‘งานเปลี่ยนได้ แต่สิ่งที่ต้องไม่เปลี่ยนไป คือการเคารพในคุณค่าของตัวเอง’ จากหัวหน้ามัคคุเทศก์สู่พนักงานเซเว่นฯ เส้นทางชีวิตของชายวัย 48 ที่พูดได้ 7 ภาษา ‘โทนี่’ ธีระวัตร วานิชคาม

“การที่เราเรียนรู้และมีความสามารถทางภาษาหลาย ๆ ภาษา มันทำให้โลกเรากว้างมาก แล้วมันก็ทำให้ใจเรากว้างตามไปด้วย เราใจดีมากขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะเราเห็นเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกนี้มาเยอะ มันทำให้เราไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์หรือหัวโขน คนเรายิ่งสูง จะยิ่งก้มต่ำ

“ผมมองว่างานสุจริตทุกงานที่ทำเงินได้ก็คืองานที่มีเกียรติ การที่เรามีคุณค่าในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาตัดสินหรือมองเห็น ตราบใดที่เรามุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในทุก ๆ วัน ความสุขมันจะตามมาเอง”

มนุษย์ต่างวัย คุยกับ ‘โทนี่’ ธีระวัตร วานิชคาม วัย 48 ปี ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา ที่ควบตำแหน่ง ล่าม และ MC ประจำร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาศูนย์การประชุมและแสดงนิทรรศการนานาชาติไบเทค บางนา (สถานที่สำหรับจัดงานอีเวนต์ทั้งระดับอินเตอร์และระดับโลก) ที่กำลังได้รับความสนใจและมีคลิปไวรัลทางโซเชียลมีเดียอยู่ในขณะนี้ ด้วยความสามารถในการพูดภาษาต่างประเทศได้ถึง 7 ภาษา คือ อังกฤษ, เยอรมัน, ญี่ปุ่น, จีนกลาง, มลายู, บาฮาซา อินโดนีเซีย และภาษาพม่า ซึ่งในภาษาเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกใช้ในการทำงานจริง ทั้งการติดต่อกับชาวต่างชาติและองค์กรต่างประเทศ ทำให้มีคนเข้ามาชื่นชมความสามารถ และอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร

แรงบันดาลใจในการเรียนรู้ภาษาต่าง ๆ ของเขาเกิดจากความชื่นชอบที่มีต่อ ‘เจมส์ บอนด์’ ตัวละครสายลับมืออาชีพที่มีความสามารถรอบด้าน บวกกับพื้นเพเดิมที่เติบโตมาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีโอกาสได้เจอนักท่องเที่ยวหลายชาติ หลายภาษาตั้งแต่เด็ก ทำให้มีความฝันว่าอยากออกเดินทางไปทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของมนุษย์ 7 ภาษา ที่เริ่มจากความฝันและโอกาสในวัยเด็ก

“ผมเป็นคนอยุธยา มีโอกาสเจอชาวต่างชาติมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เลยตั้งใจเรียนภาษามาตั้งแต่แรก ภาษาแรกที่เริ่มเรียนก็คือภาษาอังกฤษซึ่งได้มาจากการเรียนในระบบ และที่อยุธยาเขาจะมีระบบไกด์ยุวชน คือการพาเด็กที่สนใจเรื่องการฝึกภาษาตามโรงเรียนต่าง ๆ ไปแนะนำเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ กับชาวต่างชาติ ซึ่งผมก็มีโอกาสเข้าร่วมโครงการฯ ด้วย ในบางช่วงที่มีเวลาว่าง

“พอโตขึ้นผมก็มีโอกาสได้ไปฝึกงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วยการอยู่ประจำเคาน์เตอร์แผนกต้อนรับ เพราะผมพูดภาษาอังกฤษได้ แต่พอมีชาวต่างชาติเข้ามา ผมพูดภาษาอังกฤษกับเขา แต่เขาไม่เข้าใจ ผมก็เลยถามรุ่นพี่ที่เป็นพี่เลี้ยงฝึกงานของผมว่าทำไมเขาฟังผมไม่เข้าใจ ผมก็คิดว่าสำเนียงผมดี ผมพูดชัดเจนนะ พี่เขาก็บอกผมว่าเขาไม่เข้าใจหรอก เพราะเขาเป็นชาวออสเตรีย เขาใช้ภาษาเยอรมัน แล้วพี่เขาก็พูดภาษาเยอรมันกับชาวต่างชาติคนนั้น

