‘เราต่างเหมือนกัน’ เวิร์กช็อปที่ชวนคนต่างวัย ต่างมุมมอง ต่างความคิด มาลองใช้เวลาร่วมกัน 2 วัน 1 คืน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พูดคุย และทำความเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของตัวเองและคนอื่น เพื่อก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งช่วงวัย และมองให้เห็นหัวใจของกันและกันมากขึ้น
มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 30 คน จาก 4 เจเนอเรชัน ตั้งแต่อายุ 17-75 ปี ทั้งคนเจนเบบี้บูมเมอร์ เจน X เจน Y และ เจน Z บางคนมาเป็นคู่สามีภรรยา คู่แม่ลูก บางคนมาเดี่ยว แต่ก็มาได้เพื่อนใหม่จากที่นี่ บรรยากาศในการทำกิจกรรมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่น และความสนุกสนาน จากการที่ทุกคนตั้งใจที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นร่วมกัน จนหลายคนสะท้อนออกมาว่า ‘ดีใจที่ได้มา’ และกลับไปจะลอง ‘รับฟังคนอื่นให้มากขึ้น’
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และทีมงานมนุษย์ต่างวัยขอขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านที่ได้มาใช้เวลาดี ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ แบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกัน หวังว่าผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ไร้เส้นแบ่งแห่งวัยไปด้วยกัน
หากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจและอยากมาสัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้ สามารถติดตามข้อมูลการจัดกิจกรรมครั้งต่อไปได้ทางเพจมนุษย์ต่างวัย เรายังมีอีกหลากหลายกิจกรรมที่เตรียมไว้ให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ร่วมกัน รอติดตามกันนะครับ

“เรามีน้องชายที่อายุห่างกัน 13 ปี ถึงแม้ว่าเราจะเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่มันก็มีช่วงที่ห่างกัน และบางทีเราก็รู้สึกเหมือนเขาเป็นคนแปลกหน้า เพราะเราไม่รู้ว่าเราต้องเข้าหาเขาอย่างไร ต้องใช้คำแบบไหน แต่วันนี้ก็มีพี่ที่คุยกันในวงเขาแนะนำว่า เดี๋ยวนี้อะไร ๆ มันง่ายขึ้น เราแค่สื่อสารออกไป เพราะเขาเป็นน้องเรา เวลาเราถามอะไรไปเขาก็คงตอบ เพราะฉะนั้นมันก็อยู่ที่เราว่าจะเป็นคนกล้าเปิดบทสนทนานั้นหรือเปล่า
“เราตัดสินใจมาร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้เพราะอยากฟังมุมมอง ความคิดจากคนหลายรูปแบบ หลายวัยที่มีความต่างจากเรา ซึ่งเวิร์กช็อปนี้ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้เราเปิดกว้างทางความคิดและทำให้เราได้แนวคิดใหม่ ๆ ไปใช้มากขึ้น
“ช่วงที่ชอบที่สุด คือช่วงจิบชาและนั่ง ‘ล้อมกองไฟ’ มันรู้สึกผ่อนคลายมาก พอเข้าไปเจอหมอน เจอโคมไฟ มีตุ๊กตาหมีให้กอด มันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ซึ่งเราเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางอารมณ์มาก
“เรารู้สึกประหลาดใจที่น้องอายุ 17 เลือกที่จะแชร์เรื่องราวที่มันค่อนข้างเปราะบางให้พวกเราฟัง เราทึ่งว่าเขาอายุแค่นี้ แต่กล้าที่จะมาอยู่ตรงนี้ มาเรียนรู้และหาเครื่องมือเพื่อที่จะกลับไปทำความเข้าใจครอบครัวของตัวเอง เราคิดว่าถ้าเราอายุเท่าเขา เราคงไม่ได้อยากมาทำอะไรแบบนี้”
