เราต่างอยากเห็นสังคมที่คนทุกวัยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข แต่ในความเป็นจริง การใช้ชีวิตของคนต่างวัยกลับค่อย ๆ ห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
เด็ก ๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่โรงเรียน สถาบันกวดวิชา หรืออยู่กับกลุ่มเพื่อน คนวัยทำงานใช้ชีวิตอยู่ในที่ทำงานและแยกบ้านออกมาอยู่ตามลำพัง ในขณะที่ผู้สูงอายุใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน ชมรมผู้สูงอายุ หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สิ่งเหล่านี้ทำให้โอกาสที่คนต่างวัยจะได้พบปะ พูดคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกันค่อย ๆ น้อยลงเรื่อย ๆ และเมื่อเราไม่มีประสบการณ์ตรงกับคนต่างวัยมากพอ ‘ภาพจำ’ จึงเข้ามาทำงานแทน
คนอายุน้อยอาจถูกมองว่าไม่มีประสบการณ์ ใจร้อน หรือขาดความรอบคอบ ส่วนคนอายุมากก็อาจถูกมองว่าเรียนรู้ช้า ไม่ทันโลก อ่อนแอ หรือไม่สามารถสร้างคุณค่าใหม่ ๆ ให้สังคมได้อีกแล้ว
การลดวยาคติหรืออคติแห่งวัยจึงไม่ใช่แค่การบอกให้ทุกคน ‘อย่าตัดสินกันจากอายุ’ แต่ต้องสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนต่างวัยมีโอกาสได้รู้จักกันจริง ๆ และการสร้างพื้นที่ที่ทำให้เกิด ‘การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย’ ที่ไม่ใช่แค่การให้คนต่างวัยมานั่งอยู่ในห้องเดียวกัน แต่คือการสร้างโอกาสให้แต่ละคนได้เปิดใจรับฟังประสบการณ์ มองเห็นความสามารถ และเคารพคุณค่าของกันและกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งได้อย่างเท่าเทียม

นี่คือสิ่งที่ ‘อาจารย์แต้ว’ รศ. ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความสนใจและทำงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ ‘การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย’ หรือ ‘Intergenerational Learning’ เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพื้นที่ให้คนต่างวัย ต่างกลุ่มสังคม ได้พบปะ เรียนรู้ และทำความเข้าใจกันมากขึ้น เช่น การสร้างพื้นที่ในชั้นเรียนที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกมีอำนาจมากขึ้น มีสิทธิในการร่วมออกแบบกติกา และข้อตกลงในชั้นเรียนของตัวเอง ที่ให้ผู้เรียนได้เสนอว่าอยากให้ห้องเรียนของพวกเขามีกติกาอะไรบ้าง ผ่านการทำข้อตกลงร่วมระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ซึ่งจะค่อย ๆ ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยที่ต่างกันลง
หรือการจัดโครงการห้องเรียนวัฒนธรรม ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดยออกแบบโมดูล “‘มนุษย์ป้า’ ‘เด็กสมัยนี้’ : ทำความรู้จักวยาคติ” เพื่อให้คนต่างวัยมาทำเวิร์กช็อปร่วมกันเพื่อสำรวจอคติของตัวเองที่มีต่อคนวัยต่าง ๆ และลองคิดจากประสบการณ์ของคนต่างวัยผ่านการใช้ภาพวาดการเล่าความรู้สึก และความต้องการ เพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยให้เครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานในพื้นที่ ได้นำโมดูลไปทดลองใช้ในพื้นที่ทำงานของตนเอง เช่น เครือข่ายห้องสมุดแมวหางกิ้นส์ โดยตั้งอยู่บนโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ปกครองที่เลี้ยงลูก-หลานของตนเองในชุมชน