กินอาหารแปรรูปบ่อย นอนน้อย นั่งทั้งวัน 3 พฤติกรรมเพิ่มความเสี่ยง ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม

รู้หรือไม่ ? คนที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรมจะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า นอกจากนี้ ข้อมูลจากงานวิจัยด้านอายุชีวภาพ (biological age) หลายชิ้นใน UK Biobank ยังพบว่า คนที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรมก่อนอายุ 40 ปี อาจมีอายุร่างกายแก่กว่าอายุจริงได้มากถึง 12 ปี

ร่างกายของคนเรามีระบบที่คอยทำหน้าที่ตัดสินใจว่า ร่างกายควรเผาผลาญพลังงาน เก็บพลังงาน ซ่อมแซมเซลล์เก่า หรือสร้างเซลล์ใหม่ เพื่อควบคุมการเจริญเติบโต และการอยู่รอดของเซลล์ ที่เรียกว่า ‘ระบบรับรู้สารอาหาร’ (Nutrient Sensing Pathways) หากระบบนี้ทำงานผิดปกติ จะทำให้การเผาผลาญพลังงานเสียสมดุล และนำไปสู่ภาวะเมตาบอลิกซินโดรมได้

‘ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม’ คือภาวะที่เกิดจากระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมา เช่น โรคอ้วนลงพุง ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง และภาวะดื้อต่ออินซูลิน

เมื่ออายุมากขึ้นหรือวิถีชีวิตไม่สมดุล ระบบนี้จะเริ่มทำงานผิดปกติ ด้วยการทำให้ร่างกายสะสมพลังงานมากขึ้น แต่ซ่อมแซมตัวเองน้อยลง จนเกิดกลไกความชราที่เรียกว่า ‘ความผิดปกติของระบบรับรู้สารอาหาร’ (Deregulated Nutrient Sensing)

พฤติกรรมบางอย่างที่เราทำซ้ำ ๆ แล้วคิดว่าไม่น่าจะสร้างความเสียหายอะไรมากมาย กลับเป็นตัวการสำคัญที่ค่อย ๆ ทำให้การทำงานของระบบรับรู้สารอาหารผิดเพี้ยนไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น

1.กินอาหารแปรรูปเป็นประจำ

วิถีชีวิตปัจจุบันของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่อยู่ในเมืองมักเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ทำให้คนเลือกกินอาหารที่เร็ว ง่าย และสะดวก ส่วนเวลาเหนื่อย ๆ หรือเครียดร่างกายก็มักจะอยากกินของหวาน เช่น ขนมปัง เค้ก มันฝรั่งทอด ฯลฯ การกินอาหารพวกนี้เป็นประจำทำให้อินซูลิน และ mTOR (ศูนย์ควบคุมการเจริญเติบโตและสังเคราะห์โปรตีน) ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดพัก

2.นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน

งานวิจัยพบว่าการนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน จะเพิ่มความต้านทานต่ออินซูลิน 25-30% และลดการทำงานของ AMP-activated Protein Kinase (AMPK) ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนสวิตช์หลักควบคุมการเผาผลาญ คอยตรวจจับระดับพลังงานภายในเซลล์ และสร้าง NAD+ (โคเอนไซม์ที่พบได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย ที่เปลี่ยนอาหารที่เรากินเข้าไปให้เป็นพลังงาน และซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมสภาพตามอายุ) นอกจากนี้ ยังเพิ่มฮอร์โมนความเครียดอย่าง ‘คอร์ติซอล’ ที่ยับยั้งการหลั่งเอนไซม์เซอร์ทูอิน จนทำให้ระบบการรับรู้สารอาหารเสียสมดุลตามไปด้วย

3.นั่งอยู่โต๊ะทำงานทั้งวันโดยไม่ลุกไปไหน

คนที่นั่งทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ หรือไม่ได้มีการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ จะทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานแย่ลง และระบบรับรู้สารอาหารรวนตามไปด้วย

