“เวลาที่เราทำงานถ้าเราคิดว่ามันเป็นหน้าที่มันจะไม่สนุก แต่ถ้าเราทำเพราะคิดว่ามันคือความรับผิดชอบ คือคุณค่าในตัวเราเอง ต่อให้เราเหนื่อย เราก็จะมีความสุข”
มนุษย์ต่างวัย คุยกับ คุณแม่ธนพร สงวนรัตน์ หรือที่ลูกค้ามักเรียกกันว่า ‘คุณยาย’ หรือ ‘หม่ามี้’ วัย 67 ปี แม่ทูนหัวของเหล่าน้องแมวทั้ง 39 ชีวิต แห่ง ‘Cat Cafe Rangsit’ ผู้ที่เชื่อว่าชีวิตไม่มีคำว่าเกษียณ และชีวิตของคนเราก็คือการเรียนรู้อยู่เสมอ
นอกจากทำหน้าที่ดูแลร้าน และเหล่าน้องแมว หน้าที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่งของคุณยาย คือการเป็นเพื่อนฮีลใจให้กับลูกค้า คุณยายทำงานนี้ไปพร้อม ๆ กับเหล่าน้องแมวที่ร้าน คอยสังเกต รับฟังปัญหา เพื่อให้ลูกค้าที่มาเยือนคาเฟ่แมวแห่งนี้ได้ระบายความทุกข์ที่ติดอยู่ในใจให้ได้คลายลงบ้าง
“ก่อนหน้าจะเกษียณ คุณยายทำงานสอนนวดแผนโบราณ อยู่ที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ย้ายไปอยู่ที่โน่นตั้งแต่อายุ 35 ปี ด้วยความที่อยู่ต่างประเทศมานาน พอลูกชายเรียนจบ ทำงานแล้ว เขาก็อยากให้แม่กลับมาอยู่บ้าน ประกอบกับตอนนั้น เขาอยากออกมาทำธุรกิจของตัวเองด้วย ก็เลยชวนคุณยายให้กลับมาอยู่ด้วยกัน
“พอย้ายมาอยู่กับลูกชายก็เหงา เพราะตอนนั้นยังไม่คุ้นชินกับชีวิตที่นี่เท่าไร ลูกชายเขาก็เลยเอาแมวมาให้เลี้ยง ซึ่งก็คือ ‘พี่อั่งเปา’ พอเลี้ยงพี่อั่งเปาไปได้สักพัก ลูกชายก็ชวนทำคาเฟ่แมว ตอนแรกที่ทำเรายังไม่ได้ทำให้เป็นระบบเท่าไร อยากให้อาหารตอนไหนก็ให้ แต่พอทำได้ประมาณปีหนึ่ง คุณยายก็เริ่มศึกษาวิธีดูแลน้อง จัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นระบบมากขึ้น
“ช่วงแรกเรามีน้องแมวอยู่แค่ 2 ตัว แต่พอพี่อั่งเปามีลูก บวกกับเราไปเจอแมวจรบ้าง มีคนให้น้องแมวเพิ่มมาบ้าง ปัจจุบันที่ร้านก็เลยมีน้องแมวทั้งหมด 39 ตัว แมวที่ร้านส่วนใหญ่เป็นแมวอายุเยอะ อย่างพี่อั่งเปาก็อยู่มา 15 ปี เติบโตมาด้วยกันกับร้าน ส่วนน้องแมวรุ่นลูก รุ่นหลานที่เป็นเซ็ตใหม่ก็จะอายุประมาณ 2-3 ขวบ
“ปัญหาที่เราเจอในการดูแลน้องแมว คือเราจะเจอแต่แมวที่มีอายุ ซึ่งเขาก็จะมีปัญหาเรื่องการกิน เพราะฟันเขาเริ่มหลุดไปทีละเขี้ยว สองเขี้ยว ปัญหาเรื่องกลิ่น แล้วก็มีน้องแมวทะเลาะกันบ้างนิดหน่อย แต่เราก็จัดการได้
“ทุก ๆ วัน คุณยายก็จะให้อาหารน้องแมว ทำความสะอาดร้าน ต้อนรับลูกค้า บางครั้งก็ช่วยลูกชายทำอาหาร อะไรที่ทำได้ คุณยายก็ทำหมด เพราะร้านเราทำกันเอง ไม่ได้จ้างพนักงาน ถ้าไม่มี ‘พี่อั่งเปา’ เราก็คงไม่ได้ทำคาเฟ่แมวแบบทุกวันนี้ เขาเป็นจุดเริ่มต้นให้เราตัดสินใจสร้างที่นี่ขึ้นมา เพราะก่อนหน้านี้คุณยายก็ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมาทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน เราไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าคาเฟ่แมวคืออะไร เปิดแล้วจะมีคนมาหรือเปล่า คิดแค่ว่าอยากทำร้านขายน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ หรือร้านกาแฟเล็ก ๆ แค่นั้น
“คำว่า ‘เกษียณ’ มันไม่มีนะลูก เราทำได้เรื่อย ๆ ไม่เกี่ยวกับอายุ ถ้าเรายังทำไหว เราก็ทำ การทำงานมันทำให้เราไม่เหงา ทำให้เราได้พูดคุย ได้มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่น ที่ร้านจะมีลูกค้าเข้ามาทุกช่วงวัย ทั้งน้อง ๆ นักศึกษา วัยทำงาน วัยกลางคน และลูกค้ารุ่นเดียวกับคุณยาย
