สำหรับคนทั่วไปร้านขายยาอาจเป็นแค่ธุรกิจธรรมดา ๆ ที่ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงระบบบริการทางสุขภาพได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องไปเข้าคิวรอพบหมอ แต่ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ร้านขายยาทั่วไป เพราะร้านยาแห่งนี้เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียล เพราะมีคลิปวิดีโอไวรัลที่มียอดคนดูกว่า 8 ล้านวิว มีคนกดไลก์ไปกว่า 8 แสนครั้ง และมีช่องทางโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามรวมกันกว่า 650,000 คน
บางคนอาจจะจำร้านนี้ได้จากคลิปที่มีไรเดอร์ไลน์แมนมาฝากเงินไว้ที่ร้านในวันเกิดของเขา เพื่อฝากไว้ให้เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อยาสำหรับคนที่มีความจำเป็น หรือบางคนอาจเคยเห็นที่นี่จากคลิปที่มีเด็กผู้ชายวัยรุ่นใส่เสื้อกันฝนมาถามราคานมผงให้แม่ แต่มีเงินไม่พอ ก็เลยเดินออกจากร้านไป แต่ก็ถูกเภสัชกรเรียกกลับไปถามจนรู้ว่าเขาจะซื้อนมให้แม่ที่ป่วยเพิ่งออกจากโรงพยาบาล เภสัชกรก็เลยให้นมผงกับเด็กคนนั้นเพื่อให้เขาเอากลับไปใช้ดูแลแม่ต่อที่บ้าน เขาก็เลยยกมือไหว้ขอบคุณอยู่หลายครั้ง
เรากำลังพูดถึง ‘ศรีด่านเภสัช’ ร้านยาเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในต.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ที่ดูแลโดย ‘โป้’ ภก.จิรพงษ์ แม้นจริง วัย 41 ปี เภสัชกรผู้ใช้วิชาชีพเป็นสะพานในการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น
ที่นี่มีโครงการเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ‘เติมพลัง ปันน้ำใจ’ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับและส่งต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์มือสองจากคนที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ให้ไปถึงมือของผู้ป่วยที่ขาดแคลน หรือจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้ แต่ไม่สามารถหาได้ ไม่ว่าจะเป็น รถเข็น ถังออกซิเจน ไม้เท้า หรือชุดอุปกรณ์ทำแผล ฯลฯ
ถึงแม้ว่าโครงการฯ นี้จะเพิ่งทำแบบเป็นรูปเป็นร่างได้ยังไม่ถึงปี แต่การแบ่งปันและส่งต่อสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในร้านยาแห่งนี้ ได้ดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้ก็นับเป็นเวลาเกือบ 7 ปีแล้ว
อุปกรณ์ต่าง ๆ ถูกส่งต่อมาจากหลายที่ หลายคนส่งมาทางไปรษณีย์ แต่หลายคนก็ขับรถมาส่งให้ถึงหน้าร้าน ภาพเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องวงจรปิด และถูกนำมาแชร์ต่อในช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งในช่องติ๊กต็อกและเพจเฟซบุ๊กของร้าน เพื่อเป็นจุดเล็ก ๆ ในการทำให้ผู้คนได้มองเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการช่วยเหลือและแบ่งปันน้ำใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในวันที่ใครสักคนต้องเผชิญกับความเจ็บป่วย


