“ผมเคยพยายามฆ่าตัวตาย 2 ครั้ง คือ ปี 2017 กับ ปี 2018 ซึ่งในปี 2018 ผมพยายามโทรเข้าไปในที่ที่เขามีการรับสายคนที่มีปัญหาแล้วรู้สึกอยากจบชีวิต แต่มันไม่มีคนรับสาย สุดท้ายผมก็เลยจบลงที่โรงพยาบาล เย็บแผล แล้วออกมาด้วยความรู้สึกโกรธว่าวันที่เราต้องการใครสักคนที่รับฟังเรา ทำไมมันไม่มีใครฟังเราเลย”
เนื่องในวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) มนุษย์ต่างวัยถอดบทเรียนจากรายการ ‘มนุษย์ต่างวัย Talk กับ ประสาน อิงคนันท์ EP.97’ ที่มีโอกาสพูดคุยกับ ‘ซันจู’ อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ที่เคยเผชิญภาวะซึมเศร้ารุนแรงและพยายามจบชีวิตตัวเองถึง 2 ครั้ง จนนำไปสู่แรงบันดาลใจในการก่อตั้ง Sati App แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นระบบนิเวศดูแลจิตใจของผู้คน โดยมีระบบติดตามและบันทึกอารมณ์ประจำวันของตัวเอง และให้บริการรับฟังจากอาสาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งนับตั้งแต่เปิดให้ใช้ Sati App ได้ช่วยดูแลใจผู้คนไปแล้วกว่า 700,000 นาที
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า 1 ใน 7 ของประชากรโลกกำลังเผชิญปัญหาทางด้านจิตเวช ซึ่งตัวของคุณซันจูเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์การมีช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนั้นเช่นกัน
“ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรงร่วมกับมีอาการทางจิต ผมไปรักษาทั้งด้วยวิธีกินยา ทำจิตบำบัด และช็อตไฟฟ้า สุดท้ายก็ต้องนอนโรงพยาบาลจิตเวช ย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2015 ผมเริ่มมีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน จากคนที่ชอบออกไปข้างนอก กลายเป็นคนที่เก็บตัวในห้อง จากคนที่กินไม่เยอะ กลายเป็นว่าห้องเต็มไปด้วยถุงขนม จากที่เคยอาบน้ำวันละ 3 ครั้ง กลายเป็นว่าบางที 3-4 วันอาบน้ำครั้งเดียว ยิ่งใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตมันเริ่มมีความหมายน้อยลง
“ช่วงที่ป่วยผมไปพักรักษาตัวอยู่กับพี่สาวที่อังกฤษ ตอนนั้นผมหนักประมาณ 160-170 กิโลกรัม วันหนึ่งผมต้องนั่งเครื่องบินแล้วผมต้องใช้พื้นที่นั่งประมาณ 1 ที่ครึ่ง มีคุณป้าคนหนึ่งมานั่งข้าง ๆ ผมก็ขอโทษเขาตลอดทาง แล้วเล่าเรื่องของตัวเองให้เขาฟัง แต่เขาบอกว่าเขาเข้าใจ เพราะลูกเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน แล้วเขาก็เอาคัมภีร์ไบเบิลให้และจับมือผมแล้วบอกว่าขอภาวนาให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เขาไม่ได้มาบอกเราว่าสู้ ๆ นะ ไม่ได้ถามว่าทำไมเราคิดแบบนี้ ไม่ได้บอกเราว่าไปทำแบบนั้น แบบนี้สิ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น แต่เขาบอกว่าฉันเข้าใจนะ ฉันขอภาวนาให้คุณดีขึ้นนะ แต่ถ้าไม่ไหว สิ่งนี้อาจจะช่วยคุณได้
“หลังจากพยายามจบชีวิตตัวเองครั้งที่ 2 แรงโกรธที่ผมรู้สึกว่าระบบมันไม่ดีพอ แรงโกรธที่สังคมไม่เข้าใจเรา มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ พอรู้สึกแบบนั้น มันเหมือนเป็น New Mission ของชีวิตเรา ที่จะต้องทำอะไรก็ได้เพื่อแก้ปัญหานี้ เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องมาเผชิญปัญหาแบบเราอีก