“ผมตกใจที่พี่เขาพูดภาษาเยอรมันได้ ด้วยความประทับใจและชื่นชมในตัวพี่เขา หลังจากนั้นผมก็เลยเริ่มศึกษาภาษาเยอรมัน และสมัครไปเรียนที่สถาบันเกอเธ่ (สถาบันด้านวัฒนธรรมของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ให้ความรู้ทางด้านการเรียนภาษาเยอรมันในต่างประเทศ) จนสามารถพูดภาษาเยอรมันได้ และได้เอามาใช้ในการทำงานจริง”

ทักษะและประสบการณ์ คือประตูบานแรกของโอกาส

“ผมเรียนจบมาทางด้านการสื่อสาร กฎหมาย แล้วก็มาเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพด้านมัคคุเทศก์ภาษาต่างประเทศ และสอบผ่านได้ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมัน เริ่มต้นชีวิตการทำงานจากการเป็นหัวหน้าด้านการท่องเที่ยว ดูแลนักท่องเที่ยว VIP ของบริษัททัวร์ ต่อมามีโอกาสได้ทำงานเป็นเลขานุการของซาโจ (ประธานบริษัทชาวญี่ปุ่น) และทำงานด้านการวางแผนยุทธศาสตร์ และเคยเป็นที่ปรึกษาหัวหน้ามัคคุเทศก์ระดับ VIP ดูแลนักท่องเที่ยวในบริษัททัวร์ต่างชาติที่มีสาขาอยู่ในประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา

“พอเกิดโควิด-19 สายงานต่างประเทศต้องหยุดชะงักทั้งหมด ไฟลต์บินถูกระงับ บริษัททัวร์ต้องปิดกิจการ ช่วง 6 เดือนแรก ผมไม่มีรายได้เลย ต้องใช้เงินเก็บที่มีอยู่ในการดูแลชีวิตของตัวเอง ตอนนั้นสิ่งที่กังวลที่สุด คือธุรกิจจะกลับมาได้เมื่อไร และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เขาจะยังเลือกไปเที่ยวกับบริษัททัวร์อยู่หรือเปล่า

“ตอนนั้นผมเดินทางไปที่ไหน ก็จะเห็นว่าไฟทุกที่ปิดหมด โรงแรมปิด สนามบินเงียบ กัปตัน แอร์โฮสเตสต้องไปทำอาชีพอื่น แต่มีอยู่ที่หนึ่งที่ไฟไม่เคยปิด นั่นคือไฟเซเว่นฯ ผมมองว่าเซเว่นฯ ก็เหมือนเจมส์ บอนด์ ที่ไม่ว่าเจอเรื่องยากหรือวิกฤตแค่ไหนก็สามารถเอาตัวรอดได้

“ผมคิดว่าถ้าเราไม่ท้อ เราก็น่าจะเอาความสามารถที่ตัวเองมีอยู่มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจอื่น ๆ ได้ ชีวิตมันน่าจะไปต่อได้ ตอนที่ผมมาที่ไบเทค ผมมองว่าเซเว่นฯ สาขาไบเทค บางนา เป็นศูนย์ประชุมนานาชาติ มีชาวต่างชาติเยอะ ไม่ต่างจากบริษัททัวร์หรือสนามบิน ไม่ต่างจากสถานที่ที่เราคุ้นเคยเลย มีความเป็นอินเตอร์มาก ถ้าเราเอาความสามารถที่เรามีติดตัวมาใช้ที่นี่ มันก็น่าจะช่วยทำประโยชน์ให้เขาได้