‘วิกฤตโควิด-19’ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวการแบ่งปัน
“ตอนแรกผมก็ตั้งใจเปิดร้านยาให้เป็นเหมือนร้านขายยาทั่วไป แต่เวลาอยู่ในร้านเราจะเห็นคนที่เดินเข้ามาใช้บริการ ซึ่งมีทั้งคนที่มีกำลังทรัพย์และคนที่ต้องการความช่วยเหลือ บางครั้งเขาก็ปฏิเสธการซื้อด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่ด้วยนิสัยส่วนตัว เราก็จะเก็บมาคิดว่าเราจะช่วยเขาอย่างไรได้บ้าง ถ้าเรารู้สึกว่าคนคนนี้เขาน่าจะมีความต้องการบางอย่าง แต่ทรัพยากรที่เขามีอยู่ไม่เพียงพอ
“อีกสาเหตุคือเราเห็นความลำบากของหลาย ๆ คน เช่น ผู้สูงอายุบางคนเดินเข้ามาในร้าน แล้วเขาเอามือค้ำประตู ค้ำที่ยัน แต่ในมือเขากลับไม่มีอะไรเป็นตัวประคองเลย ซึ่งเราก็รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันก็มีตัวช่วยอยู่ เช่น ไม้เท้า แต่เขาไม่มีอุปกรณ์พวกนั้น หรือบางคนมีไม้เท้าก็จริง แต่เป็นไม้เท้า PVC ที่ทำเองที่บ้าน พอเราเห็นบ่อย ๆ เราก็เลยคิดว่าเราน่าจะช่วยอะไรได้บ้าง มันก็เลยเกิดโครงการช่วยเหลือเล็ก ๆ ขึ้นมา
“จุดเริ่มต้นจริงจังอาจจะเริ่มจากช่วงโควิด-19 เพราะเป็นช่วงที่มีการทำกิจกรรมบ่อย เช่น แจกหน้ากาก แจกอุปกรณ์ต่าง ๆ พอเริ่มทำแล้วมันก็มีกิจกรรม มีโครงการอื่นต่อมาอีกเรื่อย ๆ ซึ่งมันก็มักจะเกิดจากการที่เราเห็นปัญหาของคนไข้ที่เข้ามาในร้าน เช่น เราเห็นวินมอเตอร์ไซค์เป็นต้อลม เป็นตาแดงเยอะ ๆ เราก็ทำโครงการแจกแว่นให้เขา
“ถ้าถามว่าเราทำเรื่องพวกนี้เพราะอะไร มันก็น่าจะเป็นเพราะความชอบ เราคิดว่าเราน่าจะช่วยเขาได้ เราก็เลยทำ อีกส่วนหนึ่งก็คือปกติเราก็ทำบุญที่วัดอยู่แล้ว ถ้าเราช่วยคนที่อยู่ใกล้ ๆ คนที่เราเห็นเขาทุกวัน เราก็ทำบุญได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันที่เราไปวัด ใครผ่านเข้ามา ถ้ามีอะไรที่เราช่วยได้ เราก็ช่วย”


เมื่อการให้ต้องมีระบบ
“ช่วงแรกเราก็ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีชื่อโครงการอะไรจริงจัง แต่พอทำมาจนถึงจุดหนึ่งมันมีหลาย ๆ เรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่อง PDPA เรื่องการรับบริจาค พอมีของเข้ามาเยอะขึ้น เราก็เลยทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนและตั้งชื่อโครงการว่า ‘โครงการเติมพลัง ปันน้ำใจ’ ของร้านศรีด่านเภสัช เรารับอุปกรณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย ซึ่งของที่เราได้รับจะมาจากผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์แล้ว ทั้งผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปแล้ว และผู้ป่วยที่รักษาจนหายดี
“เคยมีเคสหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า ตอนเขาป่วยเขาต้องใช้ไม้เท้าค้ำรักแร้ พอหายแล้วตอนแรกก็ว่าจะเอาไม้เท้ามาให้เรา แต่เก็บไว้ก่อนสักอาทิตย์ ปรากฏว่าเขากลับมาเป็นอีกข้าง จากที่เคยใช้ข้างซ้ายต้องเปลี่ยนมาใช้ข้างขวา พอหายครั้งนี้เขาก็เลยรีบเอามาให้ เพราะกลัวจะกลับไปเป็นอีก