ถึงแม้ว่าผลกระทบจากการทำงานผิดปกติของระบบรับรู้สารอาหารอาจดูน่ากลัว และเป็นตัวการสำคัญที่นำไปสู่การเกิดโรคต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วเรายังสามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมระบบนี้ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต

  • กินอาหารที่มีสารอาหารที่ให้พลังงานแก่เซลล์และกระตุ้นการซ่อมแซม DNA

– เคอร์คูมิน (Curcumin) : สารสำคัญที่พบในขมิ้นชัน มีกลไกกระตุ้น SIRT1 (ยีนที่เกี่ยวข้องกับการชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์และการยืดอายุขัย) และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

– สารสกัดจากชาเขียว (EGCG) : ช่วยกระตุ้น SIRT1 และเพิ่มกระบวนการออโตฟาจี (กระบวนการเก็บกวาดของเสียและรีไซเคิลส่วนประกอบที่เสื่อมสภาพในเซลล์)

– กรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha-Lipoic Acid) : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของไมโทคอนเดรีย และกระตุ้น AMPK ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนสวิตช์หลักควบคุมการเผาผลาญ คอยตรวจจับระดับพลังงานภายในเซลล์ พบใน ผักคะน้า ผักโขม ผักใบเขียวอื่น ๆ ถั่วและเมล็ดพืช และน้ำมันพืช

– เรสเวอราทรอล (Resveratrol) : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอลที่มีประสิทธิภาพสูงตามธรรมชาติ พบมากในเปลือกองุ่นแดง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และถั่วลิสง มีฤทธิ์ทางชีวภาพสูง ให้ผลใกล้เคียงกับการคุมอาหารด้วยการจำกัดแคลอรี นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเซอร์ทูอิน (Sirtuins) หรือยีนที่อยู่ในเซลล์ร่างกาย ที่ทำหน้าที่ควบคุมการสร้างโปรตีนที่มีบทบาทในการกระตุ้นและควบคุมการทำงานต่าง ๆ ภายในเซลล์ด้วย

  • จำกัดแคลอรีต่อวันเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ

กินอาหารให้น้อยลงประมาณ 10-25% ของความต้องการพื้นฐานของร่างกายในแต่ละวัน แต่ยังได้รับสารอาหารครบถ้วน ช่วยชะลอสัญญาณความเสื่อมของร่างกาย ทั้งระบบเผาผลาญ การอักเสบในร่างกาย และสุขภาพของหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ คนที่น้ำหนักน้อยกว่าค่าดัชนีมวลกาย (BMI) หรือต่ำกว่า 18.5 และคนที่มีภาวะการกินผิดปกติ

  • ออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการสร้างพลังงานในเซลล์

การวิจัยพบว่าการออกกำลังกายที่ดีต่อระบบรับรู้สารอาหาร คือการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอผสมผสานกับการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เพราะจะช่วยกระตุ้นสวิตช์หลักควบคุมการเผาผลาญ และเพิ่มปริมาณไมโทคอนเดรีย เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ จ๊อกกิ้งเบา ๆ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งสควอท ดึงข้อ เดดลิฟต์ และวิดพื้น โดยพยายามเพิ่มน้ำหนักหรือจำนวนครั้งในการออกกำลังกายทุก 2- 3 สัปดาห์

ทุกครั้งที่เราเลือกอาหารที่ดีต่อเซลล์ นอนหลับอย่างเพียงพอ หรือขยับร่างกายให้มากขึ้น เรากำลังส่งสัญญาณใหม่ให้ระบบรับรู้สารอาหารของร่างกายกลับมาทำงานอย่างสมดุลอีกครั้ง ซึ่งมันอาจต้องใช้เวลากว่าเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย แต่ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป เราสามารถเริ่มเปลี่ยนได้เลยตั้งแต่วันนี้

*อ้างอิง

หนังสือ The Longevist มนุษย์จะมีชีวิตที่ยืนยาว โดย นพ.นรินทร สุรสินธน

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