5 เรื่อง เบื้องหลังตัวเรา ภพชาติ และความตาย โดย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล

ชวนอ่าน 5 เรื่องเบื้องหลังตัวเรา ภพชาติและความตาย สรุปมาจากรายการมนุษย์ต่างวัย Talk EP. 73 ที่เราชวน นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ และผู้ก่อตั้งเพจ “หมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล” และช่องยูทูบ “ปลดล็อกกับหมอเวช” มาพูดคุยเกี่ยวกับการจัดการความเครียดในสังคมปัจจุบัน การออกแบบชีวิตวัยเกษียณ ความเชื่อมโยงของบาดแผลทางใจที่ส่งผ่านรุ่นต่อรุ่น และมุมมองต่อภพชาติและความตาย

1. เครียดเมื่อไร ให้แวะมาดูแลการ “กิน-นอน-ออกกำลังกาย” ก่อน

เวลาเจอปัญหาหนัก ๆ หรือความเครียดรุมเร้า อย่าเพิ่งรีบพุ่งไปแก้ปัญหาภายนอก ให้กลับมาเช็ก “ระบบชีวภาพ” ของตัวเองก่อน เพราะถ้าอดนอน กินแย่ ร่างกายจะรวน แล้วสมองจะเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด คิดอะไรไกลไม่ได้ และความสร้างสรรค์จะหายไป ให้รักษาฐานที่มั่นตรงนี้ให้แข็งแรงก่อน พอร่างกายเข้าที่ ใจนิ่งขึ้น เดี๋ยวทางออกดี ๆ จะตามมา คุณหมอแนะนำให้เราดูแลระบบชีวภาพนี้ โดยการที่ต้องมีวินัยในการกิน, นอนให้เพียงพอ, ออกกำลังกายรับแสงแดดเพื่อปรับนาฬิกาชีวิต และฝึกสมาธิเพื่อล้างร่องความทรงจำเดิมและหยุดความคิดวนที่บั่นทอนพลังงาน

“โลกภายนอกอาจมีข้อจำกัดในการจัดการ แต่เราต้องจัดการข้างในให้ดี เพราะข้างในมันมีตัวเลือกเสมอ”

2. นิสัยบางอย่างของเราอาจเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ

ตัวเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอาจมีเบื้องหลังที่มากกว่าประสบการณ์ในวัยเด็ก เพราะบาดแผลทางใจ (Trauma) ของบรรพชนสามารถส่งต่อผ่านระบบพันธุกรรมได้ โดยมีการศึกษาในสัตว์ทดลองคือการให้หนูดมกลิ่นดอกซากุระควบคู่ไปกับการช็อตไฟฟ้า จนหนูรุ่นนั้นเกิดความตื่นกลัวทุกครั้งที่ได้กลิ่น แต่สิ่งที่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ ลูกหลานของหนูตัวนั้นไปจนถึงรุ่นที่ 5 ที่ไม่เคยถูกช็อตไฟฟ้ามาก่อน กลับมีปฏิกิริยาตื่นกลัวกลิ่นซากุระเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ งานวิจัยในกลุ่มลูกหลานชาวอิสราเอลที่ผ่านเหตุการณ์ค่ายกักกันยังชี้ให้เห็นว่า บาดแผลไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่คือร่องรอยทางชีวภาพที่ส่งผลต่อการทำงานของยีน ทำให้ลูกหลานมีความเสี่ยงต่ออาการแพนิคหรือความวิตกกังวลได้ง่าย แม้จะไม่เคยเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรงด้วยตัวเอง

การเข้าใจว่า “ตัวเราที่เราคิดว่าเป็นเราว่าบางทีมันไม่ใช่ตัวเราทั้งหมด” จะช่วยให้เราเกิดความเมตตาต่อตัวเองมากขึ้น เมื่อพบว่าเรามีอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เราจะเริ่มมองหาทางเยียวยาแทนการตำหนิตนเอง

3. ออกแบบชีวิตใหม่ได้ ไม่ต้องรอเกษียณ

คุณหมอประเวชเลือกที่จะเกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) ตอนอายุ 55 ปีเพราะอยากได้เวลามากกว่าเงิน อย่าไปหวังพึ่งเงินบำนาญอย่างเดียว ต้องเตรียมช่องทางรายได้อื่นไว้ด้วย ที่สำคัญคือต้องหาอะไรทำที่เรารู้สึกว่ามีประโยชน์และสนุกไปกับมัน อย่างคุณหมอก็มาทำ YouTube แชร์ความรู้ กลายเป็นว่าชีวิตหลังเกษียณกลับได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ มากกว่าเดิม

4. อย่าเอาคำว่า Introvert มาขังตัวเอง

เวลาเราทำแบบทดสอบบุคลิกภาพอย่าง MBTI หรือนพลักษณ์ อย่าไปยึดติดว่าเราต้องเป็นแบบนั้นตลอดไป สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือการที่เราแปะป้ายตัวเองว่า “ฉันเป็นแบบนี้แหละ” แล้วใช้มันเป็นกรงขังไม่ให้ตัวเองพัฒนา ความจริงคือถ้าเราไม่หยุดเรียนรู้ พออายุมากขึ้น เราจะสามารถดึงคุณสมบัติ “ขั้วตรงข้าม” เข้ามาเติมเต็มชีวิตได้ ถ้าเราฝึกฝนเราสามารถเปลี่ยนนิสัยและโครงสร้างสมองได้

คุณหมอประเวชบอกว่าตัวเองเป็น Introvert ขนานแท้ ชอบอยู่เงียบ ๆ ไม่ชอบความวุ่นวาย แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้ต้องออกสื่อ ต้องพูดคุยกับผู้คน จนกลายเป็นทักษะใหม่ที่ทำได้ดีโดยไม่รู้สึกหมดพลัง

5. มองความตายให้เป็นตัวช่วยจัดลำดับชีวิต

สำหรับคนวัย 50 + การระลึกถึงความตายไม่ใช่เรื่องน่าสลดใจ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดระเบียบชีวิต  เมื่อเราเห็นความตายอยู่เบื้องหน้า การตัดสินใจหลายเรื่องจะง่ายขึ้น เราจะเลิกเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ ความขัดแย้งที่เปล่าประโยชน์ หรือการพยายามเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น ความตายจึงเป็นเข็มทิศที่ช่วยให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ให้คุณค่าแก่จิตวิญญาณจริง ๆ ทำให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันมีความหมายและเฉียบคมยิ่งขึ้น

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