“เวลารับของมา เราจะเอามาแยกประเภทและจัดเก็บตามกำลังที่เรามี อะไรที่ใช้ดูแลผู้ป่วยได้ เรารับทั้งหมด ถ้ามันยังมีสภาพพอใช้ได้และไม่หมดอายุ ยกเว้นแค่ของใช้ที่มันต้องผ่านปากหรือผ่านน้ำลาย เพราะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น อุปกรณ์เป่าเพื่อบริหารปอด สายออกซิเจนที่ใช้แล้ว บางครั้งนอกจากอุปกรณ์ที่ใช้ดูแลผู้ป่วย ก็มีคนส่งต่ออุปกรณ์ที่ใช้ดูแลสัตว์ป่วยมาให้ เราก็จะส่งต่อให้สัตวแพทย์
“ส่วนคนที่จะขอรับของจากโครงการฯ เราจะมีการประเมินผ่านองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น คนไข้ป่วยจริงหรือไม่ โดยดูจากรูป วิดีโอคอล หรือใบรับรองแพทย์ (ถ้ามี) ดูสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เราไม่ได้พิจารณาแค่สถานะทางครอบครัวเท่านั้น แต่เราดูจากความเร่งด่วนของอาการ หรือความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ด้วย เพราะการดูแลผู้ป่วยในระยะยาวมีค่าใช้จ่ายเยอะมาก แม้กระทั่งคนที่มีอยู่ก็จนลงได้”


ขออนุญาตใช้ภาพกฎหมาย PDPA แล้ว
เริ่มจากความเข้าใจ เพื่อ ‘ให้’ อย่างแท้จริง
“ส่วนใหญ่อุปกรณที่คนมักจะมาขอสนับสนุนจะเป็น รถเข็น ถังออกซิเจน ไม้เท้า และผ้าอ้อม อย่างเคสที่มาขอรถเข็น เราก็จะดูความจำเป็นในการใช้ ดูเรื่องความเป็นอยู่ของครอบครัว ดูว่าเขามีรถเข็นคันเก่าอยู่ที่บ้านแล้วหรือเปล่า สภาพเป็นอย่างไร ชำรุดมากน้อยแค่ไหน ถ้าเบาะขาดเล็กน้อย แต่ยังสามารถใช้งานได้อยู่ เราก็จะบอกให้เขารอก่อน เพราะรถเข็นที่เขามีอยู่ก็ยังใช้งานได้ ขอเก็บไว้ให้เคสที่เขามีความจำเป็นต้องใช้มากกว่า เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ป่วยที่ต้องฟอกไต แต่ถ้าวันไหนที่สภาพการใช้งานของรถเข็นที่บ้านเขาไม่สามารถใช้งานได้แล้วจริง ๆ ก็มาบอกเราได้ เราจะหามาให้
“หรืออย่างเคสผู้สูงอายุที่เริ่มเดินไม่ค่อยสะดวก เพราะมีโรคประจำตัวหลายอย่าง ญาติเขามาขอสนับสนุนรถเข็น เพื่อให้สามารถพาคุณยายเดินทางไปที่ต่าง ๆ หรือออกไปสูดอากาศข้างนอกได้บ้าง เราก็จะประเมินอาการคร่าว ๆ ว่าคุณยายสามารถเดินหรือเคลื่อนไหวได้มากน้อยแค่ไหน เราตัดสินใจให้รถเข็นกับคุณยาย เพราะเราเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ถ้าคุณยายได้ใช้รถเข็น ก็จะไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน ได้ออกไปเจอผู้คน เจอสิ่งแวดล้อมนอกบ้านบ้าง
“พอประเมินอาการคุณยายแล้ว เราก็คิดว่านอกจากรถเข็น น่าจะมีอุปกรณ์บางอย่างที่จะช่วยให้คุณยายเดินได้สะดวกมากขึ้น เราก็เลยเอาไม้เท้าแบบที่เป็นวอล์กเกอร์จับ 2 มือให้คุณยาย เพราะคิดว่าคุณยายน่าจะใช้ถนัดและเดินได้สะดวกกว่า จริง ๆ ตอนแรกเคสนี้เขามาขอแค่รถเข็น เพราะเขาไม่คิดว่ามีความจำเป็นต้องใช้วอล์กเกอร์ด้วย แต่เรามองว่าลึก ๆ แล้วใจคนเราคงไม่มีใครอยากนั่งรถเข็นตลอด ถ้าเราให้รถเข็นเขาไปอย่างเดียว คุณยายก็จะปฏิเสธการเดิน แต่ถ้าเราให้วอล์กเกอร์ไปด้วย เขาก็จะยังมีโอกาสได้เดินอยู่ การเดินเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคนไข้ไม่ได้เดินเลย ต่อไปอาการก็จะยิ่งทรุดลงไปอีก
“สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลามีคนมาขออุปกรณ์สนับสนุนในการดูแลคนไข้ เราต้องขอวิดีโอคอลดูคนไข้ด้วย หลายคนอาจจะคิดว่าการวิดีโอคอลจะช่วยให้เราประเมินอาการคนไข้ได้ว่าเขาป่วยมากน้อยแค่ไหน แต่เหตุผลมากกว่านั้นคือการที่เราได้เห็นคนไข้ จะทำให้เราเลือกอุปกรณ์สนับสนุนที่จะเอาไปช่วยดูแลเขาได้เหมาะสมมากขึ้น เพราะคนไข้ไม่รู้ว่าเรามีอะไรบ้าง แต่เรารู้ว่าเรามีอุปกรณ์อะไรอยู่ เราก็จะสามารถเลือกอุปกรณ์ช่วยเหลือ และให้คำแนะนำที่เหมาะกับชีวิตในตอนนั้นของเขาได้จริง ๆ”


‘ร้านยา’ ด่านหน้าของระบบสุขภาพ
“ผมคิดว่าร้านยาเป็นพื้นฐานของระบบบริการทางสุขภาพที่คนเข้าถึงได้ง่าย มีการกระจายตัวตามชุมชนค่อนข้างมาก ใครเจ็บป่วยเป็นอะไรก็สามารถเดินเข้ามาพูดคุยหรือขอรับคำปรึกษาได้เลย ถือเป็นด่านหน้าในการประเมินอาการเบื้องต้นของคนไข้ ร้านยาทุกร้านมีมาตรฐานในการขายยา เภสัชกรก็ต้องถามรายละเอียดก่อนจ่ายยาอยู่แล้ว แต่ร้านเราจะพยายามมองหาปัญหาของคนที่จะมาซื้อยาหรืออุปกรณ์ บางครั้งคนมาซื้อยา เราก็ถามจนรู้ว่าที่บ้านเขามีผู้ป่วยติดเตียงอยู่
“ที่เราต้องถามเขาเยอะแบบนั้น เพราะมันคือการแก้ปัญหา ถ้าเรารู้ว่าปัญหาจริง ๆ ที่เขามีอยู่คืออะไร บางครั้งเราอาจจะแก้ปัญหานั้นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น บางครั้งญาติมาซื้อยาให้คนเลิกบุหรี่ เลิกเหล้า แต่ตัวคนไข้ไม่เคยคิดจะเลิกเลย มันก็ไม่มีทางสำเร็จ เราก็จะแนะนำเขาว่าให้พาคนไข้มาคุยที่ร้านดีกว่า การที่เราถามรายละเอียดมันจะทำให้เราเห็นปัญหาจริง ๆ และช่วยให้เขาแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
“เวลาไปซื้อยา ข้อมูลแรกที่จำเป็นต้องบอกให้ชัดเจน คือใครเป็นคนกินยานี้ อายุประมาณเท่าไร มีประวัติแพ้ยาหรือไม่ ข้อมูลพวกนี้จะช่วยให้เราจัดยาได้ตรงกับความต้องการและอาการของคนไข้ได้ง่ายขึ้น”


3 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องการใช้ยา ที่คนไทยยังเข้าใจคลาดเคลื่อน
ถึงแม้ว่าคนไทยจะคุ้นเคยกับร้านขายยาเป็นอย่างดี หลายบ้านมีการจัดตู้ยาสามัญประจำบ้าน และชุดปฐมพยาบาลเตรียมพร้อมไว้ในยามเจ็บป่วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับการใช้ยาที่คนไทยมักจะเข้าใจผิดอยู่บ่อย ๆ เภสัชโป้ได้ให้ข้อมูลในส่วนนี้ไว้ว่า
“เรื่องแรก – อะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) แก้ปวดขา ปวดตัว ปวดแขน ความคิดลักษณะนี้มีการบอกต่อกันเป็นทอด ๆ จนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไป หรือซื้ออะม็อกซี่ซิลลินติดบ้านไว้ เจ็บคอเล็กน้อยก็กินสักเม็ด พอหายก็หยุด ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราจะกินยาปฏิชีวนะได้ก็ต่อเมื่อหมอสั่งเท่านั้น และต้องกินต่อเนื่องจนหมดเพื่อป้องกันการดื้อยา