“เราได้เรียนรู้ว่าเราไม่สามารถตัดสินใครจากภายนอก ด้วยข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ ต่อให้เรารู้จักเขามาระยะหนึ่ง แต่เราก็ไม่ได้เห็นในสิ่งที่เขาเป็นทั้งหมด ถ้าให้เลือกอย่างแรกที่จะกลับไปทำก็คงเป็นการฟัง และไม่ปักธงไปก่อนว่าใครเป็นคนแบบไหน แต่จะค่อย ๆ ทำความรู้จักเขาไปเรื่อย ๆ ซึ่งคงจะไปเริ่มกับคนที่ทำงานก่อน เพราะเป็นคนที่เราเจอบ่อยในช่วงนี้
“การมาร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้ไม่ได้แค่ทำให้เราเข้าใจคนอื่น แต่มันทำให้เราเข้าใจตัวเองด้วย เหมือนเราได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยที่อยู่ในใจของตัวเอง เพื่อเป็นพลังที่จะช่วยให้ตัวเราแข็งแรงขึ้น”

“ภรรยาของผมเป็นคนสมัครมาเข้าร่วมเวิร์กช็อปนี้ก่อน ผมก็เลยตามภรรยามา เพราะอยากรู้ว่าคนที่อยู่ในเจเนอเรชันที่แตกต่างจากเรา เขามีความคิดแบบไหน อย่างน้อง ๆ ลูก หลาน ที่บางครั้งเราคุยกับเขาไม่เข้าใจ ผมก็อยากเข้าใจเขามากขึ้น”
“หลัก ๆ ผมจะมีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างวัยกับคนที่ทำงานและคนในครอบครัว แต่ที่ทำงานจะมีไม่เยอะ เพราะเราสามารถสั่งเขาได้ แต่กับลูก ๆ เราทำแบบนั้นไม่ได้ ผมก็พยายามศึกษาจากโซเชียลมีเดีย ดูคอนเทนต์ใน TikTok ว่า ถ้าจะคุยกับคนรุ่นใหม่จะคุยอย่างไรได้บ้าง
“จากการทำกิจกรรมผมมีโอกาสได้คุยกับคนหลายเจเนอเรชัน ได้เห็นมุมมองหลายอย่างที่ต่างกัน อย่างเช่น มุมมองในเรื่องของการทำงาน ที่น้องเจน Z แชร์ว่าเขาเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ แต่กลับได้ทำงานเกินเวลา และไม่ได้ค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกินเพิ่ม แต่คนรุ่นผมส่วนใหญ่จะทำงานแบบถวายหัว ถ้าเริ่มเข้างาน 8 โมง เราจะไป 7 โมง แล้วถ้าเลิกงาน 5 โมง เราก็จะออก 6 โมง ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะเราจะได้หาความรู้เพิ่มเติมจากส่วนที่คนอื่นเขาไม่ได้”
แต่เด็ก ๆ รุ่นใหม่ เขาจะมองว่าถ้าทำแบบนั้นตัวเองจะเสียเปรียบ เพราะโลกทุกวันนี้มันเปลี่ยน มันสอนให้คนแข่งขันกันมากขึ้น หรืออย่างเรื่องเวลานัดหมาย ถ้าเป็นคนเจน B จะชอบไปถึงสถานที่ก่อนล่วงหน้า ทำอะไรก็จะเผื่อเวลาไว้ แต่ถ้าเป็นเจน Z เขาจะไปถึงตามเวลาที่นัดหมายแบบเป๊ะ ๆ
“ผมเองก็ต้องปรับตัวทั้งการใช้ชีวิตที่บ้าน ที่ทำงาน และในสังคม สิ่งที่จะทำคือเรื่องของการฟัง
จากการที่ได้ดูคลิปของคุณเป้แล้วผมก็รู้สึกดีมาก ผมก็เลยคุยกับภรรยาว่ากลับบ้านไปจะฟังลูกเยอะ ๆ และจะพยายามไม่แนะนำเขาไปก่อน และจะกลับไปทบทวนเรื่องการทำงานบริหารของตัวเองใหม่ เพราะผมไม่เคยคุยกับพนักงานแบบตัวต่อตัวเลย ไม่รู้เลยว่าเขามีความทุกข์อะไรอยู่
เราเห็นแต่ภาพเขาอยู่สุขสบาย ซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าความรู้สึกของเขาเป็นอย่างไร ก็เลยคิดว่าจะต้องเริ่มเรียกพนักงานมาคุยกันแบบส่วนตัวแล้ว เพราะถ้าคุยกันหลาย ๆ คน เขาคงไม่กล้าพูด”

“เราติดตามเพจมนุษย์ต่างวัยอยู่แล้ว ชอบดูคลิปและชอบองค์กรที่มีมายด์เซ็ตประมาณนี้ ที่ตัดสินใจสมัครมาเข้าเวิร์กช็อป เพราะอยากรู้ว่าแม่คิดอะไร เข้าใจโลกนี้อย่างไร
“จริง ๆ เราสนิทกับแม่นะ แต่แม่เขาเป็นเบบี้บูมเมอร์ ส่วนเราเป็นเจน Z ตอนต้น เรามีความคิดที่ไม่ตรงกันหลายเรื่อง แม่เขาเป็นคนขี้น้อยใจ แล้วเขาก็อยากให้เราประสบความสำเร็จเร็ว ๆ แต่เรารู้ว่าจังหวะเวลาของเรามันเร็วขนาดนั้นไม่ได้ หลาย ๆ ครั้งเราก็เลยเอาคำพูดของแม่มากดดันตัวเอง
