‘มานะซาวร์โดว์’ ชีวิตใหม่ของอดีตผู้ป่วยสโตรก ที่เชื่อว่าตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ชีวิตก็เริ่มใหม่ได้เสมอ

“ช่วงอายุประมาณ 47 ปี ผมป่วยเป็นสโตรก อยู่ ๆ ก็มีอาการพูดไม่ชัด หลอดเลือดฝั่งซ้ายตีบแบบ 100% ร่างกายซีกขวาอ่อนแรงไปหมด วินาทีที่อยู่ในห้อง ICU รู้สึกดิ่งมาก คนที่เคยเอาชนะความกลัวมาสารพัด วันนั้นกลัวตายที่สุด

“สิ่งที่ทำให้รอดชีวิตและไม่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงก็คือการที่ผมชอบเล่นเวทเทรนนิ่ง หมอบอกว่ากล้ามเนื้อที่ผมสร้างไว้ มันไปช่วยสร้างเส้นเลือดฝอยขึ้นมาบายพาสเส้นเลือดหลักที่ตีบไปแล้ว ถึงร่างกายจะรอดมาได้ แต่ใจผมพังมาก ผมเป็นแพนิกอยู่เป็นปี

“จนกระทั่งวันหนึ่ง แฟนผมเขาซื้อหนังสือสอนทำขนมปังซาวร์โดว์มา ผมเห็นเขาไม่มีเวลาทำ ประกอบกับตอนนั้นผมป่วย ไปเที่ยวไหนก็ไม่ได้ ผมเลยหยิบมาอ่านแล้วตัดสินใจไปลงเรียนเพื่อมาซัปพอร์ตแฟน”

นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชีวิตของ ‘มานะ อำพล’ ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในวัยใกล้ 50 ปี เพื่อเปลี่ยนวิกฤตชีวิตจากการเจ็บป่วยให้กลายเป็นโอกาสในการเริ่มต้นเส้นทางชีวิตใหม่ ด้วยการไปเรียนทำขนมปังซาวร์โดว์ จนค่อย ๆ ตกหลุมรักขนมปังก้อนกลม ที่คืนเวลาและความสุขให้กับชีวิตอีกครั้ง จนในที่สุดเขาก็ได้เป็นเจ้าของร้าน ‘มานะซาวร์โดว์’ และเปิดเวิร์กช็อปเล็ก ๆ เพื่อส่งต่อความรู้และความสุขในการทำขนมปังซาวร์โดว์ให้กับผู้คนที่สนใจ ได้มาเรียนรู้และสัมผัสเสน่ห์ของซาวร์โดว์ไปด้วยกัน

แม้การเริ่มต้นใหม่ในวัยนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน แต่มานะกลับบอกว่า “ผมไม่เคยรู้สึกว่าช่วงวัยแต่ละช่วงมันมีอะไรน่ากลัว ผมอยากทำอะไรผมก็ทำ ตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกเหมือนผมอายุ 20 ผมยังมีฝันแบบเด็ก ๆ ผมก็เลยไม่ได้กลัวอะไร เพียงแค่ผมรู้ว่ากรอบของตัวเองอยู่ตรงไหน

“ผมเลยต้องไปเรียนทำซาวร์โดว์ เพราะผมจะไม่เสียเวลากับการลองผิดลองถูกเยอะ ผมไปเรียนก่อน แล้วค่อยมาลองผิดลองถูกอีกที เพราะกฎ กติกา มันจะทำให้ผมเติบโตได้เร็วขึ้น ถ้าเราไม่รู้ว่ากรอบอยู่ตรงไหน เราจะบอกว่าเรานอกกรอบไม่ได้”

ชีวิตใหม่ที่ได้จากซาวร์โดว์

“เราไม่ได้อยู่ในวงการ ตอนไปเรียนมันก็ยาก เพราะทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หมดเลย พอเรียนเสร็จก็เบรกไปสักพัก เพื่อตั้งสติ แล้วก็เริ่มทดลองทำ ตอนนั้นมันก็ออกมาสวยตั้งแต่ก้อนแรก แต่ผมไม่เข้าใจมันเลย ไม่เข้าใจว่าขนมที่ดีมันเป็นแบบไหน การอบที่ดีเป็นอย่างไร เอาอะไรมาจับกับอะไรถึงจะออกมาดี

