‘กล่องข้าวแม่’ ข้าวกล่องคุณภาพราคามิตรภาพ ที่เริ่มจากสูตรของแม่ และกำลังโตต่อไป ด้วยสูตรอาหารในไดอารีของปู่ย่า

เที่ยงนี้กินอะไรดี ? คงเป็นคำถามที่ชาวมนุษย์ออฟฟิศหลายคนบ่นและได้ยินกันอยู่เป็นประจำ มันอาจดูไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเท่าไร แต่ก็เป็นปัญหาเล็ก ๆ ที่คอยกวนใจใครหลายคนอยู่ไม่น้อย

สำหรับคนอื่นคงตั้งคำถามขึ้นมา แล้วพอเลือกร้าน เลือกเมนูได้ ปัญหาก็จบไป แต่สำหรับ ‘ขนม’ ไปรดา จันทรภิรมย์ วัย 28 ปี สิ่งนี้กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เธอได้เริ่มต้นทำธุรกิจร้านข้าวกล่องของตัวเองอย่างจริงจังในชื่อว่า ‘กล่องข้าวแม่’ หรือ ‘Mama.box’ ด้วยความตั้งใจอยากทำอาหารกล่องที่รสชาติดี มีคุณภาพ ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย เหมือนกับคอนเซปต์อาหารประจำร้านที่ว่า ‘อาหารคุณภาพในราคามิตรภาพ’

“คำว่า ‘คุณภาพ’ ของเราอาจไม่ได้หมายถึงอาหารที่ใช้วัตถุดิบราคาแพง ๆ แต่คือการทำอาหารในมาตรฐานเดียวกันกับที่เราทำอาหารให้คนในครอบครัวกิน ทั้งในเรื่องของวัตถุดิบ รสชาติ หรือเมนูที่ทำ

“ข้าวที่เราใช้จะเป็นข้าวหอมมะลิ อาหารทะเลสั่งมาจากมหาชัย เครื่องแกงก็จะสั่งมาจากทางใต้และวัตถุดิบทุกอย่างที่ใช้ทำอาหาร หรือแม้กระทั่งเครื่องปรุงในร้าน เราก็ยังเป็นคนไปซื้อเองทั้งหมด

“เราอยากให้กล่องข้าวแม่ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน เช่น มื้อเช้าที่เร่งรีบ เขาอาจจะหยิบน้ำพริกกระปุกของเรามากินกับข้าว มื้อกลางวันเขาสั่งข้าวกล่องจากร้านเรา พอมื้อเย็นก็ใช้ชุดหมึกผัดไข่เค็มที่แช่ฟรีซไว้ เอามาผัดแล้วกินเป็นมื้อเย็นได้

“แม่จะบอกเสมอว่าให้เราเต็มที่กับลูกค้า ใจดีกับลูกค้า ถ้าอะไรที่เขาขอ แล้วเราทำได้ เราจะทำให้ เราอยากขายอาหารคุณภาพดี ในราคาที่คนเข้าถึงได้ง่าย เพราะเราไม่อยากให้ร้านตัวเองเป็นแค่กระแสขึ้นมาช่วงหนึ่งแล้วก็หายไป แต่เราอยากโตในระยะยาวมากกว่า”

ธุรกิจที่เกิดจากความเบื่อ

“เราเคยทำงานเป็นทนายความอยู่ออฟฟิศแถวพระราม 3 ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่จะอยู่ที่ออฟฟิศกับศาล เวลากินข้าวก็จะกินในโรงอาหารออฟฟิศเป็นหลัก ซึ่งทำแต่เมนูซ้ำ ๆ และมีเมนูให้เลือกไม่เยอะ เราเริ่มเบื่อที่ต้องกินอาหารเมนูเดิม ๆ แต่ถ้าจะสั่งเดลิเวอรีมา ราคาก็ค่อนข้างสูง พอแม่รู้ เขาก็เลยห่อข้าวให้เราไปกินที่ออฟฟิศ พอเพื่อน ๆ ที่ทำงานเห็นก็มาขอชิม พอได้ลองชิมเพื่อน ๆ ก็บอกว่าอร่อย แล้วก็เริ่มติดใจ เราก็เลยคิดว่าน่าจะลองทำมาขายดู

“ช่วงแรกเราทำควบคู่ไปกับงานประจำด้วย ไปขายกับแม่แค่ 2 คน ตามตึกที่มีออฟฟิศ แต่พอเราทำร้านไปด้วย ทำงานประจำไปด้วย เราก็เริ่มเหนื่อย ก็เลยตัดสินใจว่าออกมาทำร้านเต็มตัวไปเลยดีกว่า เพราะเราคิดว่าก่อนหน้านี้เราทุ่มเทให้งานกฎหมายเต็มที่แล้ว แต่กับการทำธุรกิจ เรารู้สึกว่าเรายังไม่เคยทุ่มเทให้มันจริง ๆ จัง ๆ เลยสักครั้ง เราเองก็มีความฝันว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจเล็ก ๆ อยากสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาด้วยตัวเองมาตลอด ก็เลยตัดสินใจลาออกมาทำร้านข้าวกล่องอย่างจริงจัง

