เราต่างรู้ดีว่า ‘น้ำนมแม่’ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะนอกจากจะเป็นอาหารมื้อแรกที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของลูก น้ำนมทุกหยดยังสะท้อนถึงความรัก ความเหน็ดเหนื่อย และความพยายามของคนเป็นแม่ จนมีบทเพลง ‘ค่าน้ำนม’ ที่หลายคนคุ้นหูและได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก แต่สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งเธอได้ค้นพบว่า ‘น้ำนมแม่’ ยังมีความหมายในอีกแง่มุมหนึ่งที่ใครหลายคนอาจไม่เคยนึกถึง
ในวันที่เธอป่วย ต้องกินยา และปั๊มน้ำนมของตัวเองทิ้งไปมากมาย แต่เพราะความเสียดาย เธอจึงเริ่มหาคำตอบว่า ถ้าไม่อยากทิ้ง เธอจะสามารถนำน้ำนมเหล่านั้นไปทำอะไรได้อีกบ้าง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ House of Gems BKK แบรนด์เครื่องประดับจากน้ำนมแม่ที่เกิดจากความตั้งใจของ ‘บิ๊ว’ กัลยา อภิชัยกุล วัย 36 ปี คุณแม่ผู้เปลี่ยนความเสียดายให้กลายเป็นงานศิลปะที่ช่วยบันทึกช่วงเวลาที่มีคุณค่า เพื่อช่วยเยียวยาหัวใจของคนเป็นแม่ให้กลับมามีพลังอีกครั้ง ผ่านเครื่องประดับที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ และมีความหมายในแบบที่ไม่มีใครเหมือน

“งานทุกชิ้นที่เราสร้างขึ้นมา เราตั้งใจทำเพื่อเก็บรักษาความทรงจำ ความผูกพัน และเรื่องของผู้คนไว้ในแบบที่จับต้องได้ เพราะเรารู้สึกว่าบางความทรงจำมันก็มีค่าเกินกว่าที่จะปล่อยให้มัน มันค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา”

เปลี่ยนความเสียดาย ให้กลายเป็นความทรงจำที่จับต้องได้
“ช่วง 3 เดือนแรกที่คลอดน้องออกมา มันเหนื่อยมาก แทบไม่ได้นอนเลย พอไม่ได้นอน ร่างกายก็ทรุด อยู่ ๆ วันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการหูดับเฉียบพลัน ก็เลยไปหาหมอ แล้วหมอก็ให้กินยาปฏิชีวนะ ซึ่งการกินยามันจะมีผลกับน้ำนม ทำให้เราไม่สามารถให้นมลูกได้ และต้องปั๊มนมทิ้งทุกวัน แต่ตอนนั้นเราทิ้งไม่ลงจริง ๆ เพราะน้ำนมพวกนั้นมันคือน้ำตาและความพยายามของเรา ก็เลยเริ่มค้นว่าเราสามารถเอาน้ำนมแม่ไปทำอะไรได้อีกบ้าง
“จนไปเจอว่าที่ต่างประเทศเขามีการนำน้ำนมแม่ไปสกัดพาสเจอไรซ์แล้วแปรรูปเป็นเครื่องประดับ แต่ตอนนั้นที่ไทยยังไม่ค่อยมีใครทำ เราก็เลยปรึกษาเพื่อนในแวดวงอุตสาหกรรมเครื่องสำอางถึงวิธีการสกัดเพื่อไม่ให้น้ำนมเปลี่ยนสภาพหรือขึ้นรา หาวิธีทำให้มันเก็บได้นาน ใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่ 2-3 เดือน จนกระทั่งสามารถทำเครื่องประดับนมแม่ชิ้นแรกได้สำเร็จ
“ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำเก็บไว้เอง แต่พอดีตอนนั้นสั่งอะไหล่ทำเครื่องประดับมาค่อนข้างเยอะ ก็เลยลองเอาไปโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊กขายของมือสองแม่และเด็ก ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมาก ก็เลยทำต่อ

“ปัจจุบัน House of Gems BKK รับสร้างชิ้นงานที่เกี่ยวกับการรักษาความทรงจำในหลาย ๆ รูปแบบ โดยใช้น้ำนมแม่เป็นส่วนประกอบหลัก เช่น จี้ ตัวอักษรตั้งโต๊ะ ตุ๊กตานมแม่ ฯลฯ โดยใช้วัสดุที่มีคุณค่าทางจิตใจของแต่ละคนมาเปลี่ยนให้เป็นเครื่องประดับหรือของที่ระลึกที่มีความหมายเฉพาะตัว
“ต่อมาจึงค่อย ๆ ขยายพื้นที่การทำเครื่องประดับหรือการเก็บรักษาความผูกพันในชีวิต ผ่านสิ่งแทนความหมายรูปแบบอื่น ๆ เช่น สายสะดือ เส้นผม ลายมือและลายเท้าของเด็กแรกเกิด เศษผ้า ขน เล็บ อัฐิของสัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งอัฐิของคนที่รัก รวมถึงวัสดุอื่น ๆ ที่มีความหมายเฉพาะต่อจิตใจ”

‘น้ำนม’ บันทึกช่วงเวลาที่มีความหมายของการได้เป็น ‘แม่’
“น้ำนมที่จะใช้ทำเครื่องประดับได้ จะเป็นน้ำนมที่ปั๊มออกมาใหม่หรือเป็นน้ำนมสต็อกที่เก็บเอาไว้นานแล้วก็ได้ ขอแค่เป็นน้ำนมที่เก็บอยู่ในตู้เย็นตลอดเวลา แต่ถ้าฟรีซเก็บไว้ ให้ละลายก่อนแล้วค่อยส่งมาให้เรา เพื่อจะเช็กให้แน่ใจว่านมถุงนั้นไม่แตก ส่วนสีน้ำนมจะเป็นสีอะไรก็ได้ สีสนิม สีออกเขียว ๆ เราก็รับ ยกเว้นน้ำนมที่ขึ้นราแล้ว เพราะมันจะมีผลต่อชิ้นงาน โดยเราจะขอคนละประมาณครึ่งออนซ์ หรือ 15 มิลลิลิตร
“ในส่วนของระยะเวลาการทำก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบชิ้นงานที่ลูกค้าสั่ง ถ้าเป็นงานทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ส่วนงานที่สั่งทำพิเศษก็อาจใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 30-45 วัน”
นอกจากน้ำนมที่ถูกส่งมาทำเครื่องประดับแล้ว สิ่งที่มักจะแนบมาพร้อมกับถุงน้ำนมเสมอ คือข้อความที่บอกเล่าเรื่องราวที่มีความหมายของน้ำนมแต่ละถุง
“มีเรื่องหนึ่งที่มันค่อนข้างทัชใจเรามาก ๆ คือเรื่องของน้องโกฮัง น้องเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด คลอดออกมาตอนคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน ตอนออกมาตัวเล็กมาก ๆ หนักแค่ 500 กรัม ต้องอยู่ในห้อง NICU (หออภิบาลทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต) 3 เดือน ยังกลับบ้านไม่ได้ คุณแม่น้องก็เลยปั๊มนมส่งให้โรงพยาบาล แล้วก็รอคอยทุกวันว่าลูกจะกลับบ้านได้เมื่อไร วันหนึ่งคุณแม่ก็ตัดสินใจว่าจะทำจี้ใบโคลเวอร์ให้น้อง ซึ่งมันสื่อความหมายถึงความโชคดี ความสำเร็จ ซึ่งน้ำนมที่คุณแม่ส่งมาให้เลยกลายเป็นถุงที่ปั๊มวันที่คุณหมอโทรมาบอกพอดีว่าน้องกลับบ้านได้แล้ว”

งานที่ทำให้เข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิต
เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น จากการรับทำแค่เครื่องประดับจากน้ำนมแม่ ก็เริ่มมีคนมาขอให้ทำเครื่องประดับเพื่อเก็บบันทึกความทรงจำผ่านของอย่างอื่นให้ด้วย เช่น ลูกค้าที่มาขอให้นำผงอัฐิผสมลงไปน้ำนม เพื่อทำจี้สร้อยข้อมือ แม้จะลังเลใจในช่วงแรก แต่สุดท้ายบิ๊วก็ตัดสินใจรับงานชิ้นนั้น ซึ่งเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้เธอได้มองเห็นสัจธรรมของชีวิตด้วยความเข้าใจมากขึ้น
“ตอนแรกที่มีลูกค้าติดต่อขอนำอัฐิมาสั่งทำ ยอมรับเลยว่ากลัว แต่ก็ตัดสินใจรับ เพราะจริง ๆ แล้วกระบวนการทำมันไม่ได้ซับซ้อนไปกว่ากันเท่าไร แล้วเราก็คิดว่าคนที่ตายไปแล้ว แต่มีคนเอาอัฐิของเขาส่งมาทำเป็นเครื่องประดับ เพื่อพกติดตัวตลอดเวลา ก็แปลว่าตอนที่เขามีชีวิตอยู่ เขาต้องเป็นคนดี และเป็นที่รักมากแน่ ๆ คนที่จากไปแล้ว เขาก็คงไม่รับรู้อะไรแล้ว แต่การทำสิ่งนี้ มันทำให้คนที่ยังอยู่รู้สึกดีขึ้น
“การทำชิ้นงานเหล่านี้มันทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้น ยิ่งพอเริ่มรับงานอัฐิ มันก็เห็นชัดขึ้นว่าจริง ๆ แล้วคนเราต้องตาย เหมือนเราได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการตั้งแต่เกิด เห็นความเจ็บ ความตาย เราก็จะได้เห็นว่าจริง ๆ แล้วทุกคนไม่ได้จะอยู่ยั้งยืนยงอะไร เด็กที่เพิ่งจะเกิดมาก็ตายได้ มีเรื่องอะไร ก็อย่าโกรธกันข้ามวัน เพราะมันไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปได้ตลอด”

เป็นแม่ได้ โดยไม่ต้องหายไปจากชีวิตตัวเอง
การเป็นทั้งคุณแม่ฟูลไทม์และเจ้าของธุรกิจ ทำให้หนึ่งในโจทย์ยากที่สุดคือเรื่องของการจัดการเวลา เพราะเธอต้องดูแลงานแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ออกแบบ ตรวจสอบคุณภาพน้ำนม ประสานงานกับช่าง ประกอบชิ้นงาน ตอบแชตลูกค้า ไปจนถึงแพ็กสินค้า แต่บทเรียนสำคัญที่เธอได้เรียนรู้คือ การเป็นแม่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงคนหนึ่งจำเป็นต้องละทิ้งตัวตนเดิมทั้งหมด
“การเป็นแม่คืองานมาราธอนที่ไม่มีวันลาออกได้ เป็นแล้วต้องเป็นไปเรื่อย ๆ เราเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกไปด้วยทำงานไปด้วย เมื่อก่อนเราทำงานทุกวัน แต่เราตั้งใจว่า 2 ปีแรกก่อนที่น้องจะเข้าโรงเรียน เราจะเต็มที่กับเขาให้ได้มากที่สุด
“เพื่อนสนิทที่เขามีลูกโตแล้วเคยเตือนเราว่า ถึงแม้เราจะเป็นแม่ แต่ก็อย่าทิ้งตัวตนของตัวเองเด็ดขาด เพราะถ้าเราไม่มีสเปซส่วนตัว แล้วทุ่มให้กับลูกร้อยเปอร์เซ็นต์ วันหนึ่งที่ลูกโตขึ้น แล้วไปมีชีวิตของตัวเอง เราจะหันกลับมามองตัวเองแล้วเห็นว่าเราไม่เหลืออะไรอยู่เลย ทั้งสังคม เพื่อน ความชอบ หรือแม้กระทั่งตัวตน
“อนุญาตให้ตัวเองได้ออกจากบ้านไปชอปปิ้ง ไปเจอเพื่อน ไปสูดอากาศข้างนอก ไปดึงพลังงานใหม่ ๆ กลับมา ไปทำสิ่งที่เราชอบโดยไม่รู้สึกผิดบ้าง เพราะมันจะทำให้เรามีพลัง แล้วกลับมาเลี้ยงลูกได้ดีกว่าเดิม เพราะถ้าแม่ไม่มีความสุข บรรยากาศในบ้านก็จะไม่ดี แล้วลูกก็จะไม่แฮปปี้ตามไปด้วย”

เก็บบางอย่างไว้เพื่อไปต่อ
“ตอนแรกที่เริ่มทำจี้น้ำนมแม่ เราก็รู้สึกแค่ว่าเราอยากทำให้ลูกสาว แต่พอทำงานนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็ตกตะกอนได้ว่า งานของเราได้เป็นตัวช่วยของหลาย ๆ ครอบครัวที่เขามูฟออนจากการให้นมแม่ไม่ได้ เคยมีคุณพ่อคนหนึ่งทักเข้ามาสั่งทำจี้ให้ภรรยา เขาเล่าว่าภรรยาเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด แต่ปฏิเสธที่จะกินยารักษาตัว เพราะถ้ากินยาแล้วจะไม่สามารถให้นมลูกได้ ก็เลยยอมทน เพื่อให้ลูกได้กินนมแม่ต่อ เขาก็เลยสั่งทำจี้น้ำนมแม่ให้เป็นของขวัญกับภรรยา เพื่อบอกภรรยาว่า ‘คุณทำดีที่สุดแล้ว กลับมารักษาตัวเองได้แล้ว’ เราก็เลยรู้สึกว่าชิ้นงานของเรามันช่วยปลดล็อกความรู้สึกผิดที่อยู่ในใจ และทำให้คุณแม่สามารถก้าวต่อไปได้
“เราเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่เริ่มทำสิ่งนี้ในประเทศไทย เราพัฒนาแบบ พัฒนาวิธีการทำ ลองผิดลองถูกมาเยอะ ทั้งเรื่องวัสดุ วิธีเก็บรักษาน้ำนมให้ออกมามีสีสันสวยงาม และคงคุณภาพไว้ได้ในระยะยาว แต่พอแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก เราก็เริ่มเห็นสินค้าแบบเดียวกันที่ทำโดยแบรนด์อื่นมากขึ้น ช่วงแรกยอมรับว่ามันกระทบจิตใจ แล้วก็ทำให้รู้สึกท้อเหมือนกัน เพราะเราตั้งใจมาก ๆ เราทุ่มสุดตัวกับมัน แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เรายังไปต่อ คือการที่เราตระหนักได้ว่าสิ่งที่เป็นความแตกต่างจริง ๆ ไม่ใช่สินค้า แต่เป็นความใส่ใจ เป็นพลังงานบางอย่างที่เราใส่ลงไป ทำให้งานของเรามีซิกเนเจอร์ซ่อนอยู่ แล้วลูกค้าก็ยังเลือกสั่งกับเรา มันมีบางอย่างที่ทำให้เราเชื่อว่าคนอื่นจะเลียนแบบไม่ได้”

สิ่งแทนความทรงจำที่สร้างจากความไว้วางใจ
ตลอดระยะเวลา 3 ปี House of Gems BKK ได้ทำหน้าที่บันทึกความทรงจำและเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านชิ้นงานมามากกว่า 2,000 ชิ้น และตั้งใจเป็นเพื่อนร่วมทางของคุณแม่มือใหม่ทุกคนให้ผ่านพ้นสเตปเริ่มต้นของการเลี้ยงลูกไปให้ได้อย่างมีความหมายและความสุข
“หัวใจสำคัญในการทำชิ้นงานให้กับลูกค้า คือความสบายใจ เราอยากให้ลูกค้าอุ่นใจ เพราะน้ำนมมันเป็นสิ่งที่เขาหวงแหน กว่าจะปั๊มออกมาได้ก็ไม่ง่าย ลูกค้าบางคนเขาอยากทำเครื่องประดับกับเรา แต่เขามีน้ำนมเหลืออยู่ถุงเดียว เขาก็ขับรถมาหา เอามาส่งให้เราถึงมือ เพราะเขากลัวมันหาย มันแตกระหว่างทาง
“งานของเราจึงเป็นงานที่อาศัยความเชื่อใจจากลูกค้ามาก ๆ ทั้งที่เราไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ และเขาต้องส่งของที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่ากับเขามาก ๆ มาให้เรา ดังนั้น เราจึงต้องรักษาคุณภาพและความซื่อสัตย์ไว้เสมอ น้ำนมที่ใช้ทำจี้ จะไม่มีการสับเปลี่ยน ไม่มีการเอาของคนอื่นไปแทน งานของใครก็ต้องใช้น้ำนมของคนนั้น ถ้าเกิดความผิดพลาด เราจะขอให้ลูกค้าส่งมาให้ใหม่
“จริง ๆ เราก็ไม่ได้คิดว่าแบรนด์จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่เราก็ยังไม่ได้มองว่าตัวเองสำเร็จขนาดนั้นเหมือนกัน ตอนนี้มันเป็นเรื่องของระหว่างทางมากกว่า ที่เราได้เห็นรอยยิ้ม ได้รับคำขอบคุณจากคนเป็นแม่ด้วยกัน ซึ่งมันเติมเต็มแพสชันของเรามาก”
‘น้ำนมแม่’ มีคุณค่า แต่ไม่ใช่เครื่องวัดคุณค่าของความเป็นแม่
จากความเสียดายน้ำนมในวันนั้น ได้พาให้บิ๊วมาเจอกับเรื่องราวของคนเป็นแม่อีกมากมายนับไม่ถ้วน และทำให้เธอเข้าใจว่า เบื้องหลังน้ำนมแม่ไม่ได้มีแค่ความรัก แต่ยังเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ความพยายาม และเรื่องราวที่แตกต่างกันของแม่แต่ละคน
“น้ำนมทุกถุงที่ลูกค้าส่งมา เราเชื่อว่ามันมีเรื่องราวของความพยายามและการฝ่าฟันอุปสรรคของแต่ละคนซ่อนอยู่ จริง ๆ เราก็ไม่ได้บอกให้เขาเขียนมาให้ แต่อยู่ ๆ ก็กลายเป็นเหมือนประเพณีที่ทุกคนจะเขียนเล่าเรื่องของตัวเองแนบมากับถุงน้ำนมด้วย หรือบางคนก็จะเขียนติดไว้ว่าน้ำนมถุงนี้เป็นถุงที่เท่าไร ปั๊มออกมาวันไหน เวลาไหน”
ถึงแม้ว่าแม่แต่ละคนจะมี KPI ที่ตั้งไว้ในใจของตัวเองว่าอยากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นานแค่ไหน ซึ่งบางคนก็สามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจ แต่บางคนอาจมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ต้องหยุดให้นมเร็วกว่าที่คิดไว้ แต่ไม่ว่าเส้นทางนี้มันจะเป็นแบบไหน คุณค่าของการเป็นแม่ก็ไม่ควรถูกวัดด้วยปริมาณน้ำนม ระยะเวลาให้นม หรือการเลี้ยงลูกที่สมบูรณ์แบบ เพราะการเป็นแม่คือการเดินทางที่ยาวนาน และคนเป็นแม่ก็ไม่ควรจะลืมดูแลตัวเองเช่นกัน
ความหมายของเครื่องประดับจากน้ำนมแม่จึงไม่ใช่เพียงการเก็บรักษาความทรงจำของช่วงเวลาในการเริ่มต้นในการเลี้ยงลูก แต่ยังเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้แม่ได้บอกตัวเองว่า ไม่ว่าเส้นทางของการเป็นแม่จะเป็นแบบไหน ทุกความพยายามที่ผ่านมานั้นก็มีความหมายเสมอ
