เรา (ต่าง) เหมือน ต่างเจนเนอเรชัน ต่างความคิด แต่สุดท้ายกลับพบว่า “เราเหมือนกัน”

เวิร์กช็อปที่รวมคนต่างเจเนอเรชัน ต่างความคิด แต่สุดท้ายกลับพบว่า “เราต่างเหมือนกัน”

“เราต่างเหมือนกัน” เวิร์กช็อปที่จัดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงครั้งที่ 9 นี้ได้รวมคนต่างเจนฯ ตั้งแต่เด็กจบใหม่, วัยกลางคน, คุณพ่อคุณแม่, ผู้บริหารไปจนถึงคนวัยเกษียณมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พูดคุยทำความเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่นโดยไม่นำความต่างระหว่างวัยมาเป็นตัวกำหนด

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนจะได้เรียนรู้ที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนรอบข้างด้วย ‘การรับฟังโดยไม่ตัดสิน’ และได้ใช้เวลาในการทบทวน ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจความรู้สึก อารมณ์ และความต้องการของตนเองอย่างเท่าทัน เมื่อเรากลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ต้องเจอผู้คน เจอสถานการณ์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งในบ้าน หรือที่ทำงาน เราจะสามารถนำเครื่องมือที่ได้จากเวิร์กช็อปครั้งนี้ไปปรับใช้ในการสื่อสาร แสดงอารมณ์และคำพูดกับผู้อื่นออกไปได้อย่างเหมาะสม

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และทีมงานมนุษย์ต่างวัยขอขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านที่ได้มาใช้เวลาดี ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ แบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกัน หวังว่าผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ไร้เส้นแบ่งของวัยไปด้วยกัน

หากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจและอยากมาสัมผัสกับบรรยากาศสนุก ๆ แบบนี้ สามารถติดตามข้อมูลการจัดกิจกรรมครั้งต่อไปได้ทางเพจมนุษย์ต่างวัย ยังมีอีกหลากหลายกิจกรรมที่เตรียมไว้ให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ร่วมกัน รอติดตามกันนะครับ

พรศักดิ์ ลีรัตนกุล (ปิง) อายุ 59 ปี

“สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจมาร่วมงานนี้คือเพื่อครอบครัวของผม คาดหวังเรื่องการสื่อสารและการทำความเข้าใจกันในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกับภรรยา หรือลูกวัย 22 และ 18 ปี

“ตอนแรกผมเคยคิดนะว่าความไม่เข้าใจกันบางอย่างมันน่าจะมาจากปัจจัยภายนอกหรืออาจจะเป็นเพราะเรื่องของช่วงวัย ผมแค่อยากจะหาแนวทางทำยังไงก็ได้ให้ครอบครัวเรามีความอบอุ่นใจ มีความสุขมากขึ้น และมีความทุกข์น้อยลง

“สิ่งที่ผมได้กลับไป มันทำให้ผมได้ถอยออกมาสะท้อนมองตัวเอง ผมได้คำตอบเลยว่า แท้จริงแล้วทุกอย่างมันต้องเริ่มจากการปรับที่ตัวเราเอง เราไม่สามารถไปบังคับหรือเปลี่ยนแปลงใครได้เลย แล้วมันทำให้ผมได้รู้ว่า การที่เรายอมรับบางอย่างที่เราไม่รู้ นั่นแหละครับคือสิ่งที่ทำให้เราก้าวข้ามมาได้

“ผมได้เข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าใครต่างก็ล้วนมีปมอยู่ในใจกันทั้งนั้น หน้าที่ของเราคือแก้ปมของตัวเองให้ได้ แล้วก้าวข้ามมันไปเพื่อใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด

“กลับไปคราวนี้ ผมจะเป็นคนใหม่ ขอเป็น ‘นีโอปิง’ เป็น ‘นีโอสามี’ เป็นพ่อและสามีที่ตั้งใจจะเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปพัฒนาปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนใหม่ เพราะหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมก็คือครอบครัว ถ้าเราเริ่มต้นทำยูนิตเล็ก ๆ ตรงนี้ให้ดี พยายามสร้างครอบครัว อบรมเลี้ยงดูลูก ๆ ซึ่งก็คือบุคลากรใหม่ของโลกใบนี้ให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ถ้าผลลัพธ์ครอบครัวเราออกมาดี สำหรับผมถือว่าเราได้ช่วยสังคมและช่วยชาติแล้ว”