“ผมก็เลยทดลองทำทุกวัน วันละ 6 ก้อน ทำอยู่ประมาณ 3-4 เดือน ออกกำลังกายเสร็จ ก็เข้าห้องอบขนมทุกวัน โดยไม่มีวันหยุด เพราะส่วนหนึ่งต้องทำกินเองด้วย ค่อย ๆ ทำทีละลูก ลองกรีด ลองหมักแบบโน้นแบบนี้

“การทำซาวร์โดว์มันต้องใช้สติ สมาธิเยอะมาก เราต้องโฟกัสทุกอย่างไปที่การทำขนม เวลามันฟูเราก็มีความสุขกับมัน เวลามันไม่ฟูเราก็แอบมีทุกข์กับมันเล็ก ๆ แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาทำมันให้ได้ มันทำให้เราลืมทุกอย่างที่เราแพนิกไป ถ้ามันคิดขึ้นมาเราก็กลับมาคิดถึงขนม ใจเราอยากไปทำขนมให้มันดี มันก็เลยลืมเรื่องแพนิกไป ยิ่งมีคนมาชอบขนมเรา ก็ยิ่งอยากทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ”

จากการทำขนมปังเพื่อช่วยเยียวยาจิตใจ ซาวร์โดว์ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และพาให้เขากลับมาค้นพบความสุขในแบบที่ตัวเองต้องการอีกครั้ง

“ซาวร์โดว์มันให้ชีวิต มันทำให้ชีวิตผมลงตัวในแบบที่อยากได้ เพราะมันให้เวลากับเรา เวลาทำซาวร์โดว์ เราต้องรอมัน แล้วระหว่างรอมันก็เป็นเวลาที่มีค่ามาก ๆ เราก็เอาช่วงเวลาที่รอไปทำอย่างอื่น มันก็เลยกลายเป็นว่าเราได้เวลากลับคืนมาอย่างมหาศาล”

ลดเครียด กินดี ออกกำลังกาย 3 หลักใหญ่ในการสร้างสมดุลสุขภาพ

“ทุกวันนี้ผมกลับมายึดมั่นในหลักการใช้ชีวิต 3 อย่าง อันดับแรกคือเรื่องของการจัดการความเครียด ความกังวลต่าง ๆ ซึ่งผมสามารถจัดการมันได้เร็วขึ้น คนเรามันต้องเครียด ต้องเจอปัญหา แต่ทั้งนี้มันเกิดจากการฝึก ผมไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร แต่ผมจะทำวันนี้ให้ดีและมีความสุขที่สุด

“สองคือเรื่องอาหารการกิน ผมกินแต่อาหารที่เป็น Whole food หรืออาหารที่ใกล้ธรรมชาติมากที่สุด ไม่กินอาหารแปรรูป กินฟักทองต้ม กินผัก น้ำจิ้มนี่ไม่ต้องคุยกันเลย และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมทำซาวร์โดว์

“สามคือเรื่องการออกกำลังกาย ซึ่งจริง ๆ มันเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว แต่เมื่อก่อนเราลำดับความสำคัญมันผิด เราพักผ่อนน้อย แล้วก็ลุยหนักไปหน่อย จริง ๆ แล้วการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ ผมจะให้ความสำคัญกับมัน 2 แบบ คือ เวทเทรนนิ่ง หรือการสร้างกล้ามเนื้อ เพราะพอคนเราอายุมากขึ้น กล้ามเนื้อมันจะเริ่มหาย เราก็เลยพยายามทำให้ได้ประมาณ 70% ส่วนอีก 30% เป็นเรื่องของการคาร์ดิโอและการยืดเหยียด ที่จะทำให้เรารู้สึกว่าร่างกายเราดีขึ้น

“ถ้าพูดถึงความมั่นคงในตอนนี้ ผมคงคิดเรื่องเดียวคือเรื่องสุขภาพ เพราะวันที่อยู่ในห้อง ICU เราเห็นว่าไม่มีอะไรสำคัญเท่าสุขภาพแล้ว เพราะถ้าเราตายหรือติดเตียงไปในวันนั้น เราก็คงไม่มีวันนี้”

จากสิ่งเยียวยาใจ สู่รายได้ที่เลี้ยงชีวิต

“การทำซาวร์โดว์มันยากมาก แต่มันคือสิ่งที่ฉุดผมขึ้นมาจากความมืดมิดในจิตใจ ตอนแรกผมไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจเลยนะ ผมเอามันมารักษาใจผมเอง เอามาช่วยเกลาจิตใจไม่ให้มันดิ่งลงไปมากกว่านี้

