ชิตประชา ทองศิริ ครูแห่งวงการเทนนิสที่สอนฟรีมานานกว่า 32 ปี ปั้นเด็กติดลบสู่นักกีฬาทีมชาติ

“ถ้าผมไปรับสอนตามอะคาเดมี เก็บเงินชั่วโมงละพัน สอนมาสามสิบกว่าปี ป่านนี้ก็คงมีเงินเป็นล้าน ๆ แล้ว แต่ผมไม่ไปหรอก

“ผมอยากอยู่สอนเด็กที่นี่มากกว่า อยากให้โอกาสเด็กในท้องถิ่นที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสเล่นกีฬาและเรียนรู้เหมือนคนอื่น”

มนุษย์ต่างวัยเดินทางไปที่นครปฐมเพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามเทนนิสเทศบาลนครนครปฐม ถ.สวนตะไคร้ เพื่อพูดคุยกับอาจารย์พ่อหรือ อาจารย์ชิตประชา ทองศิริ วัย 79 ปี ครูสอนเทนนิส ที่ตั้งใจสอนให้เด็ก ๆ ฟรีมานานกว่า 32 ปี

ด้วยความเชื่อว่ากีฬาไม่ควรเป็นเรื่องไกลตัวของเด็กที่ขาดทุนทรัพย์ ทุกวันอาจารย์จะเริ่มสอนหลังเด็กเลิกเรียน ตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึงราว 2 ทุ่ม ส่วนวันอาทิตย์เปิดสอนให้ผู้ใหญ่ ขณะที่ลูกศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดในสนามมีเพียง 6 ขวบ

จากเด็กหลายคนที่เริ่มต้นโดยแทบไม่มีพื้นฐาน อาจารย์ค่อย ๆ สอนให้รู้จักร่างกายของตัวเอง ฝึกวินัย และกล้าที่จะพัฒนาต่อไป จนวันนี้ มีลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยเติบโตจากสนามเล็ก ๆ แห่งนี้ ไปเป็นนักกีฬาทีมชาติ ลงแข่งขันในเวทีระดับโลก และคว้าแชมป์เยาวชน

แต่สำหรับอาจารย์ชิตประชา ความสำเร็จไม่ได้วัดจากถ้วยรางวัลเพียงอย่างเดียว เพราะแค่เด็กคนหนึ่งแข็งแรงขึ้น มีเพื่อนมากขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ก็เป็นรางวัลที่มีค่าพอจะทำให้ครูวัย 79 ปียังอยากอยู่ข้างสนามทุกวัน

จุดเริ่มต้นของการเป็นครูผู้ให้  

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก อาจารย์ชิตประชาไม่ได้เติบโตมากับการเป็นนักกีฬาเยาวชน หรือมีโอกาสใกล้ชิดกับกีฬา เขาเป็นเด็กธรรมดาจากครอบครัวกรรมกรที่ไม่มีโอกาสเล่นกีฬา

“เมื่อก่อนครอบครัวเราเป็นกรรมกร ไม่มีอุปกรณ์กีฬาซักชิ้น ไม้เทนนิสไม่ต้องฝันเลย เตะต้นกล้วย เตะกระสอบทราย พอเข้ามัธยมก็ได้เล่นบาสเกตบอล แชร์บอล แฮนด์บอล ก็พอมีพื้นฐานด้านการเล่นกีฬาบ้าง จนสอบเข้าสถาบันพละศึกษา จ.ยะลา ได้เรียนรู้การเล่นกีฬาหลายอย่าง เคยได้แชมป์เยาวชนกีฬายูโดด้วยนะ

“จนกระทั่งเรียนจบมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าอยากเป็นครู เริ่มเป็นครูสอนที่สถาบันพละศึกษา ตั้งแต่ปี 2516 ตอนนั้นเขาให้สอนวันละ 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ใช้เวลาว่างจากการสอน มาเล่นกีฬา ช่วงนั้นได้ลองเล่นเทนนิส ได้ฝึกฝนจนได้เริ่มแข่งจริงจัง รู้สึกชอบกีฬานี้ หลังจากนั้นก็มีคนนั้น คนนี้มาให้สอน ลูกศิษย์คนแรกที่สอนคือลูกสาวตัวเอง ที่ตอนนี้อายุ 50 ปีแล้ว

