รู้จัก CKM Syndrome เมื่อหัวใจ ไต และเมตาบอลิก เชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

“CKM Syndrome (Cardiovascular-Kidney-Metabolic Syndrome) คือการมองโรคแบบภาพรวม ไม่ได้มองเฉพาะเจาะจงเป็นโรค ๆ เหมือนในอดีต  เรามีความเชื่อว่าทุกอย่างมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันหมด แต่ละอวัยวะล้วนทำงานกันเป็นทีม เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเสียหายไป เช่น เป็นเบาหวานมานาน ก็ทำให้ไตไม่ดีได้ หรือเป็นโรคไตมานาน ๆ ก็ทำให้หัวใจไม่ดีได้เช่นกัน ดังนั้น คนไข้จะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่ง แล้ว ส่งไปหาหมอเฉพาะทางด้านนั้น ๆ แต่เราจะดูแลคนไข้ให้ครบองค์รวมและสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

“การดูแลสุขภาพควรเป็นการดูแลที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และไม่ขาดตอน แม้ว่าผลตรวจร่างกายจะปกติ แต่เราก็ไม่ควรชะล่าใจ แล้วไม่กลับมาตรวจสุขภาพอีก เราอาจคิดว่าวันนี้มันยังไม่เป็นปัญหา แต่อีก 5 ปี 10 ปี มันอาจจะสร้างปัญหาที่ทำให้เรามานึกเสียใจทีหลังก็ได้ เพราะฉะนั้นการตรวจคัดกรองอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เรารู้ว่าตอนนี้สุขภาพของตัวเองอยู่ตรงจุดไหน ต้องปรับหรือแก้อะไรบ้าง”

บุพการีที่เคารพ คุยกับ พญ.ไอริณ จริยะโยธิน  (ว.57665)  อายุรแพทย์โรคไต ศูนย์อายุรกรรมและโรคไต จากโรงพยาบาลกรุงเทพ ถึงภาวะ CKM Syndrome หรือ Cardiovascular-Kidney-Metabolic Syndrome ที่มองโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิก ให้เป็นเรื่องเดียวกัน และการใช้แนวทางดูแลรักษาแบบ Continuum of Care ซึ่งเป็นระบบการให้บริการสุขภาพที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางแบบเบ็ดเสร็จ และเชื่อมโยงกันอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การป้องกัน การรักษาพยาบาล การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลระยะยาว ด้วยความต่อเนื่อง ครอบคลุม และไม่ขาดตอน

“CKM Syndrome หรือ Cardiovascular-Kidney-Metabolic Syndrome เป็นการมองแบบภาพรวม ไม่ได้มองเฉพาะเจาะจงเป็นโรค ๆ เหมือนในอดีต เช่น เมื่อก่อนคนไข้เป็นเบาหวาน ก็จะส่งไปเจอคุณหมอเบาหวาน เป็นความดันโลหิตสูง ก็จะส่งไปเจอคุณหมอรักษาความดันฯ เป็นโรคหัวใจ ส่งไปหาคุณหมอหัวใจ แต่ปัจจุบันเรามีความเชื่อเกี่ยวกับ CKM Syndrome ที่บอกว่าทุกอย่างมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันหมด

“จุดเริ่มต้นของ CKM Syndrome มักเริ่มจากการที่คนเรามีภาวะน้ำหนักเกิน มีไขมันหน้าท้อง รอบเอวเยอะขึ้น และในระยะยาวก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลินมากขึ้น ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน กลายเป็นโรคเบาหวาน และส่งผลต่อหล่อเลือดต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เกิดการอักเสบ หลอดเลือดแข็งตัว หลอดเลือดมีปัญหา ซึ่งตรงนี้ก็รวมไปถึงหลอดเลือดในไตด้วย ทำให้การทำงานของไตเสียหาย เกิดภาวะของเสียคั่ง ดุลเกลือแร่เปลี่ยนแปลง น้ำคั่งในร่างกาย พอน้ำคั่ง เส้นเลือดไม่ดี ความดันโลหิตก็จะสูง ทำให้หัวใจทำงานหนัก และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหากับหลอดเลือดหัวใจ

“สรุปง่าย ๆ ก็คือเบาหวานทำให้เกิดโรคไต พอเป็นเบาหวานนาน ๆ ถ้าคุมไม่ดี ไตก็จะไม่ดีไปด้วย และถ้าเป็นโรคไตเป็นเวลานาน ๆ มีของเสียที่คั่งอยู่ บวกกับความดันที่คุมไม่ดี ก็จะไปทำให้หัวใจทำงานหนัก และเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันวนไปมาแบบนี้

“ปัจจุบันถ้ามีคนเดินมา 8 คนจะมี 1 คนที่เป็นโรคอ้วน ซึ่งดูจากการที่ดัชนีมวลกายหรือ BMI เกิน 30 แต่ถ้าเป็นภาวะน้ำหนักเกินก็จะยึด BMI ที่ 25 แต่ถ้าเป็นคนเอเชียซึ่งตัวเล็กกว่าคนตะวันตก เราก็จะยึด BMI ที่ 23 ซึ่งถ้านำกลุ่มนี้มานับรวมด้วยก็จะเท่ากับว่าถ้ามีคนเดินมา 8 คนก็จะมี 2 คนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน

CKM Syndrome มีทั้งหมด 5 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 0 – ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีอาการ ผลตรวจสุขภาพปกติ
  • ระยะที่ 1 – มีปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ เป็นกลุ่มที่เริ่มมีน้ำหนักเกิน เข้าสู่ภาวะอ้วน มีรอบเอวเกิน 80 ซม. หรือ 31 นิ้วสำหรับผู้หญิง และ 90 ซม.หรือ 35 นิ้ว สำหรับผู้ชาย และมีไขมันหน้าท้องมาก ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เราอยากโฟกัสมากที่สุด เพราะสามารถดูแล ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้เร็ว ได้ทัน และได้ดีที่สุด
  • ระยะที่ 2 – วินิจฉัยว่าเป็นโรคแล้ว มีอาการป่วย ต้องปรับพฤติกรรม กินยา
  • ระยะที่ 3 – ตรวจพบอวัยวะภายในเสียหาย แต่ยังไม่มีอาการชัดเจน เช่น มีแคลเซียมไปเกาะที่หลอดเลือดหัวใจแล้ว หรือค่าไตอาจจะยังปกติ แต่พอเก็บปัสสาวะไปดูโปรตีนที่รั่ว ซึ่งเป็นตัวทำนายอย่างหนึ่งว่า จะมีโอกาสเกิดไตเสื่อมเร็วขึ้น หรือมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากขึ้น
  • ระยะที่ 4 – ระยะสูงสุดในการเกิดโรค เกิดเป็นโรคต่าง ๆ เช่น สโตรก เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย ไตวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ

“สำหรับระยะที่ดีที่สุดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือ ระยะที่ 1 เพราะตอนที่เราน้ำหนักเกิน รอบเอวเกิน น้ำตาลในเลือดเริ่มสูง ถ้าเราเริ่มคุมอาหาร และปรับพฤติกรรมในระยะนี้ จะมีโอกาสสูงมากที่จะกลับเข้าสู่ระยะ 0 ซึ่งทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่ถ้าเราอยู่ในระยะที่ 2 ไปแล้ว ถึงแม้จะมีโอกาสน้อยที่จะย้อนกลับไปสู่ภาวะที่ร่างกายปกติ แต่เราสามารถชะลอไม่ให้โรคเข้าสู่ระยะที่ 3 ระยะที่ 4 ได้

“ปัจจัยที่ทำให้เกิด CKM Syndrome มีอยู่ 2 ปัจจัยหลัก ๆ คือ

1. ปัจจัยภายนอกภายนอก เช่น อาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูป พฤติกรรมเนือยนิ่ง การนั่งทำงานอยู่หน้าจอนาน ๆ ไม่ค่อยได้ขยับ

