มนุษย์ต่างวิ่ง ครั้งที่ 6 ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราชวนกันเดิน – วิ่ง – ล้อมวงคุยกับ “หมอแนต” พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูน ที่มาพร้อมกับบทบาทหมอ Palliative Care และนักวิ่งมาราธอน ทำให้วงคุยครั้งนี้มีประเด็นพูดคุยมากมายหลายมิติ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การสร้างวินัย การสะสมกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการคุยเรื่องการตายดี และทุกเรื่องที่ว่านี้ล้วนเกี่ยวข้องเป็นเรื่องเดียวกันมากกว่าที่คิด
สร้างวินัยให้เป็นเรื่องอัตโนมัติเหมือนการแปรงฟัน
หลายคนมักถามว่า “ทำอย่างไรให้ขยันออกกำลังกายได้ตลอด ?” หมอแนตให้คำตอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “ทำให้มันเป็นรูทีน” วินัยที่แท้จริงคือการไม่ต้องคิด เหมือนเราตื่นมาแปรงฟันโดยไม่ต้องต่อสู้กับความขี้เกียจ หมอแนตสร้างวินัยจากการฝึกซ้อมมาราธอน เพราะระยะทาง 42 กิโลเมตรบังคับให้เราต้องซ้อมเพื่อไม่ให้บาดเจ็บ
การวิ่งคือการทำสมาธิชั้นดี
สำหรับหมอแนตการวิ่งคือการทำ Mindfulness ที่ประหยัดเวลาที่สุด เป็นช่วงเวลาที่กายและใจอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องมีโทรศัพท์หรือเรื่องงานมาแทรก
กล้ามเนื้อคือต้นทุนทางสุขภาพที่ต้องรีบออม
หมอแนตย้ำว่าการเดินหรือการวิ่งเพียงอย่างเดียว “ไม่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ” และหากวิ่งหนักเกินไปโดยกินไม่ถึง กล้ามเนื้ออาจถูกสลายมาใช้แทน Weight Training คือทางรอด เราควรเล่นเวท อย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์เพื่อรักษาและสร้างกล้ามเนื้อ ในฐานะหมอ หมอแนตพบว่าคนไข้ที่มีกล้ามเนื้อจะมีต้นทุนในการฟื้นตัวดีกว่ามาก กล้ามเนื้อเปรียบเสมือนเงินสะสมที่จะถูกดึงมาใช้สร้างภูมิคุ้มกันในยามเจ็บป่วยหนัก
“อยู่ดี” และ “ตายดี” คือเหรียญสองด้านที่ต้องออกแบบเอง
ในบทบาทหมอ Palliative Care หมอแนตให้มุมมองว่าการตายดีเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล และเราควรเริ่มคุยกันตั้งแต่วันที่ยังสุขภาพดี แต่ปัญหาใหญ่ คือครอบครัวไม่เคยคุยกัน ทำให้มีการยื้อเวลา
อยากคุยกับพ่อแม่เรื่องความตายควรเริ่มยังไง
ใช้เหตุการณ์รอบตัว เช่น ข่าวเกี่ยวกับการสูญเสีย ดารา คนดังที่พ่อแม่รู้จัก หรือเวลาไปงานศพเพื่อนของพ่อแม่ เป็นจุดเริ่มบทสนทนาเพื่อถามความเห็นของพ่อแม่ว่า “ถ้าเป็นแม่ แม่มองเรื่องนี้ยังไง?” และที่สำคัญคือต้องตั้งใจฟังโดยไม่ขัดคอ
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจใหม่คือ Palliative Care ไม่ใช่การรอความตาย แต่คือการดูแลคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการรักษาโรค ช่วยควบคุมอาการให้ผู้ป่วยสบายตัวขึ้น และที่สำคัญคือช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ถึง 20-30%
ความรักไม่ได้แปลว่าต้องรักษาให้เยอะที่สุด หรือแพงที่สุด แต่คือการเคารพการตัดสินใจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย ดูแลเขาภายใต้กรอบชีวิตที่เขาปรารถนา
สุดท้ายนี้การดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่เพื่อให้อายุยืนยาว แต่เพื่อให้เรามีต้นทุนในการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพในทุกช่วงวัย และเมื่อถึงวันสุดท้าย เราจะได้จากไปอย่างสงบตามความปรารถนาของตัวเองอย่างแท้จริง















































