บรรยากาศมนุษย์ต่างวิ่งครั้งที่ 8 เดิน–วิ่งและล้อมวงคุยในหัวข้อ “วิ่งสิลูก! Pace นี้เพื่อพ่อแม่” กับ หมอบัว – ดร.พญ.ประกายทิพ สุศิลปรัตน์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและเจ้าของเพจ “สู้สิแม่ ก็แค่มะเร็ง”

มนุษย์ต่างวิ่งครั้งล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มนุษย์ต่างวัยชวนมาเดิน–วิ่งและล้อมวงคุยในหัวข้อ “วิ่งสิลูก! Pace นี้เพื่อพ่อแม่” กับ หมอบัว – ดร.พญ.ประกายทิพ สุศิลปรัตน์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและเจ้าของเพจ “สู้สิแม่ ก็แค่มะเร็ง” ที่มาถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะลูกคนเดียว ผู้ดูแลคุณแม่ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายมานานเกือบ 13 ปี

เราชวนคุยกันว่า เมื่อต้องรับบทเป็นลูกผู้ดูแล เราจะดูแลพ่อแม่สูงวัยอย่างไรให้ท่านแข็งแรงและมีความสุข ขณะเดียวกันคนเป็นลูกก็ยังรักษาสุขภาพกาย ใจ งาน และชีวิตของตัวเองให้เดินต่อไปได้ในระยะยาว มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ อยากเอามาแบ่งปันกับชาวมนุษย์ต่างวัยทุกคนครับ

ร่างกายที่แข็งแรงวันนี้ คือ ‘บุญเก่า’ ในวันที่เจ็บป่วย

ตอนที่คุณแม่ตรวจพบมะเร็งปอดระยะที่ 4 อายุประมาณ 70–71 ปีแล้ว แต่คุณแม่ยังมีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรง ทำสวน ทำอาหารและช่วยเหลือตัวเองได้ดี เมื่อต้องเข้ารับการรักษาทั้งเคมีบำบัด รังสีรักษาและยามุ่งเป้า การที่แม่ดูแลสุขภาพมาอย่างสม่ำเสมอมาก่อนจึงกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ช่วยให้ผ่านการรักษาแต่ละช่วงมาได้

เราไม่มีทางรู้ว่าจะป่วยวันไหน การออกกำลังกายในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการมีรูปร่างดีหรือไม่เป็นโรค แต่เป็นการสะสมต้นทุนร่างกายไว้ล่วงหน้า เผื่อวันหนึ่งต้องเข้ารับการรักษา ฟื้นฟูร่างกาย หรือกลายเป็นผู้ดูแลใคร เราจะยังมีแรงรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

ไม่มีใครพร้อมเป็นผู้ดูแล แต่เราสามารถ ‘ซ้อมป่วย’ ล่วงหน้าได้

วันที่พ่อแม่ป่วยมักมาถึงโดยไม่ทันตั้งตัว แม้แต่หมอบัวเอง ตอนที่รู้ว่าแม่เป็นมะเร็งก็ยังเรียนปริญญาเอกไม่จบ และยังไม่พร้อมรับบทผู้ดูแล แต่ช่วงแรกกลับต้องจัดการหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งตารางงาน การตรวจเลือด การเจาะชิ้นเนื้อ การเดินทางเข้าโรงพยาบาล การรักษา สิทธิและค่าใช้จ่าย

แม้เราจะเตรียมไม่ได้ทุกอย่าง แต่เราสามารถลอง “ซ้อมป่วย” ไว้ก่อนได้ว่า หากวันหนึ่งตัวเราหรือพ่อแม่เจ็บป่วย ใครจะเป็นคนดูแล ใช้สิทธิรักษาอะไร มีเงินสำรองหรือประกันเพียงพอไหม ต้องเดินทางไปรักษาที่ไหน และจะแบ่งงานกับชีวิตส่วนตัวอย่างไร เพราะปัจจุบันหลายโรคสามารถรักษาหรืออยู่ร่วมกันได้ยาวนานขึ้น การเตรียมตัวจึงไม่ได้มีไว้แค่ผ่านช่วงวิกฤต แต่ต้องคิดต่อว่าจะอยู่อย่างไรให้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

ตรวจสุขภาพทุกปี ไม่ได้แปลว่าจะพบทุกโรค

แม้คุณแม่ของหมอบัวจะตรวจสุขภาพและเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี แต่สุดท้ายกลับตรวจพบมะเร็งปอดระยะที่ 4 เพราะการตรวจสุขภาพทั่วไปไม่สามารถคัดกรองโรคได้ทุกชนิด และมะเร็งบางประเภทก็ยังไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก

แต่ถึงอย่างนั้นการตรวจสุขภาพประจำปียังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องทำควบคู่กับการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย บอกประวัติสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงของครอบครัวให้แพทย์ทราบ รวมถึงปรึกษาแพทย์ว่าตามอายุ พฤติกรรมและความเสี่ยงของเรา ควรตรวจคัดกรองอะไรเพิ่มเติมบ้าง เพราะแต่ละคนไม่จำเป็นต้องตรวจเหมือนกันทั้งหมด