**หมายเหตุ : Amoxicillin คือยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ทางเดินปัสสาวะ หู คอ จมูก และผิวหนัง
“เรื่องที่ 2 – ซื้อยากินกันไว้ก่อน บางคนยังไม่ทันได้ป่วย แต่ก็อยากกินยากันไว้ก่อน เช่น รู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ หรือโดนฝนมาก็รีบกินยากันไว้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นอะไรเลย ความเชื่อแบบนี้ทำให้เรากินยาเข้าไปโดยไม่มีความจำเป็น
“เรื่องที่ 3 – เพื่อนบอกว่าดี บางคนเห็นเพื่อนกินยารักษาความดันโลหิตสูงอยู่ แต่ตัวเองไม่ได้เป็นอะไร แค่รู้สึกเวียนหัว สงสัยว่าจะเป็นความดันฯ เลยอยากลองกินยาแบบเพื่อนบ้าง ทั้งที่วัดความดันออกมาก็ปกติ
“การแก้ไขความเชื่อต่าง ๆ ให้ถูกต้องจำเป็นต้องใช้เวลาค่อย ๆ คุย ให้ข้อมูล ความรู้ คนเราไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อที่เชื่อมาทั้งชีวิตได้ทันที แต่ทุกวันนี้เรามีช่องทางหาข้อมูลความรู้เยอะมาก การพิจารณาว่าข้อมูลทางสุขภาพเหล่านั้นมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือหรือไม่ สังเกตได้จากแหล่งที่มาของข้อมูล เช่น เป็นข้อมูลจากโรงพยาบาล หรือสถาบันทางการแพทย์ ไม่ใช่ข้อมูลเชิงพาณิชย์ หรือโฆษณาชวนเชื่อ ถ้ามีคนรู้จัก หรือคนในครอบครัวเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ก็สามารถขอคำแนะนำได้ หรือสามารถปรึกษาได้ที่ร้านขายยาใกล้บ้านที่มีเภสัชกรประจำร้านอยู่”


บทเรียนของผู้ให้ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
“เราคิดว่าเหตุผลที่ทำให้เราทำอะไรแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนเป็นโครงการฯ อย่างทุกวันนี้ มันคือความรู้สึกที่เราเห็นคนไข้ หรือคนที่เขาเข้ามาซื้อยา แล้วเรารู้สึกว่าถ้าเขาได้อะไรเพิ่มขึ้นอีกสักอย่าง มันน่าจะช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ ถึงแม้เราอาจจะช่วยไม่ได้ทุกเคส แต่เราก็จะช่วยเท่าที่เราไหว
“สิ่งที่ทำให้รู้สึกท้อใจในบางครั้ง คือความรู้สึกว่าสิ่งที่เราให้มันไม่เพียงพอสำหรับเขา หรือเราช่วยเขาไม่ได้มากเท่าที่เขาต้องการ แต่เราก็รู้ว่าเราทำอย่างเต็มที่แล้ว บางครั้งถึงแม้เราจะไม่ได้ให้ของเขาไป แต่เราก็ไม่ได้ปล่อยให้เขากลับบ้านไปเฉย ๆ เรายังเป็นที่ปรึกษาให้เขาอยู่ ถ้ามีเรื่องอะไรเขาก็สามารถมาถาม มาขอคำแนะนำได้
“การเจอเรื่องแบบนี้บ่อย ๆ มันทำให้ความรู้สึกหรือมุมมองของเราเริ่มเปลี่ยนไป เราคิดว่าเราเข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น เวลาทำอะไร เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่เราทำมันเป็นประโยชน์กับคนอื่นหรือยัง ถ้ามีคำตำหนิเราก็เก็บมาทบทวนตัวเองว่ามันจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็นำมาแก้ไข แต่ถ้าไม่จริงก็ปล่อยผ่าน