กว่า 32 ปีของการส่งต่อโอกาส

“จากวันนั้นที่ผมแทบไม่มีโอกาสแม้แต่จะซื้อไม้เทนนิสสักอัน  ต้องอาศัยยืมของคนอื่นมาใช้เสมอ ถึงวันนี้เมื่อเรามีโอกาสแล้ว ก็อยากส่งต่อโอกาสนั้นให้คนอื่นบ้างก็เลยสอนฟรีโดยไม่เคยเก็บเงินเลย”

ความตั้งใจแน่วแน่ของอาจารย์ชิตประชา คือการขยายโอกาสให้เด็ก ๆ ที่ขาดแคลนได้เข้าถึงกีฬา โดยเฉพาะเทนนิส ซึ่งเป็นกีฬาที่มีค่าใช้จ่ายทั้งอุปกรณ์ สนาม และการฝึกสอน ยิ่งสนามตั้งอยู่ในพื้นที่ปริมณฑล เด็กจำนวนมากที่เข้ามาฝึกจึงไม่ได้มีพื้นฐานด้านกีฬา ไม่สะดวกเดินทางเข้าเมือง หรือไม่มีทุนทรัพย์มากพอจะเรียน

“ผมอยากสอนเด็ก อยากให้โอกาสเด็กในท้องถิ่นที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสเล่นกีฬาและเรียนรู้เหมือนคนอื่น เริ่มสอนที่สนามเทศบาลนครนครปฐม มาเป็นเวลา 32 ปีแล้ว

“เด็กที่มาเรียนที่นี่ไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ เพื่อไปเรียนแค่ชั่วโมงเดียว แล้วก็ต้องรีบกลับ แต่ถ้ามาเรียนกับผม เขามาได้ตั้งแต่ 4 โมงครึ่งถึง 2 ทุ่ม และไม่ต้องเสียค่าเรียน ถ้าไปเรียนข้างนอกครั้งหนึ่งค่าใช้จ่ายเยอะมาก ค่าสอนชั่วโมงละ 500 บาท ค่าสนามอีก 200 บาท ยังมีค่าลูกบอลและค่าเดินทาง รวม ๆ แล้วเกือบ 1,000 บาทต่อครั้ง แล้วครอบครัวระดับกลางจะมีเงินให้ลูกเรียนได้บ่อยแค่ไหน”

ตารางสอนของอาจารย์ชิตประชาไม่ได้ตายตัว เพราะเด็กที่เข้ามาในแต่ละวันมีทั้งคนเก่าและคนใหม่ วันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์ เป็นเวลาของกลุ่มเด็กเล็ก มักเริ่มซ้อมช่วง 5 โมงเย็นหลังเด็ก ๆ เลิกเรียน ส่วนวันศุกร์จะเน้นฝึกเข้มข้นให้กลุ่มนักกีฬาที่มีโปรแกรมเดินทางไปแข่งขัน จะเริ่มสอนตั้งแต่ราว 4 โมงครึ่งหรือ 5 โมง ไปจนถึงประมาณ 2 ทุ่ม

และวันเสาร์ อาทิตย์ อาจารย์จะอยู่ที่สนามตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่ายโมง ใครอยากเรียนและติดต่อเข้ามา เขาก็พร้อมสอนให้ฟรี

“ผมได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลนครนครปฐม ในการใช้สถานที่สอนและมีหน่วยงานที่มาสนับสนุนไม้เทนนิสและรองเท้าให้เด็ก ๆ ได้ใช้เรียนจาก Racket sport-แรคเก็ต สปอร์ต เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ ที่มาที่นี่มาแต่ตัวไม่ต้องเสียอะไรเลย นอกจากเหงื่อ

“อุปกรณ์การฝึกบางอันผมก็ DIY เอาเอง เช่น แท่นฝึกซ้อมวงสวิงทำจากยางรถยนต์เก่า เอาลูกเทนนิสมาผูกไว้ เพื่อใช้สอนท่าทางและวงสวิงที่ถูกต้อง ให้เด็ก ๆ ฝึกตีก่อนจะได้ตีลูกจริงในสนาม

สอนเทนนิสไม่ใช่แค่ให้ตีลูกข้ามตาข่าย แต่เป็นการสอนให้เด็ก ๆ รู้จักร่างกายของตัวเอง มีวินัย และเชื่อว่าตัวเองทำได้

สำหรับอาจารย์ชิตประชา เขาเลือกเรียกตัวเองว่า “ครู” มากกว่า “โค้ช” เพราะในความหมายของเขา โค้ชอาจช่วยขัดเกลาทักษะของคนที่เล่นเป็นอยู่แล้ว แต่ครูต้องเริ่มต้นจากการพาเด็กคนหนึ่งก้าวข้ามจุดที่ยังทำอะไรไม่ได้เลย

