ้มนิรันดร์’ เราเป็นคนตั้งเอง ตอนแรกจะให้ชื่อว่า ‘ของขวัญชิ้นสุดท้าย’ แต่คิดว่ามันก็ดูน่ากลัว กลัวว่าจะทำให้ตายายเขาคิดมาก เพราะคนไทยก็มักจะถือเรื่องอะไรพวกนี้ สุดท้ายก็เลยเลือกชื่อ ‘รอยยิ้มนิรันดร์’ นี่แหละ เพราะความหมายมันดูกลาง ๆ ดี มันคือรอยยิ้มที่จะเก็บไว้ตลอดไป”

“พอถ่ายรูปให้ตายายเสร็จ เราจะอัดรูป 12×18 นิ้ว เป็นรูปใหญ่สำหรับให้ฝ่ายธุรการเก็บเอาไว้ใส่กรอบ ตั้งหน้าศพ ทำพิธีในวันที่ตายายจากไป นอกจากนี้ เราจะอัดรูปใบเล็กใส่กรอบให้ตายายด้วย ให้เขาดูแล้วบอกเขาว่า ‘ถ้าตายายไม่อยู่แล้ว วันงานจริงเขาจะใช้รูปนี้นะ’ เรามองว่ามันคือการเตรียมตัวตายที่ดี การได้เห็นว่ารูปในงานศพเราจะเป็นแบบไหนมันก็เหมือนเราได้มีโอกาสเห็นภาพสุดท้ายของตัวเอง

“ถึงแม้โครงการเราจะชื่อ ‘รอยยิ้มนิรันดร์’ แต่เวลาถ่ายจริง ๆ ก็ใช่ว่าทุกคนจะยิ้มนะ ทุกวันนี้บ้านพักคนชรามีผู้ป่วยจิตเวช แล้วก็มีผู้ป่วยติดเตียงด้วย เราก็ไปจัดแสงถ่ายให้ถึงที่เตียงเลย แล้วค่อยเอามาเปลี่ยนฉากหลัง เคยมีคนถามว่าโครงการชื่อรอยยิ้มนิรันดร์ เวลาถ่ายเขาต้องยิ้มทุกรูปเลยเหรอ จริง ๆ ไม่ต้องยิ้มทุกรูปก็ได้ แค่ยิ้มที่ใจก็พอแล้ว อย่างตายายบางคนเป็นผู้ป่วยจิตเวช เราก็ไม่สามารถไปบังคับให้เขายิ้มได้ แต่เราก็ต้องอาศัยจังหวะเผลอ และใช้การจัดแสงช่วยให้ได้รูปออกมาดูดีที่สุด ตอนเราไปถ่ายส่วนใหญ่ตายายเขาก็รู้สึกดีนะ เขาบอกว่าเหมือนได้มาถ่ายรูปในสตูดิโอ บางคนก็บอกว่าทั้งชีวิตนี้ยังไม่เคยได้ถ่ายรูปในสตูดิโอด้วยซ้ำ บางคนก็บอกว่าไฟเยอะมาก ทีมงานใส่ใจมาก ช่วยจัดเสื้อผ้าอะไรแบบนี้ เราก็รู้สึกดีใจ เหมือนเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

“ด้วยความที่มันเป็นเหมือนภาพสุดท้าย เวลาถ่ายเราก็จะพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา เก็บความเป็นตัวตนของเขาไว้ให้มากที่สุด คิดเสมือนว่าเรากำลังถ่ายรูปไว้ใช้ในงานศพของตัวเอง ถ้าเราอยากให้คนอื่นเห็นรูปเราแบบไหน เราก็ถ่ายให้มันออกมาแบบนั้น ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนก็คงอยากได้รูปที่ดูดีที่สุด ตอนที่เราถ่ายรูปเสร็จแล้วกลับไป ผู้อำนวยการศูนย์ฯ เขามาเล่าให้เราฟังทีหลังว่า ตายายเขาก็คุยกันว่า ‘ดีนะ เพราะถ้าไปถ่ายที่ร้านคงต้องจ่ายหลายบาท’ บางคนเห็นรูปแล้วก็บอกว่านี่เป็นภาพที่สวยที่สุดในชีวิตเขา ตั้งแต่ถ่ายรูปมา ไม่เคยมีรูปสวยขนาดนี้เลยนะ ได้ยินแบบนั้น เราก็มีความสุขแล้ว”

‘คิด’ สมคิด ชัยจิตวนิช ผู้ริเริ่มโครงการ Art Care เพื่อใช้ภาพถ่ายช่วยเยียวยาใจ ให้ผู้ป่วยและผู้สูงอายุมากว่า 17 ปี

ชีวิตที่พอดี 

“เวลาเราไปทำงานอาสา เราจะเห็นตายายที่เขาดูเหงา ๆ เราก็รู้สึกสงสาร แต่บางครั้งมันก็มีความคิดแวบขึ้นมาว่า จริง ๆ แล้วแม่เราที่อยู่ที่บ้านเขาก็น่าสงสารเหมือนกัน เราไปทำงาน ไปใช้เวลาทำโครงการต่าง ๆ ให้ผู้สูงอายุมากมายได้ แต่เรากลับไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับแม่

“ทุกวันนี้แม่อายุ 84 แล้ว เมื่อก่อนแม่เขาอยู่กับพ่อ แต่พ่อเพิ่งจะเสียไปเมื่อช่วงต้นปี เราก็ไม่ได้คิดว่าแม่จะคิดมาก เพราะถึงแม้แม่จะอยู่กับผู้ดูแล แต่ลูก ๆ ก็จะสลับกันแวะเวียนไปหาอยู่เรื่อย ๆ  แค่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน วันหนึ่งที่ลูก ๆ พาแม่ไปเกาหลี แล้วเรามีโอกาสได้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง แม่ก็ดูมีความสุขมาก เราได้คุยกันแล้วแม่ก็เลยบอกว่า จริง ๆ ตั้งแต่พ่อเสียไป แม่เหงามากนะ

“เราคิดว่าเราจะลดบทบาทการทำงานอาสาลง แล้วกลับมาดูแลแม่ ใช้เวลากับแม่ให้มากขึ้น งานไหนที่ต้องเดินทางไกลหลาย ๆ วัน ก็อาจจะลดลง แล้วหาเวลาอยู่บ้าน ทำสวน ปลูกผัก ทำอาหารให้แม่ หาเกมที่ช่วยกระตุ้นสมอง ฟื้นฟูความจำมาเล่นกับแม่บ่อย ๆ ชีวิตคนเรามันไม่ต้องสุดโต่ง ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจนสุดทาง ทุกอย่างมันต้องพอดี เราทำหลายอย่างได้ แต่ต้องลำดับความสำคัญให้ดี เพราะถ้าเราเลือกที่จะตัดชีวิตของตัวเองทิ้งไปหมด แล้วมาอยู่กับครอบครัว อยู่กับแม่ วันหนึ่งถ้าแม่ไม่อยู่แล้ว เราจะอยู่อย่างไร รักษาสมดุลของชีวิตตัวเองให้ดี เพราะถ้ามีส่วนไหนที่หายไป เราจะยังเหลือส่วนอื่น ๆ ที่สำคัญอยู่”

Credits

ผู้เขียน

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