สามารถสื่อสารกันอย่างเข้าใจซึ่งกันและกันได้มากขึ้น โดยหลังจบโครงการก็มีผู้ปกครองสะท้อนมาว่าอยากเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสาร และลดการใช้คำพูดที่รุนแรงต่อลูกหลานของตัวเองมากขึ้น ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีในการเริ่มต้นลด ‘วยาคติ’ ที่เกิดขึ้นในชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการทำโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ที่ถึงแม้ว่าตัวโครงการจะมุ่งโฟกัสที่การพัฒนาศักยภาพ ‘ครู’ แต่ก็เป็นการเปิดพื้นที่ให้ครูได้มีโอกาสกลับมาสำรวจอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และฝึกเครื่องมือการสื่อสารเพื่อความเข้าใจเด็กนักเรียนของตนเองมากขึ้นด้วย
เพราะเมื่อเราเข้าใจกันมากพอ ‘อายุ’ ก็จะไม่กลายเป็นเส้นแบ่งที่นำไปสู่การเหมารวม การเลือกปฏิบัติ หรือการกีดกันใครออกจากโอกาสและสิทธิที่พึงมี เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีคุณค่าและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม

เพราะสังคมเปลี่ยนไว ช่องว่างระหว่างวัยยิ่งกว้างตามไปด้วย
จุดเริ่มต้นความสนใจของอาจารย์แต้วมาจากประสบการณ์ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือการเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกับผู้สูงอายุมาตั้งแต่เด็ก อีกด้านหนึ่งคือการเรียนครูและมีโอกาสได้ลงพื้นที่ฝึกสอน จนทำให้เห็นปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ทั้งปัญหาความรุนแรง ปัญหายาเสพติด และปัญหาครอบครัว
ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า การแก้ปัญหาเฉพาะที่ตัวเด็กอาจไม่เพียงพอ เพราะปัญหาหลาย ๆ อย่างล้วนเชื่อมโยงกับครอบครัว ชุมชน และโครงสร้างของสังคม เธอจึงตัดสินใจศึกษาต่อทางด้านสังคมศาสตร์และประชากรศาสตร์ และได้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทยมาตั้งแต่ราว 20 ปีก่อน ปัญหาที่สังคมไทยต้องรับมือไม่ใช่แค่จำนวนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงระยะห่างระหว่างคนแต่ละรุ่นที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วย
“ทุกวันนี้ช่องว่างระหว่างวัยมันห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อย ๆ การเข้ามาของเทคโนโลยีทำให้ค่านิยมของคนในสังคมเริ่มเปลี่ยน ทำให้เกิดอาชีพใหม่ และความเชื่อที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาของ Generative AI ที่ทำให้คนที่เกิดห่างกันแค่ 5 ปี ก็เริ่มมีความคิด ความเชื่อที่ต่างกันแล้ว นอกจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เรื่องของโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนจากครอบครัวขยายไปสู่ครอบครัวขนาดเล็ก และการมีวิถีชีวิตแบบเมือง ก็ทำให้คนต่างวัยมีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกันน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันคนแต่ละยุคยังเติบโตมากับ ‘คุณค่า’ คนละชุดด้วย
“คนรุ่นหนึ่งอาจถูกสอนให้อดทนและรอคอย ขณะที่คนอีกยุคเติบโตมากับโลกที่สามารถหาข้อมูลแทบทุกอย่างได้ภายในไม่กี่วินาที หรือคนรุ่นพ่อแม่เราอาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงและส่วนรวม ขณะที่คนรุ่นใหม่อาจให้คุณค่ากับเรื่องของอิสรภาพและการเลือกชีวิตด้วยตัวเองมากกว่า”