“เพื่อนสนิทของผมที่เป็นจิตแพทย์อยู่ที่แซมเบีย ก็เลยแนะนำให้ดูวิธีแก้ปัญหาจากซิมบับเว ที่ให้ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลใจของคนเพื่อแบ่งเบาภาระทางใจให้กับสังคม บวกกับช่วงนั้นประเทศไทยยังมี Uber อยู่ ผมก็เลยคิดว่าเราจะสร้างระบบที่เอาไอเดียจากซิมบับเวกับระบบ Uber มารวมกันได้ไหม ให้มันเป็นแอปพลิเคชันที่เปิดขึ้นมาแล้วถ้าเราอยากคุยกับใครสักคน ถ้ามีคนออนไลน์อยู่ เขาก็จะรับสายได้ทันที แล้วพอจบก็วางสายและแยกย้ายกันไป มันก็เลยกลายเป็นงานที่ Sati App ทำอยู่จนถึงทุกวันนี้”
ระบบนิเวศดูแลใจ ที่เริ่มต้นจากการเข้าใจตัวเองและมีใครสักคนรับฟัง
“Sati App ทำหน้าที่หลายรูปแบบ อย่างแรก คือช่วยในการติดตามอารมณ์ของตัวเอง สามารถบันทึกไว้เป็นไดอารีอารมณ์ เพื่อดูว่าวันนี้เรามีอารมณ์เชิงบวกหรือลบ พอเราบันทึกและกลับมาดูเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเห็นภาพรวมของอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลา แล้วเราก็จะรู้ว่าอะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เราเกิดความเครียด อารมณ์ของเรามันแสดงออกมาในมิติทางกายและมิติทางใจอย่างไรบ้าง และอะไรที่เป็นตัวกระตุ้นให้มันเกิดขึ้น
“อย่างที่สองคือบริการโทรคุยกับอาสารับฟัง ซึ่งเราสามารถกดโทรแล้วคุยกับอาสาที่ว่างอยู่ ณ ตอนนั้นได้ทันที หรือจองเวลาล่วงหน้าไว้ได้ ซึ่งคนที่จะมาเป็นอาสาจะได้รับการอบรมจากหลักสูตร Mind First Aid (หลักสูตรปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น) ซึ่งการโทรคุยกับอาสารับฟังจะไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีการบันทึกเสียงหรือข้อมูลส่วนตัวใด ๆ เก็บไว้
“บางครั้งคนเราอาจมีที่ปรึกษาอยู่แล้ว แต่ ณ ตอนนั้นเขาอาจไม่สะดวกที่จะรับฟังปัญหาของเรา หรือบางเรื่องเราก็อาจจะสบายใจที่จะคุยกับคนแปลกหน้ามากกว่า หน้าที่ของระบบเราไม่ใช่การรักษาแต่คือการรับฟังความเครียด รับฟังความทุกข์ หรือแม้กระทั่งความสุขที่ไม่รู้ว่าจะแบ่งปันให้ใครฟัง แต่ถ้าอาสาจับสัญญาณได้ว่าปลายสายเริ่มน่าเป็นห่วง ก็จะมีการแนะนำข้อมูลว่าควรจะไปรับการดูแลจิตใจที่ไหนต่อ”
พื้นที่ปลอดภัย เริ่มต้นที่การไม่ตัดสิน
“เราต้องกลับมามองก่อนว่าเวลาที่เราเข้าไปช่วยใครสักคน เราเข้าไปช่วยจากมุมมองของเราที่อยากจะช่วยเขา หรือเข้าไปช่วยด้วยความรู้สึกที่เราเข้าใจแล้วว่าเขาต้องการอะไร หลายครั้งสังคมเรา เวลาเจอคนป่วยทางใจ แล้วรู้สึกสงสารหรืออยากจะช่วย แต่เราช่วยเขาด้วยความคาดหวังว่าเขาจะต้องทำอะไรบางอย่างให้ตัวเองดีขึ้น
“ถ้าเรามีเพื่อน หรือเรารู้จักใครที่กำลังป่วยทางใจอยู่ตอนนี้ เราวางความคิดตัวเองไว้ก่อน แล้วไปทำความเข้าใจเขา เห็นอกเห็นใจ และพยายามสะท้อนความรู้สึกเขาให้ได้มากที่สุด ซึ่งบางครั้งความคิดของเขามันอาจจะเป็นสิ่งที่ผิดก็ได้ แต่สำหรับตัวเขาในเวลานั้นมันถูก ถ้าเราเข้าไปแล้วไปบอกเขาว่าสิ่งที่เขาคิดอยู่มันผิด เขาก็จะยิ่งออกห่างจากสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะคิดว่าไม่มีใครเข้าใจเขาเลย แต่ถ้าเราเข้าไปหาเขาและบอกเขาว่าเรารู้นะว่ามันเครียดมาก มันยากมากเลย แล้วเราจะช่วยเธออย่างไรได้บ้าง
“การที่เราวางความคิดของตัวเองลง แล้วเข้าไปด้วยความเข้าใจเขา มันจะค่อย ๆ เปิดประตูหัวใจของเขาได้ มันอาจจะไม่ได้เปิดได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราไปคุยกับเขาเลย อาจต้องใช้เวลา 3-4 วัน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน แล้วเขาอาจจะเปิดใจมาขอความช่วยเหลือจากเรา แต่ถ้าทุกคนยังไปกดดันเขาว่านี่คือความคาดหวังของฉัน นี่คือความคาดหวังของสังคม เรื่องของเธอมันเป็นเรื่องเล็ก เธอจะต้องกลับมาอยู่ในสังคมให้ได้ มันอาจทำให้เขารู้สึกตัวเล็กลงเรื่อย ๆ จนเขาอาจจะไม่มีตัวตนเลยก็ได้”