“สิ่งที่ผมให้ความสำคัญในการทำซาวร์โดว์ อันดับแรกคือเรื่องของคุณภาพ ผมจะหมักค่อนข้างนาน เพื่อให้ค่าดัชนีน้ำตาลมันต่ำกว่าขนมปังทั่ว ๆ ไป ต้องย่อยง่าย และต้องใช้ส่วนผสมที่ดีด้วย

ผมอยากให้คนที่กินซาวร์โดว์ของผม ได้กินขนมปังที่อร่อย และทำลายสุขภาพน้อยที่สุด เราไม่ได้บอกว่าซาวร์โดว์เป็นขนมปังที่ดีที่สุด สุดท้ายมันก็คือแป้ง เพราะฉะนั้นกินแต่พอดี แต่การหมักที่ดี การที่เราเข้าใจขนมจริง ๆ มันทำให้ซาวร์โดว์ออกมาดีต่อผู้บริโภคมากกว่าขนมปังขาวทั่วไป

“วันที่ผมทำซาวร์โดว์ได้ แล้วลองเอาไปขาย มีลูกค้าเข้ามาหา แล้วบอกว่าช่วยสอนเขาทำหน่อย ตอนแรกก็ปฏิเสธไป ด้วยความที่เราไม่กล้า เพราะเราคิดว่าแค่ทำขนมได้ และเราก็ไม่ได้รู้สึกเก่งขนาดนั้น แต่พอคุยกันไปมาหลายครั้ง ก็เลยตัดสินใจสอนให้ จากนั้นก็เริ่มมีคนมาเรียนเรื่อย ๆ ผมจะสอนแค่คลาสละ 2 คนเท่านั้น เป็นคลาสสบาย ๆ บรรยากาศเหมือนสอนน้องหรือสอนเพื่อน เวลาสอนผมอยากให้เขาเห็นความสุขในการทำขนมเป็นหลัก พอสัมผัสถึงความสุขในการทำ รายได้มันก็จะตามมาเอง

“เราไม่ได้ทำซาวร์โดว์ เพราะมีเป้าหมายเพื่อเงิน แต่ทำเพราะมีความสุข สุดท้ายวันหนึ่งถ้าคนจะชอบซาวร์โดว์น้อยลง ก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรเราก็รักมันอยู่แล้ว แต่วันนี้ซาวร์โดว์ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีรายได้ และทำให้เราดำรงชีพได้แบบมีความสุข”

เมื่อความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ในทุกวันที่ยังมีชีวิต

“ผมไม่เคยมองว่าชีวิตช่วงไหนสำเร็จ ทุกช่วงชีวิต ผมคิดว่ามันสำเร็จทั้งหมด เพราะผมมองว่าทุกวันมันดี ถ้าผมโฟกัสแค่ว่าวันไหนสำเร็จ ผมจะรู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย

“จริง ๆ ผมเป็นคนมุทะลุ มีอีโก้สูง และติดความเพอร์เฟกต์ แต่พอเวลามันผ่านไป ผมก็รู้สึกว่าควรจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะเราเริ่มเห็นแล้วว่าชีวิตมันควรเป็นแบบไหน ทุกช่วงของชีวิตเป็นสิ่งที่เราชอบและขอบคุณมันมาก ๆ เพราะมันทำให้เรามีวันนี้”

วันนี้ความสำเร็จของเขาจึงไม่ได้หมายถึงการมีธุรกิจใหญ่โต หรือหาเงินให้ได้มากที่สุด แต่กลับเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเกือบเสียมันไปตลอด

“ความสำเร็จของผมในวันนี้คือการได้อยู่กับครอบครัว การได้อยู่กับคนที่เรารัก การได้ทำงานที่เรารัก แล้วทำให้เราดำรงชีพได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผม ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ไม่มีวันสายเกินไปที่จะเริ่มต้น ทุกอย่างมันเริ่มใหม่ได้เสมอ ดูผมสิ ผมเคยเป็นสโตรกจนเกือบเป็นผัก สภาวะจิตใจย่ำแย่ แต่ถ้าผมดิ่งลงไปวันนั้น ผมก็คงไม่มีวันนี้”

Credits

ผู้เขียน

  • Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