ยุทธยา บรรเทา (พิปาว) อายุ 27 ปี

Gen Z ผู้ทำงานกับคนหลากหลายวัยและต้องการหาวิธีเข้าถึงคน Gen X

“ผมทำงานกับคนในชุมชนมาตลอด เจอคนทุกวัยตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ แต่มีอยู่กลุ่มวัยหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเข้าถึงยากเหลือเกิน นั่นคือคน Gen X ไม่เข้าใจว่าทำไมเขามีกำแพง ทำไมเข้าถึงยากจัง ผมเลยตัดสินใจมาร่วมงานนี้ เพราะเป้าหมายเดียวเลยคือผมอยากเข้าใจคน Gen X ให้มากขึ้นเพื่อหาเครื่องมือกลับไปใช้กับการทำงาน”

“เคยเรียนเรื่องการสื่อสารมาบ้าง แต่วันนี้มันลึกลงไปถึงการสื่อสารเพื่อการจัดการความสัมพันธ์ พอได้คุยกันตรง ๆ สุดท้ายแล้ว แก่นแท้ของความขัดแย้งมันก็คือความห่วงใยกันนั่นแหละครับ แค่วิธีการที่เขาสื่อสารออกมามันต่างกันเท่านั้นเอง”

“ความรู้สึกตอนนี้ของผมคือ เสียดายครับ เสียดายมาก ๆ เสียดายที่ทำไมถึงมีแค่พวกเรากลุ่มเล็ก ๆ ที่ได้เข้ามาเรียนรู้กระบวนการเหล่านี้ เพราะปัญหาความไม่เข้าใจกันของคนต่างวัย มันมีอยู่ทุกที่ ทุกหย่อมหญ้า ทั้งเรื่องในบ้าน พ่อแม่ตีกับลูกสนั่นหวั่นไหว หรือผู้ใหญ่กับเด็กในชุมชนที่ไม่เข้าใจกัน  ผมอยากให้กิจกรรมดี ๆ แบบนี้ มันเกิดขึ้นในทุกชุมชน ทุกตำบล ทุกจังหวัดเลยด้วยซ้ำ

เพราะถ้าทุกคนได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจกันจริง ๆ มันจะช่วยเยียวยาบาดแผลและลดความขัดแย้งจากช่องว่างระหว่างวัยไปได้เยอะเลย”

สาธิตา กิจเจริญธำรงค์ (วารี) 61 ปี 

“เคยคิดมาตลอดนะว่าตัวเองเป็นเซฟโซนที่ดีแล้ว ด้วยความที่ทำงานเป็นบรรณารักษ์ ในแต่ละวันได้เจอคนเยอะแยะไปหมดเลย ทั้งเด็ก ๆ ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หลายคนชอบเข้ามาคุย มาระบายให้พี่ฟัง อาจจะเพราะเห็นว่าเราคุยง่าย ไม่คิดอะไรเยอะ ก็เลยรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองโชคดีจังที่เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้

“แต่พอได้มาเวิร์กช็อปนี้ มันทำให้ตระหนักได้เลยว่าการเป็นเซฟโซนที่เราคิดว่าเราเป็นอยู่เนี่ย จริง ๆ แล้วมันยังสามารถทำได้ดีกว่านี้

“จุดที่กระแทกใจที่สุดเลยคือเรื่อง ‘การฟังด้วยหัวใจ’  เมื่อก่อนเวลาใครมาระบายหรือปรึกษา เรามักจะเผลอฟังแค่เนื้อหาเพื่อที่จะพยายามหาคำแนะนำไปตอบเขา แต่เซสชันนี้ทำให้เพิ่งตระหนักได้ว่า บางทีคนที่เขาเข้ามาหาเรา เขาอาจจะไม่ได้ต้องการคำแนะนำอะไรจากเราเลย เขาอาจจะแค่ต้องการใครสักคนที่รับฟังเขาเฉย ๆ ฟังเขาด้วยหัวใจจริง ๆ ซึ่งถ้าเราไม่เปิดใจฟัง เราจะไม่มีทางให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้เลย เรื่องนี้ทำเอาพี่สะท้อนย้อนมองตัวเองมาก ๆ แล้วก็รู้เลยว่านี่แหละคือวิธีที่จะทำให้เราเป็นเซฟโซนที่ลึกซึ้งและดีกว่าเดิมได้”