“ผมตั้งใจสมัครที่สาขานี้เลย และผมก็ประทับใจการจัดการของ CP ALL มาก ที่ใช้หลัก Put the right man on the right job (เลือกคนให้เหมาะกับงาน) เพราะตอนที่ผมไปสมัคร ผมยังไม่ทันได้บอกเขาเลยว่าผมจะขอประจำที่สาขาไหน แต่พอเขาเห็นวุฒิและความสามารถของผม เขาก็จัดให้ผมมาลงสาขาไบเทคทันที และให้เกียรติผมได้ทำงานและใช้ทักษะที่ถนัดได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเขาส่งผมไปลงที่สาขาตามตลาดหรือหมู่บ้าน ผมคิดว่าผมคงอยู่ได้ไม่เกิน 2 วัน”

ขอแค่เราไม่หยุดเรียนรู้ ชีวิตก็ไปต่อได้เสมอ

“ผมมาจากสายงานต่างประเทศและเป็นสายงานบริการอยู่แล้ว การมาทำงานตรงนี้ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องปรับตัวอะไรมาก บางครั้งน้อง ๆ ที่มาฝึกงานในร้านเขาก็จะมาเรียนรู้กับผม บางทีเขาก็ขอตามไปคุยกับชาวต่างชาติ บางครั้งก็ถามเรื่องการเรียนภาษา หรืออย่างน้อยที่สุด เขาก็ชื่นชม และคอยให้ความช่วยเหลือในการจัดการเรื่องต่าง ๆ ทำให้เราไม่เหนื่อยจนเกินไป และได้ใช้ความสามารถของเรามาทำในสิ่งที่เราถนัดจริง ๆ”

“สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากน้อง ๆ จากเด็กรุ่นใหม่ คือ พวกเขาโตมากับโซเชียลมีเดีย เขาเรียนรู้ได้เร็ว และใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการเรียนรู้ เขาอยากรู้เรื่องอะไร เขาก็ค้นหาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง เราเป็นคนเจน X ตอนปลาย มาเจอโซเชียลมีเดียก็ตอนทำงานแล้ว เราอาจจะเรียนรู้ได้ไม่เร็วเท่าเขา ดังนั้น เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากพวกเขาเหมือนกัน สุดท้าย ผมดีใจที่เรื่องราวของตัวเองได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนจำนวนมาก และที่สำคัญคือการที่ความสามารถที่เรามีอยู่ มันได้สร้างชื่อเสียงให้กับองค์กรของเราด้วย

“ผมคิดว่าชีวิตคนเรามันไม่ลงตลอดหรอก มันต้องมีช่วงขึ้น แต่มันก็จะไม่ขึ้นตลอด ดังนั้น เวลาขึ้นอย่าหลง เวลาลงอย่าท้อ จำไว้แค่นี้ ชีวิตผมมีไอดอล 2 คน คนหนึ่งคือไอดอลในจินตนาการอย่างเจมส์ บอนด์ ส่วนไอดอลในชีวิตจริงคือในหลวง ร.9 (พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) ผมเอาชีวิตและแนวคิดของ 2 คนนี้รวมกัน แล้วเดินตามรอยพวกเขาตลอด

“สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองอายุมากแล้ว หรือคิดว่าสายเกินไปที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ผมอยากบอกว่า ‘ไม่มีคำว่าแก่เกินเรียน’ ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงวัยไหน อายุเท่าไร มันจะมีสักที่ที่เห็นความสำคัญหรือยอมรับในความสามารถของเรา เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า ถ้าคุณเดินไปเคาะประตูขายของตามบ้าน แล้วคุณเคาะบานที่ 1 บานที่ 2 แล้วเขาไม่เปิดต้อนรับ มันก็ไม่ได้แปลว่าประตูอีก 8 บานที่เหลือ จะไม่สนใจคุณ มันจะต้องมีสักบานที่เปิดกว้าง หรืออย่างน้อยเขาก็จะเปิดแง้มออกมาดู ขอแค่เราไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง”

Credits

ผู้เขียน

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