“ที่นี่ผมไม่ได้เรียกตัวเองว่า ‘โค้ช’ แต่เรียกว่า ‘ครู’ เพราะการสอนกีฬาต้องมีวิธีสอน ไม่ใช่แค่เราเล่นเป็นแล้วจะสอนได้ เหมือนครูคณิตศาสตร์ก็ต้องรู้ว่าจะสอนเด็กให้เข้าใจคณิตศาสตร์อย่างไร

“ครูนี่มันต้องเริ่มสอนจากศูนย์ จากที่เด็กเล่นไม่เป็น เราจะทำยังไงให้เขาเล่นได้ดี และคำว่า ‘ดี’ สำหรับเด็กที่เพิ่งเริ่มเรียน ไม่สามารถเอามาตรฐานของคนที่เล่นเป็นแล้วไปวัดได้อีก ฝึกมากก็ได้มาก ฝึกน้อยก็ได้น้อย แต่ต้องฝึกให้ถูกวิธี เด็กถึงจะพัฒนาได้

“เด็กส่วนใหญ่ที่มาฝึกที่นี่ เริ่มต้นจากศูนย์ บางคนอาจเรียกได้ว่าติดลบด้วยซ้ำ เคยเห็นเด็กวิ่งจากประตูเข้ามาถึงสนามแล้วล้มถึง 3-4 ครั้งไหม เราฝึกเด็กตั้งแต่ที่ไม่มีพื้นฐานเลย ทุกขั้นต้องอาศัยความเข้าใจในร่างกายของเด็ก และความอดทนของครู ที่ต้องมีมากพอจะรอให้เด็กค่อย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

“ไม่ได้สอนแค่ให้วิ่งไปหวดลูก แต่สอนเข้าใจถึงหลักกายภาพและการเคลื่อนไหวร่างกายที่ถูกต้อง ว่าควรวิ่งอย่างไรเพื่อรักษาการทรงตัวให้มั่นคง และควรสเต็ปเท้าแบบไหน

“ความยากของการสอนเด็กอยู่ที่การสื่อสาร เด็กเล็กยังมีความแข็งแรงและพัฒนาการทางความคิดไม่เท่าผู้ใหญ่ จึงทำความเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้ยากกว่า ขณะที่เด็กโตหรือผู้ใหญ่จะเข้าใจแนวคิดต่าง ๆ ได้เร็วกว่า

“เพราะฉะนั้น การสอนเด็กจึงต้องย้ำคิด ย้ำทำ ให้ได้ลงมือปฏิบัติจริงเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ อีกเรื่องสำคัญคือความแตกต่างระหว่างบุคคล แม้เด็กจะอายุเท่ากัน แต่ความสามารถในการเคลื่อนไหว การทำความเข้าใจ และทักษะด้านภาษาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ครูจึงต้องปรับวิธีสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน หาทางให้เขาเข้าใจและเล่นได้ นี่คือความท้าทายของการสอนเด็ก”

“ทำให้ผมไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นโค้ชเลย ผมใช้วิธีการสอนแบบเป็นครู”

ภูมิใจในตัวเด็กทุกคน แม้จะไม่ได้แชมป์

จากเด็กที่เคยเริ่มต้นฝึกในสนามแห่งนี้ หลายคนเติบโตไปสร้างชื่อในเวทีแข่งขัน ทั้ง สรเชษฐ์ อวยพร อดีตมือ 3 ของโลกซอฟต์เทนนิส, นิการัตน์ วาทีนุกิจ แชมป์เทนนิสชายหาดระดับนานาชาติ, คู่แฝดฉัตรมณีและนภาวี จันทร์เขียว เจ้าของเหรียญทอง The 2025 World Police & Fire Games, พีระภัทร เด็ดทองหลาง แชมป์เทนนิสเยาวชนประเทศไทย และก้องภพ แซ่ลิ้ม นักเทนนิสเยาวชนที่ได้แชมป์หลายรายการ

แต่สำหรับอาจารย์ ถ้วยรางวัลไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่บอกถึงความสำเร็จของเด็ก

“ผมไม่ได้ภูมิใจแค่ตอนเด็กได้แชมป์นะ เด็กบางคนอาจไปไม่ถึงจุดนั้น แต่ถ้าเราเห็นว่าเขาเล่นกีฬาได้ แข็งแรงขึ้น เข้ากับคนอื่นได้ เราก็ภูมิใจแล้ว กีฬาทำให้เด็กได้พัฒนาตั้งหลายอย่าง อย่างแรกคือเรื่องร่างกาย  อย่างน้อยที่สุด เขาก็แข็งแรงขึ้นแน่นอน