“อีกเรื่องที่ทำให้ได้คิดคือการมองทะลุบทบาทของความเป็นคน บางครั้งเราก็ชอบเผลอไปคาดหวังกับคน ๆ หนึ่ง เพียงเพราะเขายืนอยู่ตรงจุดนั้น อย่างเช่นคนที่เป็น ‘แม่’ เราไม่เคยฉุกคิดในมุมนี้มาก่อนเลยนะว่า จริงๆ แล้วชีวิตเขาไม่ได้สวมบทบาทความเป็นแม่ตลอดเวลา สุดท้ายแล้วเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์จะมีความรู้สึก มีความอ่อนแอได้เท่าเทียมกับพวกเราทุกคนเลย

งานนี้มันเหมือนมาเปิดโลกของพี่เลยนะ อยู่มาถึงวัยนี้แล้วเคยคิดมาตลอดว่าตัวเองมีความสุขดีในโลกใบเดิมของเราแล้วนะ แต่พอได้มานั่งฟังเรื่องราว ฟังมุมมองจากเพื่อน ๆ น้อง ๆ เด็ก ๆ ต่างเจเนอเรชัน มันทำให้รู้ว่าโลกใบนี้กว้างกว่านั้นเยอะเลย มันทำให้เราหันกลับมาทบทวนตัวเองว่า สิ่งที่เราเป็นอยู่มันก็ดีแล้วล่ะ แต่มันจะดีกว่านี้ได้อีกไหม ถ้าเราลองเปิดใจ แล้วรับฟังคนอื่นด้วยใจจริง ๆ

รัตนาภรณ์ สุขเทพ (หน่อย) อายุ 78 ปี

“ยายตั้งใจเดินทางมาจากหนองคายเองเพื่อมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ แต่ก็ถือโอกาสแวะไปเยี่ยมญาติๆ ด้วย ยายตั้งใจและพร้อมมาก ๆ ที่จะมา

“ชีวิตปกติของยายก็มักจะเจอและคลุกคลีอยู่แต่กับผู้สูงวัยกลุ่มเดียวกัน ถึงจะเจอกันบ่อยแต่มันก็คือวัยเดียวกัน แต่พอมาที่นี่ ยายได้เจอคนหลากหลายเจเนอเรชันมาก ๆ ตั้งแต่เด็กรุ่น Gen Z ไปจนถึงรุ่นของยายเอง มันทำให้ยายได้เห็นความหลากหลายและได้เข้าใจมุมมองของคนวัยอื่นมากขึ้นจริง ๆ

“สิ่งได้จากงานนี้และตั้งใจจะนำไปใช้เลยก็คือเรื่องของการรับฟัง ยายเรียนรู้ว่าเราจะต้องทำความเข้าใจเขาให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้ชะลอการตัดสินโดยเฉพาะกับหลานวัย 15 ปี เราจะไปด่วนตัดสินเขาไม่ได้เลย เราต้องฟังและพยายามทำความเข้าใจเขาก่อน

“บางทีเราก็ต้องเข้าใจนะว่าเขาอาจจะดูเหมือนไม่ค่อยสนใจเรา เพราะเขาโตเป็นวัยรุ่นแล้ว จากเมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ ที่เคยเข้ามาคุยเจื้อยแจ้วกับเรา เดี๋ยวนี้เขาก็แค่เข้ามาสวัสดีแล้วก็เดินไปทำอย่างอื่น ยายได้ข้อคิดเลยว่าเราไม่ต้องไปน้อยใจเขาหรอก เราต้องเข้าใจบริบทชีวิตของเขาในตอนนี้ ว่าเขาก็มีกิจกรรม มีอะไรของเขาให้ทำ โดยเฉพาะเรื่องราวในโลกดิจิทัล

โลกดิจิทัลมันมีอะไรน่าสนใจเยอะแยะไปหมด เอาจริง ๆ ขนาดตัวยายเอง บางทียังเผลอไถหน้าจอโทรศัพท์เพลินไปเหมือนกันเลย พอคิดได้แบบนี้ มันก็ทำให้ยายเปิดใจ เข้าใจเขามากขึ้นผ่านการทำกิจกรรมนี้ และไม่ตั้งแง่กับพฤติกรรมของหลานอีกต่อไป

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