ความต่างไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการเอาคุณค่าที่เรายึดไปตัดสินคนอื่น
จริง ๆ แล้วความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อเราใช้คุณค่าของตัวเองไปตัดสินอีกฝ่าย โดยที่ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจว่าเขาเติบโตมาในโลกแบบไหน
อาจารย์แต้วบอกว่า “อคติเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ และการเหมารวมก็เกิดขึ้นในหัวเราตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่เราต้องรู้และเท่าทันก่อนว่าเรากำลังรังเกียจหรือไม่พอใจอยู่หรือเปล่า ยอมรับมันก่อน ไม่ใช่ปฏิเสธตลอดว่าเราไม่มีความคิดแบบนั้น และถ้ามีความคิดเหมารวมเกิดขึ้น เราก็ต้องเข้าใจที่มาของมันก่อนว่าเราคิดแบบนั้นเพราะอะไร รู้ให้ทันว่าความคิดที่เกิดขึ้นมาจากไหน”
“เพราะแม้แต่ความปรารถนาดีก็สามารถนำไปสู่การเกิดอคติและการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุได้เช่นกัน เช่น ลูกหลานเป็นห่วง กลัวว่าถ้าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายออกจากบ้านไปแล้วจะไปหกล้มหรือเกิดเรื่องไม่ดีนอกบ้าน ซึ่งจริง ๆ แล้วเราตัดสินใจเรื่องพวกนี้กันเร็วมาก มันเป็นอคติจากความคิดและความรู้สึก ในหัวมันตัดสินไปแล้วว่าอายุเยอะ ยังไงก็ต้องล้มแน่นอน เราอาจรู้สึกว่าเราปรารถนาดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไปจำกัดการทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ”
“สุดท้ายสิ่งที่เรากลัวจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องของความคิดและความรู้สึก แต่เรากลัวการเลือกปฏิบัติ และกลัวว่าคนในสังคมจะมองว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติ โดยทำไปโดยไม่รู้เลยว่ามันไม่ถูกต้อง เช่น การกีดกันไม่ให้ผู้สูงอายุเข้าทำงาน การปฏิเสธการรักษา หรือแม้แต่การใช้คำพูดลดทอนคุณค่าของผู้สูงอายุในครอบครัว”

เมื่อภาพจำของ ‘ความชรา’ ถูกตีค่าเป็น ‘ความอ่อนแอ’
“โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มักจะกลัว ‘ความตาย’ และมนุษย์ก็สามารถที่จะจินตนาการถึงอนาคตได้ เรารู้ว่า ‘ความแก่’ คือช่วงรอยต่อที่ใกล้กับ ‘ความตาย’ นั่นเลยทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มว่าฉันคือคนหนุ่มสาวที่ยังมีกำลัง มีประโยชน์ ส่วนผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่อ่อนแอ และฉันไม่อยากไปอยู่ตรงนั้น”
“ยิ่งเมื่อภาพของผู้สูงอายุในหนังสือเรียน ภาพยนตร์ หรือสื่อต่าง ๆ ถูกนำเสนอซ้ำ ๆ ในรูปแบบของคนผมขาว หลังค่อม ถือไม้เท้า ต้องพึ่งพาคนอื่น ภาพเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้ ‘ผู้สูงอายุ’ กับ ‘ความอ่อนแอ’ ถูกจับคู่กันในความคิดของคนเราไปโดยอัตโนมัติ”
อาจารย์แต้วยกหลักการเรียนรู้แบบเฮบเบียน (Hebbian Learning) มาอธิบายว่า “เมื่อสมองของคนเราเชื่อมโยงบางสิ่งเข้าด้วยกันซ้ำ ๆ การเชื่อมโยงนั้นจะยิ่งแข็งแรงขึ้น เช่น ถ้าเราเห็นภาพ ‘ผู้สูงอายุ = ความอ่อนแอ’ โดยแทบไม่มีประสบการณ์อื่นมาหักล้าง วันหนึ่งภาพจำดังกล่าวก็อาจกลายเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นจริงมากขึ้น”