“ภาษารักของเราคือการแสดงออกผ่านคำพูด แล้วพอเราได้ยินคำพูดแบบนั้น มันหมดกำลังใจเลยนะ สิ่งที่เรากลัวที่สุดในชีวิตคือกลัวแม่ตายไปก่อนที่เราจะได้ตอบแทนเขา เราอยากใช้เวลากับเขา ดูแลเขาได้
“สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเวิร์กช็อปคือเราได้เจอว่าเราต้องกลับไปกอดแม่ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ เราไม่เคยทำเลย เราได้รู้ว่าการตอบแทนพ่อแม่ไม่ได้มีแค่การประสบความสำเร็จ หรือเรื่องเงินเท่านั้น แต่มันมีหลายอย่างที่เราทำได้เลยตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่จะจบเวิร์กช็อป ก็มีพี่เจน B เขาเดินมากอด แล้วบอกเราว่ามาซ้อมกอดกัน แล้วกลับไปกอดแม่แบบนี้นะ
“สิ่งหนึ่งที่ชอบมาก ๆ คือการเอาการ์ดมาใช้ในการทำกิจกรรม มันทำให้เราเห็นว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ เพราะก่อนหน้านี้เราไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร เพราะเราอาจจะนึกคำไม่ออก เราไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่าอะไร เรารู้แหละว่ามันมีคำนี้อยู่บนโลก แต่เราไม่สามารถที่จะนึกมันออกได้ ณ ตอนที่เรารู้สึก แต่พอมีการ์ดให้เราเลือก มันก็ทำให้เราเห็นความรู้สึกตัวเองชัดขึ้น”

“ผมทำงานเป็นผู้บริหารระดับกลางในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ มีสมาชิกในทีมหลายเจเนอเรชันตั้งแต่น้อง ๆ จบใหม่ไปจนถึงพี่ ๆ วัยใกล้เกษียณ ผมก็เลยอยากมาเรียนรู้เกี่ยวกับมุมมองและความคิดของคนวัยต่าง ๆ ให้เข้าใจมากขึ้น
“การได้ฟังคนอื่นทำให้เรารู้ว่า ในเหตุการณ์เดียวกัน ความรู้สึกของแต่ละคนที่มีต่อเรื่องนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน บางเรื่องที่เขาเล่าอาจจะเป็นเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่ดูเล็กน้อยสำหรับเรา แต่สำหรับเขามันเป็นเรื่องใหญ่ แล้วเราก็คิดไม่ถึง มันทำให้เรารู้ว่าคนเราให้คุณค่ากับแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน บางคนอาจจะเจอมาจนชินแล้ว เลยไม่รู้สึกอะไร แต่กับบางคนมันเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่เขาเก็บไปคิด
“ผมชอบกิจกรรมในวันที่ 2 ที่ให้เปิดการ์ดเพื่อค้นหาความต้องการและแนวทางแก้ปัญหาของตัวเอง เพราะบางครั้งคนเรามีเรื่องติดค้างอยู่ในใจ แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร หรือไปทางไหนต่อการ์ดที่เราเปิดจะเป็นตัวช่วยสะท้อนความรู้สึก และชี้นำทางออกได้ดีขึ้น แต่สุดท้ายไม่ว่าใครจะแนะนำเรามาอย่างไร คนที่ต้องเลือกก็คือตัวเราเอง แล้วเราก็ต้องยอมรับผลของการเลือกนั้น
“หัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันก็คือ การยอมรับความแตกต่าง ไม่เอาตัวเราเป็นจุดศูนย์กลางของโลก ไม่ตัดสินคนอื่น ความคิดของทุกคนไม่มีถูก ไม่มีผิด เราไม่สามารถบังคับให้ใครคิดเหมือนเราได้ แต่แม้ว่าคนเราจะมีความคิด ความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน ทุกคนก็ต้องการความสุขและการยอมรับไม่ต่างกัน ซึ่งความสุขของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แล้วเราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินคนอื่น แค่ความสุขนั้นต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ”







