“ขายไปเรื่อย ๆ พอฟีดแบ็กค่อนข้างดี มีคนชม คนชอบอาหารของเรา เราก็เลยคิดว่ามันน่าจะไปต่อได้ อยากขยายไปขายอีกหลายที่ ก็เลยคิดถึงการขายออนไลน์ เราก็เลยเริ่มเปิดช่องติ๊กต็อกขึ้นมา แล้วก็ตั้งชื่อช่องที่เป็นชื่อเดียวกันกับชื่อร้านว่า ‘กล่องข้าวแม่’ เดือนแรกที่ทำช่อง เราไม่มีลูกค้าในช่องทางออนไลน์เลย เพราะช่วงแรก ๆ เราก็ถ่ายคลิปแบบให้เห็นแต่หน้าตาอาหาร แต่หลังจากนั้นเราก็ทำคลิปที่ถ่ายเห็นหน้าตัวเอง เล่าเรื่องตัวเองมากขึ้น จนทุกวันนี้ลูกค้า 90% เป็นลูกค้าที่มาจากออนไลน์ทั้งหมด”

มรดกตกทอด

“พอเริ่มทำร้านไปสักพัก วันหนึ่งพ่อก็ไปค้นบ้านแล้วเจอไดอารีที่ปู่กับย่าเขียนไว้ เขาคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับธุรกิจของเรา ก็เลยเอามาให้ วินาทีแรกที่เราเห็น เรารู้สึกขนลุกเลย เพราะไดอารีพวกนั้นน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 30-50 ปี

“หลายเมนูที่เราเจอในไดอารีของปู่ ก็เป็นเมนูที่เราไม่เคยได้ยินชื่อ เช่น ‘โฮกอือ’ (แกงปลาช่อนใส่หอมแดง กระเทียม พริกแห้ง มะม่วงซอย ข่า ตะไคร้ ใบมะขามอ่อน) แกงต้มจิ๋ว (แกงโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ใส่เนื้อสันในวัว มันเทศ น้ำมะขามเปียก หอมแดง ใบโหระพา ใบกระเพรา พริกขี้หนู กินร้อน ๆ ช่วยแก้เจ็บคอได้ แก้ไข้ แก้เสมหะ และแก้แผลในปาก) และยำใบบัวบก”

นอกจากสูตรอาหารไดอารีที่คุณปู่ คุณย่าของคุณขนมบันทึกไว้ ยังมีความรู้อื่น ๆ อยู่ในนั้นด้วย เช่น วิธีการเลือกวัตถุดิบ การแล่ปลา การหุงข้าว บันทึกประจำวัน รวมทั้งการใช้สมุนไพรรักษาโรค หรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง การกินน้ำเกลือเพื่อช่วยไม่ให้มีอาการร้อนในเวลากินทุเรียนเยอะ ๆ หรือใช้ยางมะละกอสดใส่แผลรักษาหูด และความรู้อื่น ๆ อีกมากมาย

“หลายอย่างที่อยู่ในไดอารีของปู่กับย่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ๆ เราตั้งใจว่าจะหาเวลาแกะสูตรทั้งหมดแล้วทำเป็นไลน์อาหารที่เป็นเมนูโบราณทั้งหมด เราอยากทำเมนูโบราณ หรือหลาย ๆ เมนูที่เรารู้สึกว่าทุกวันนี้เริ่มหากินไม่ค่อยได้ ให้คนสามารถเข้าถึงอาหารพวกนี้ได้ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไปนัก แล้วก็อยากทำช่องติ๊กต็อกขึ้นมาอีกช่อง หรือทำเพลย์ลิสต์แยกเพื่อแชร์คลิปการทำเมนูต่าง ๆ และความรู้อีกหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ในไดอารี เช่น วิธีการใช้สมุนไพรรักษาโรคหรือวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อน เราคิดว่าถ้าปู่กับย่าเขายังอยู่ เขาก็คงดีใจที่สิ่งที่เขาเขียนไว้มันเป็นประโยชน์กับคนอื่น”

อย่าหยุดเรียนรู้

“ตั้งแต่ได้ไดอารีของปู่กับย่ามา เราก็เริ่มเอาความรู้บางอย่างมาปรับใช้กับที่ร้าน เคยมีลูกค้าบอกเราว่ากับข้าวที่เราทำอร่อยนะ แต่ข้าวเราบางทีก็นิ่มไป บางทีก็แข็งไป ช่วงแรก ๆ ที่ทำ เราก็กะไม่ถูกว่าต้องทำแค่ไหนถึงจะพอดี เพราะข้าวกล่องบางทีกว่าลูกค้าจะได้กินก็เที่ยง หรือบางครั้งก็เป็นตอนเย็นเลยก็มี แล้วหลังจากเวลามันผ่านไป 2-3 ชั่วโมง เราก็ไม่เคยลองชิมว่ามันเป็นแบบไหน พอลูกค้าฟีดแบ็กมา เราก็หาวิธีปรับปรุงมาตลอด จนมาเจอวิธีหุงข้าวที่อยู่ในไดอารีของปู่ เราก็เลยแก้ปัญหาตรงนี้ได้