“ลูกค้ามักจะเรียกร้านเราว่า ‘คาเฟ่แมวบำบัด’ เรามีลูกค้าที่เขาเป็นโรคซึมเศร้าเข้ามาที่ร้านเยอะ ตอนแรกเราก็ไม่รู้ แต่เราค่อย ๆ ใช้วิธีสังเกต ถ้าลูกค้าคนไหนเข้ามาแล้วดูซึม ๆ ไม่พูด ไม่คุย เวลาเล่นกับน้องแมวก็จะนิ่ง ๆ ค่อย ๆ ลูบหัว เราก็จะเข้าไปถามว่า ‘ลูกขา มีอะไรอยากเล่าให้คุณยายฟังไหม’ พี่ ๆ ลูกค้าก็จะค่อย ๆ เล่าให้คุณยายฟังว่าหนูเป็นแบบนั้น แบบนี้นะคะ เวลาเราเจอคนที่เขาเป็นแบบนี้ ถ้าเขาเล่าอะไรให้เราฟัง เราจะไปพูดว่า ‘สู้ ๆ นะคะ’ ไม่ได้นะลูก เราต้องตั้งใจฟังเขา ค่อย ๆ ถามว่าเขาอยากเล่า อยากระบายอะไรไหม มันจะทำให้เขาได้ปลดปล่อยความรู้สึกของตัวเองออกมา
“เรื่องพวกนี้คุณยายก็เรียนรู้จากช่องทางต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย ในเว็บไซต์ บวกกับการสังเกตลูกค้า เพราะคุณยายก็ทำงานบริการมานาน อยู่กับคนมาเยอะ เคยเจอความทุกข์ของลูกค้าหลายเคส น้องบางคนเดินขากะเผลกเข้ามา เราก็ถามว่า ‘เป็นอะไรมาคะ’ เขาก็เล่าให้ฟังว่าเขาเพิ่งกระโดดตึกลงมา แต่แฟนช่วยได้ทัน บางคนก็บอกว่าเพิ่งถ่ายพรีเวดดิ้งไป แต่โดนเท หรือน้องบางคนก็เริ่มมีปัญหากับพ่อแม่
“เวลาที่เราทำงานบริการ มันไม่ใช่แค่บริการแล้วก็จบ เราต้องคอยสังเกตลูกค้าว่าเขาเป็นอะไร ต้องการอะไร ถ้าถามว่าทำไมลูกค้าเขาถึงไว้ใจเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง คุณยายคิดว่าคงเป็นเพราะคุณยายใช้ความอ่อนโยน และความเอาใจใส่กับลูกค้า เพราะเวลาลูกค้ามาที่ร้าน คุณยายก็อยากให้เขารู้สึกว่าเหมือนมาบ้านยายตัวเอง มากินข้าว กินน้ำ กินขนม เล่นกับน้องแมว แล้วก็มีรอยยิ้ม มีความสบายใจกลับไป
“สำหรับคุณยายสิ่งที่ดีที่สุดในการทำร้านนี้ คือการได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกค้าที่เขาป่วยเป็นโรคซึมเศร้า การที่เขาบอกว่าเขาได้ลดปริมาณยาที่กินลงแล้ว หรือการที่เขามาเล่าให้ฟังว่าเขาไปซื้อน้องแมวมาอยู่เป็นเพื่อนแบบที่คุณยายแนะนำแล้วนะ
“ความสุขอยู่ใกล้ตัวเราเสมอ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันหรือไม่ ทุกวันนี้คือการได้อยู่กับครอบครัว ได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก อยากไปไหนก็สามารถไปได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเป็นภาระคนอื่น ทุกวันนี้คุณยายก็ยังไปหาหมอเองได้ เรียกรถผ่านแอปพลิเคชันเองได้ สั่งอาหาร สั่งขนมน้องแมวผ่านออนไลน์ได้
“ทุกอย่างคือการเรียนรู้ การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก มันไม่ได้ยากเกินไปนะ ไม่จำเป็นว่าฉัน 60 แล้ว ฉันจะต้องหยุด อย่างตอนนี้หลานสาวก็สอนคุณยายให้ใช้เสียงพูดใส่ไมโครโฟนแทนการพิมพ์ในโทรศัพท์ หรือบางครั้งมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติเข้ามา บางทีคุณยายคุยกับลูกค้าไม่เข้าใจ ก็จะใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาช่วยในการสื่อสาร บางครั้งคุณยายก็เป็นคนโพสต์คอนเทนต์และตอบแชตในเพจเอง ช่วงไหนมีเพลงที่เขาฮิต ๆ แล้วเชื่อมโยงกับร้านได้ คุณยายก็เอามาทำคอนเทนต์
“คุณยายทำงานมาตลอด หยุดได้เต็มที่ไม่เกิน 3 วัน ถ้าเกินกว่านั้นก็เหงาแล้ว ถ้าเราทำ เราก็ไม่อด เหนื่อยก็พัก พอหายเหนื่อยก็มาทำต่อ ถามว่าเกษียณเมื่อไร พูดง่าย ๆ หมดลมหายใจเมื่อไรก็คงเลิกเมื่อนั้น”
