“ตอนแรกเราคิดว่าเราทำอะไรแบบนี้อยู่คนเดียว แต่ช่วงหลัง ๆ มีคนที่มีแนวคิดเดียวกันติดต่อเข้ามาเรื่อย ๆ บางคนก็แชร์สิ่งที่เขาทำผ่านโซเชียลมีเดีย แต่บางคนก็ทำเงียบ ๆ เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายที่ หลายธุรกิจที่เขาเชื่อและทำแบบนี้ บางทีเขาก็อาจจะทำมาก่อนหน้าเราด้วยซ้ำ เพียงแค่เขาไม่ได้ทำสื่อประชาสัมพันธ์ออกมา สิ่งเหล่านี้มันทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยว และทำให้เราเห็นว่ามีคนที่คิดและทำเหมือนเรา แล้วเราก็คอยสนับสนุนซึ่งกันและกันอยู่ มันเป็นเหมือนกำลังใจที่สนับสนุนให้เรายังคงมีแรงทำต่อ”


ขออนุญาตใช้ภาพกฎหมาย PDPA แล้ว
เมื่อทุกชีวิตไปต่อได้ การให้ก็ยั่งยืน
“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถบาลานซ์ในเรื่องของการทำธุรกิจไปพร้อมกับการทำงานช่วยเหลือสังคมได้ คือการที่คนในร้าน คนในบ้าน หรือคนในธุรกิจนั้น ๆ มีความเข้าใจตรงกันว่าเป้าหมายในการทำธุรกิจของเราคืออะไร ถ้าคนในร้าน คนในบ้าน เข้าใจและสนับสนุนกัน สิ่งที่เราทำอยู่มันก็สามารถเดินต่อไปในทิศทางเดียวกันได้
“ทุกคนมีขีดจำกัดเรื่องกำลังและเวลา สิ่งสำคัญคือความบาลานซ์ในชีวิต ทำทุกอย่างให้มันบาลานซ์ ถ้าเราทำโครงการฯ นี้ แล้วที่บ้านเราอยู่ไม่ได้ เราไม่มีความสุข เราก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร ดังนั้น เราทำอะไรก็ได้ให้ชีวิตอยู่ได้และมีความสุข เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของเราในการทำโครงการฯ นี้ คือเราอยากให้หลาย ๆ คนเห็นว่าการแบ่งปันและการช่วยเหลือด้วยการส่งต่ออุปกรณ์เหล่านี้มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ หลายครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยมีค่าใช้จ่ายสูงมาก
การที่เขาได้อุปกรณ์เหล่านี้มาสนับสนุน ก็จะช่วยให้เขาประหยัดค่าใช้จ่าย และนำเงินส่วนนี้ไปใช้ทำอย่างอื่นได้ เช่น เป็นค่าอาหาร ค่าเดินทางไปหาหมอ
“โครงการฯ ที่เราทำเน้นการส่งต่อ เราอยากให้อุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้แล้วสามารถไปทำประโยชน์ให้คนอื่นต่อได้ ใครที่มีของอยู่แล้วอยากส่งต่อ สามารถส่งไปตามที่ต่าง ๆ ที่เขาสามารถจัดการและส่งต่ออุปกรณ์เหล่านี้ไปให้คนที่มีความจำเป็นได้ เช่น โรงพยาบาล วัด สถานสงเคราะห์ มูลนิธิ หรือหน่วยงานเอกชนที่ทำเรื่องพวกนี้อยู่ ไม่จำเป็นต้องมาที่ร้านก็ได้ ไปที่ที่ใกล้และสะดวกได้เลย
“หลายคนไม่ส่งต่อเพราะกังวลว่าถ้าวันหนึ่งมีความจำเป็นต้องใช้แล้วจะไม่มี หรือหาไม่ได้ บางบ้านอาจจะมีผ้าอ้อมอยู่เต็มบ้าน พอผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้วก็ไม่ได้ใช้ต่อ แต่หลายคนก็เก็บของพวกนี้ไว้จนหมดอายุ แล้วก็ต้องทำลายทิ้งไปเฉย ๆ เพราะนำไปใช้ต่อไม่ได้
“ผมเลยบอกว่าถ้าเก็บไว้แล้วไม่รู้ว่าจะได้ใช้เมื่อไรให้ส่งต่อไปดีกว่า แต่ถ้ากังวลจริง ๆ วันที่ต้องใช้ให้มาบอก ผมจะรีบหาให้ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคุณส่งต่อของพวกนี้ไป วันหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องใช้ สิ่งเหล่านี้มันจะกลับมาหาคุณเอง โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องร้องขอด้วยซ้ำ”

