ถ้าผู้ดูแลยังดูแลตัวเองไม่ได้ ก็จะดูแลผู้ป่วยไม่ได้

ชีวิตของผู้ดูแลมักต้องตื่นก่อน นอนทีหลัง กินไม่ตรงเวลา ใช้วันลาพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาล และเลื่อนการดูแลสุขภาพของตัวเองออกไปก่อนเสมอ ขณะเดียวกันก็ยังต้องทำงาน หาเงินและจัดการค่าใช้จ่ายของทั้งตัวเองและคนที่ดูแล

เมื่อแบกรับต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ดูแลอาจเผชิญทั้งความวิตกกังวล นอนไม่หลับ ซึมเศร้าและภาวะหมดไฟได้ เพราะแม้ร่างกายจะไม่ได้ป่วย แต่ทุกขั้นตอนที่ผู้ป่วยต้องผ่าน ผู้ดูแลก็ต้องผ่านไปด้วยกัน

การแบ่งเวลาไปออกกำลังกายจึงไม่ใช่การทิ้งหน้าที่ แต่เป็นการสร้างเรี่ยวแรงให้ตัวเอง สำหรับหมอบัว การวิ่งไม่เพียงทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังเป็นเวลาที่ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง พักจากเรื่องของคนอื่น และจัดระเบียบความคิด ก่อนกลับไปดูแลแม่ต่อด้วยพลังที่มากขึ้น

คนเป็นลูกมีความสุขได้ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ช่วงแรกที่แม่ป่วย หมอบัวไม่กล้าออกไปไหน เพราะกลัวว่าถ้าละสายตาแล้วเกิดอะไรขึ้น จะกลายเป็นความผิดของตัวเอง แต่คุณแม่เตือนว่า ต่อให้อยู่ใน ICU มีหมอและพยาบาลอยู่พร้อม ก็ไม่มีใครควบคุมทุกเหตุการณ์ของชีวิตได้

สิ่งที่ผู้ดูแลทำได้คือประเมินว่าคนที่เราดูแลอยู่ได้หรือไม่ วางระบบและหาคนช่วยให้เหมาะสม แล้วอนุญาตให้ตัวเองมีงาน มีเพื่อน มีเวลาพักและมีความสุขบ้าง ลูก ๆ และผู้ดูแลสามารถมี “ความสุขโดยชอบธรรม” คือความสุขเรียบง่ายที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กินอาหารอร่อย ไปเที่ยว หรือมีเวลาเงียบ ๆ อยู่กับตัวเอง

การพักไม่ใช่การทอดทิ้งพ่อแม่ แต่คือการชาร์จแบตให้ตัวเองกลับมาดูแลต่อได้ในระยะยาว เพราะคนที่ดูแลพ่อแม่ในวันนี้ ยังจำเป็นต้องมีชีวิตของตัวเองต่อไปในวันข้างหน้า

คนมีเงินช่วยเงิน คนมีเวลาช่วยเวลา

การดูแลพ่อแม่ไม่ควรตกอยู่บนบ่าของใครคนเดียว หากมีพี่น้องหรือสมาชิกในครอบครัว ควรพูดคุยและแบ่งหน้าที่ตามกำลังของแต่ละคน “คนมีเงินแต่ไม่มีเวลา ก็ช่วยเงิน คนมีเวลาแต่ไม่มีเงิน ก็ช่วยเวลา” ส่วนคนที่รับหน้าที่ดูแลหลักก็ควรได้รับโอกาสให้หยุดพักหรือมีคนเข้ามาสลับเปลี่ยนบ้าง

ส่วนคนที่ไม่มีพี่น้อง เป็นลูกคนเดียวเหมือนหมอบัว ความช่วยเหลืออาจมาจากญาติ เพื่อน เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรือผู้ดูแลมืออาชีพ สิ่งสำคัญคือเมื่อเริ่มรู้สึกไม่ไหว ต้องกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเหมือนเทียนที่ละลายไปเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงไส้และไม่มีแสงสว่างเหลือพอสำหรับใคร

สุดท้ายแล้ว การดูแลพ่อแม่อาจไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุด หรือพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา แต่คือการหา Pace ที่พอดี พ่อแม่ยังได้รับการดูแลอย่างเข้าใจ ขณะที่ลูกก็ยังมีสุขภาพ มีความสุข และมีชีวิตของตัวเองเหลืออยู่

ขอบคุณทุกคนที่มาเดิน มาวิ่ง และแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ของตัวเอง หากใครกำลังดูแลพ่อแม่ กำลังเหนื่อย หรือแค่อยากออกจากบ้านมาขยับร่างกายและใช้ช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกับเพื่อนใหม่ อยากชวนมาเป็น “ชาวมนุษย์ต่างวิ่ง” ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในมนุษย์ต่างวิ่งครั้งหน้า

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