2. ปัจจัยภายใน คือ กลุ่มอ่อนไหว หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูงกว่าคนทั่วไป อย่างเช่น กลุ่มคนที่มีปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น คนในครอบครัวเป็นเบาหวาน คนในครอบครัวมีไขมันในเลือดสูง ฯลฯ

“การรักษาในแบบเดิม คนไข้จะต้องไปเจอหมอหลายคน หลายโรค คนไข้บางคนหาหมอหลายโรงพยาบาล ทำให้ในบางครั้งเกิดความซ้ำซ้อนในเรื่องของการจ่ายยา ถ้าคนไข้ไม่ได้เอายามาเช็ก หรือหมอที่รักษาแต่ละโรคไม่ได้สื่อสารกัน ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือทำให้คนไข้ต้องกินยาเยอะเกินไปได้”

แนวทางการรักษาแบบ Continuum of Care

“เราต้องการดูแลคนไข้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกด้าน โดยไม่ให้ขาดตอน มีหลายครั้งที่คนไข้มาตรวจสุขภาพแล้วผลออกมาดีทุกอย่าง ก็เลยไม่กลับมาตรวจซ้ำอีกเลยเป็นเวลาหลายปี เราก็เลยอยากจะเน้นย้ำตรงจุดนี้ เพราะบางคนอยู่ในกลุ่มที่ตรวจสุขภาพแล้วผลออกมาดีจริง แต่มีความเสี่ยงน้ำหนักเกิน ความดันเริ่มปริ่ม ๆ จะสูง เราก็จะต้องให้ความรู้ ให้ข้อมูลว่า เขามีความจำเป็นต้องตรวจสุขภาพอีกทีเมื่อไร และควรตรวจอะไรบ้าง

“โดยเริ่มดูแลตั้งแต่อายุยังไม่เยอะมาก และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงโรคหรือปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งมีทีมพยาบาล ทีมนักโภชนาการ ที่คอยช่วยปรับพฤติกรรม โดยมีเป้าหมายร่วมกับคนไข้ในการสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว

“ส่วนการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เราก็พยายามใช้ เพื่อช่วยในการมอนิเตอร์ หรือติดตามผลให้ประสิทธิภาพในการดูแลดีขึ้น เช่น CGM หรือ Continuous Glucose Monitoring ที่มีลักษณะเป็นแผ่นกลม ๆ แปะเข้าไปที่แขน เพื่อตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งดูได้ 24 ชั่วโมง และสามารถต่อเข้ากับแอปพลิเคชันในโทรศัพท์ได้ค่อนข้างเรียลไทม์ ทำให้คนไข้รู้จักตัวเอง เห็นว่ากินอะไรเข้าไปแล้วน้ำตาลขึ้น และรู้ว่าควรระมัดระวังอะไรมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลูก ๆ ในการดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุได้ด้วย

“เครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งคือ CardioWatch Bracelet ซึ่งใช้ใส่ที่แขนเหมือนนาฬิกาปกติ เครื่องมือนี้จะช่วยติดตามผลความดันโลหิตของคนไข้ได้อย่างต่อเนื่อง สามารถดูชีพจรได้ ดูออกซิเจนได้ รวมทั้งดูภาวะเครียด ดูการนอนหลับว่าดีหรือไม่ ที่สำคัญคือหลายครั้งนาฬิกานี้สามารถช่วยชีวิตได้ด้วย เพราะถ้าเราเห็นว่าหัวใจเราเต้นผิดจังหวะ เราก็สามารถที่จะตรวจจับสัญญาณความผิดปกติ และไปหาหมอได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงการเกิดอันตรายได้มากขึ้น

“การตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะทำให้เราลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ ถ้าเราคิดว่าการไปตรวจร่างกายบ่อย ๆ อาจทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เราอาจเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่บ้านของตัวเอง เช่น การชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว ถ้ามีเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน ก็ตรวจเช็กสักสักเดือนละครั้ง นั่นก็ถือว่าเป็นการคัดกรองเบื้องต้นด้วยตัวเองแล้ว”

รับชมรายการได้ที่นี่

Credits

Author

  • มนุษย์ต่างวัย

    Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