“ด้วยความที่เราขายข้าวกล่อง ขายอาหารจัดเบรก จัดประชุม เราก็เลยพยายามสื่อสารความอร่อยของอาหารเราให้มันออกมาผ่านหน้าตาของอาหาร ให้คนรู้สึกว่าเห็นรูปแล้วดูน่าอร่อย

ทุกวันนี้ที่ร้านเรามีเมนูเกือบ ๆ 100 เมนูให้ลูกค้าได้เลือก เมนูแนะนำของที่ร้านจะเป็น ฉู่ฉี่แซลมอน หมึกผัดไข่เค็ม กากหมูผัดพริกขิง บะหมี่ไก่ย่าง สลัดที่เราทำน้ำสลัดเอง แล้วก็ ‘หมูฮ้อง’ ที่เป็นสูตรของคุณย่า

“ร้านเรามีอาหารหลายประเภท ทั้งอาหารทั่วไป อาหารสุขภาพ อาหารมังสวิรัติ และอาหารอิสลาม แต่จะเป็นอาหารใต้เยอะหน่อย บางครั้งลูกค้าก็จะสั่งเมนูที่ไม่มีในร้าน แต่เราก็ทำให้ ถ้าลูกค้าอยากกิน

“ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านเป็นลูกค้าประจำ เวลาเขาจะจัดเบรก จัดประชุม เขาก็จะกลับมาสั่งอาหารกับเรา ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีของตัวเองหรือเปล่าที่เราเจอแต่ลูกค้าที่น่ารัก บางคนคุยกันเหมือนเป็นเพื่อนเลย เขาให้ฟีดเเบ็กเรา ติชมเรา เพราะอยากให้เราพัฒนาจริง ๆ ลูกค้าบางคนก็สั่งอาหารร้านเรามาตั้งแต่ช่วงที่เราเปิดออนไลน์แรก ๆ เขาก็บอกว่าจะสั่งร้านเราไปตลอด ฟีดแบ็กแบบนี้มันเป็นกำลังใจให้เรามาก”

กำไรชีวิต

“เรามีความสุขเป็นพิเศษเวลาที่ได้จัดกล่องข้าว ความตั้งใจของเรา คือเวลานึกถึงข้าวกล่อง เราอยากให้คนนึกถึงเราเป็นที่แรก เรารู้สึกว่าการทำอาหารมันทำให้คนรอบตัวเรามีความสุขได้ ซึ่งความรู้สึกนี้น่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากการได้ทำอาหารให้พ่อ เวลาที่เขากิน เขาจะไม่ได้ชมอย่างเดียว แต่เขาจะติให้เราไปพัฒนาต่อด้วย พ่อก็เลยเป็นเหมือนลูกค้าคนโปรดของเรา เวลาเราจะทำเมนูใหม่ ๆ ไปขายที่ร้าน พ่อก็จะเป็นคนที่ได้ลองชิมก่อนเสมอ

“ทุกวันนี้นอกจากรับทำข้าวกล่องทั่วไป เรายังรับจัดเบรก จัดแคทเทอริ่ง และจัดปิ่นโตพระด้วย

เรามีหน้าร้านอยู่ 2 ที่ คือ พันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน แล้วก็หน้ากระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ทำส่งร้าน BETAGRO Deli (เบทาโกร เดลี่) ประมาณ 20 สาขา

“เราคิดว่ากำไรจากการทำร้านนี้ไม่ใช่แค่ตัวเงินแต่มันคือการที่เราได้เห็นตัวเองเติบโตขึ้นไปพร้อมกับร้าน เมื่อก่อนตอนที่เราทำงานออฟฟิศ เวลามีปัญหาเกิดขึ้น เรายังไม่ใช่คนแรกที่ต้องเป็นคนแก้ แต่พอมาทำร้านไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็ก ปัญหาใหญ่ เราก็ต้องเป็นคนแก้ เป็นคนตัดสินใจทั้งหมด กลายเป็นว่าเราค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากความผิดพลาดในทุก ๆ วัน แล้วร้านมันก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย

เราเลือกที่จะทำมากกว่าอยู่กับคำว่าถ้าไปทั้งชีวิต เพราะเราไม่อยากมานั่งเสียดายทีหลังว่า ถ้าวันนั้นเราได้ทำแบบนี้ไปมันจะเป็นอย่างไร อะไรที่เราอยากทำ เราจะลงมือทำเลย การตัดสินใจออกมาทำร้านกล่องข้าวแม่ก็เหมือนกัน หลายคนบอกว่าเราเป็นคนกล้า แต่เราคิดว่าเราไม่ได้กล้ามากไปกว่าคนอื่น เราแค่กลัวที่จะไม่ได้ทำมากกว่า

Credits

Authors

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