“ต่อมาคือ EQ เรื่องอารมณ์และจิตใจ เด็กได้สนุก ได้ผ่อนคลาย ได้มีกลุ่มเพื่อน แล้วก็มีเรื่องสังคม เด็กที่เคยอยู่คนเดียว พอมาเล่นก็เริ่มมีเพื่อนสองคน สี่คน 20 คน พอไปแข่งในกรุงเทพฯ ก็ได้รู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นอีก สังคมของเขากว้างขึ้น การเล่นกีฬาต้องเคลื่อนไหว ต้องคิด ต้องวางแผน เด็กได้ใช้ทั้งร่างกายและสมอง ได้เรียนรู้มากขึ้น คิดได้มากขึ้น”

ครูวัย 79 ปี ที่ได้เรียนรู้จากเด็ก

“ผมเป็นครูสอนเด็กก็จริง แต่เด็กก็เป็นครูของผมเหมือนกัน สอนให้เราได้คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น เหมือนกระจกที่ทำให้เราเกิดแนวคิดใหม่ ๆ เรื่องการเรียนการสอน เด็กหนึ่งคนก็ทำให้เราได้เรียนรู้หนึ่งแบบ แต่ถ้ามีเด็ก 10 คน เราก็ได้เรียนรู้เหมือนมีครูเพิ่มขึ้นอีก 10 คน”

แม้อาจารย์ชิตประชาจะอายุ 79 ปีแล้ว แต่อาจารย์ยังคงวิ่งได้ทั่วสนาม คอยส่งลูกให้เด็ก ๆ ฝึกเสิร์ฟและตีเทนนิสได้อย่างคล่องแคล่ว ทุกจังหวะการเหวี่ยงแขนยังเต็มไปด้วยพลัง จนแทบไม่รู้สึกว่านี่คือคนในวัย 79 ปี

“การสอนเด็กมันทำให้เรา Active อยู่ตลอด ได้วิ่ง ได้ขยับ ได้คิด ร่างกายเราก็แข็งแรงไปด้วย มีหลายคนถามผมว่า ทำไมอายุมากแล้วยังแข็งแรง ก็เพราะเด็ก ๆ ที่สนามนี่แหละช่วยไว้ ทำให้เราได้วิ่ง ได้ตะโกน ได้สอน ได้ค้นคว้า แต่ถ้าเราหยุดเมื่อไร เราก็เฉา พอเฉา โรคมันก็มา

“มันไม่ใช่ว่าสนุกนะ ผมใช้คำว่าเพลิดเพลิน เพลิดเพลินกับการเรียนการสอน ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม เราอยู่ตรงนี้ได้ทุกวัน แสดงว่ามันเป็นความเคยชิน เป็นกิจวัตรไปแล้ว เราไม่ได้สอนเพื่อแลกเงิน ถ้าสอนเพื่อเงิน เราก็คงคิดแต่ว่าเมื่อไรจะหมดชั่วโมง”

การสอน = ความสุข

“ถ้าผมไปรับสอนตามอะคาเดมี เก็บเงินชั่วโมงละพัน สอนมาสามสิบกว่าปี ป่านนี้ก็คงมีเงินเป็นล้าน ๆ แล้ว แต่ผมไม่ไป

“สำหรับผม การมาสอนเด็กคือการพักผ่อนและการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่ง การไปเที่ยวอาจมีความสุข แต่พอกลับมาก็เหนื่อย ขณะที่การสอนเด็ก แม้จะเหนื่อยเหมือนกัน แต่กลับบ้านแล้วผมรู้สึกอิ่มใจ เพราะได้เห็นพัฒนาการของเด็ก ได้เห็นพวกเขาเติบโต

“ผมอยากใช้กีฬาเป็นสื่อและสะพานให้เด็กได้เรียนรู้ รวมถึงต่อยอดไปสู่การทำงานในอนาคต หากเด็ก 100 คน มีสัก 10 คนที่นำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ต่อได้ ผมก็ถือว่าคุ้มค่า

ผมอาจไม่มีเงินเป็นแสนเป็นล้านไปทำบุญ แต่ผมทำบุญด้วยความรู้ที่มี ส่งต่อให้เด็ก ๆ และเมื่อเห็นพวกเขาทำได้ พัฒนาตัวเอง หรือปรับพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น นั่นคือความสบายใจและความสุขของผม

Credits

ผู้เขียน

  • Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