“วิธีแก้คือหาทางเปลี่ยนภาพจำใหม่ เชื่อมต่อข้อมูลชุดใหม่ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้คนต่างวัยได้เรียนรู้กันมากขึ้น โดยที่เรานำทฤษฎีจิตวิทยาสังคมที่เรียกว่า ‘Intergroup Contact Theory’ มาปรับใช้กับการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย ซึ่งทฤษฎีนี้อธิบายว่า การมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างคนต่างกลุ่มสามารถช่วยลดอคติได้ โดยเฉพาะเมื่อการพบกันนั้นเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่เอื้อ 4 ประการ คือ ทั้งสองกลุ่มต้องมีอำนาจที่เท่าเทียมกัน มีเป้าหมายร่วมกัน มีการร่วมมือและเกื้อกูลกัน และอยู่ภายใต้กติกาหรือสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้”
“หากปราศจากเงื่อนไขเหล่านี้ แม้จะทำงานร่วมกัน แต่อคติระหว่างวัยก็อาจไม่ลดลง ตัวอย่างเช่น นายจ้างกับแรงงานต่างด้าวที่มีปฏิสัมพันธ์กันทุกวัน แต่ช่องว่างของอำนาจ และอคติก็ยังคงอยู่เท่าเดิม”

ผลการวิจัยโครงการสร้างสังคม DEE (Diversity, Equity and Empathy) พบว่า คนส่วนใหญ่บอกว่ายอมรับและไม่ได้มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้สูงอายุ ตราบใดที่พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวมาก เช่น สามารถยอมรับการมีหัวหน้างานสูงอายุได้ ทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลานาน ๆ ร่วมกับผู้สูงอายุได้ แต่พอถามว่าถ้าหากลูกหลานเลือกคบหาดูใจกับผู้สูงอายุ (คนอายุ 60 ปีขึ้นไป) สามารถยอมรับได้หรือไม่ ค่าคะแนนการยอมรับกลับลดลงเหลือไม่ถึง 30%
นอกจากนี้ มีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือการรู้จักคุ้นเคย หรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงอายุที่ไม่ใช่คนในครอบครัว (กลุ่มติดสังคม) ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มีแนวโน้มว่าอาจช่วยลดอคติระหว่างวัยได้ ดังนั้น การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง สามารถออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านได้ อาจเป็นหนึ่งในแนวทางของการลดอคติต่อผู้สูงอายุ

ออกแบบพื้นที่อย่างไร ให้คนต่างวัยได้เรียนรู้ ‘จากกันและกัน’
อาจารย์แต้วเล่าถึงหลักในการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยองค์ประกอบพื้นฐาน 5 อย่าง ประกอบด้วย
1. Acquainted : สร้างความคุ้นเคยกับผู้เข้าร่วม
สร้างความคุ้นเคยระหว่างผู้จัดกิจกรรมและผู้เข้าร่วม พยายามให้ผู้เข้าร่วมที่เป็นคนต่างวัยเกิดความคุ้นเคยกัน และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการใช้ประโยชน์ของคนทั้งสองวัย
2. Avoid isolation : อย่าปล่อยให้มีใครรู้สึกโดดเดี่ยว
ผู้จัดกิจกรรมจะต้องคอยสังเกตสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หากพบว่ามีใครแยกตัวหรือถูกผลักออกจากกลุ่ม จะต้องหาสาเหตุและเร่งแก้ไขสถานการณ์ แต่หากผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องการแยกตัวออกมาจริง ๆ ก็ไม่ควรบังคับให้เขากลับเข้าไปในกิจกรรม แต่อาจใช้การพูดคุยเข้าช่วย
3. Avoid stereotype : หลีกเลี่ยงการเหมารวม
หลีกเลี่ยงการเหมารวมด้านกลุ่มอายุด้วยการใช้ภาพจำที่มีต่อผู้เข้าร่วมไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มอายุใดก็ตาม เช่น ความคิดว่าผู้สูงอายุจะต้องทำอะไรช้า หัวโบราณ วัยรุ่นจะต้องใจร้อน ไม่จริงจัง หรือเด็กเล็กคงไม่มีสมาธิ หรืออดทนในการทำอะไรให้สำเร็จได้ เพราะภาพเหล่านั้นจะส่งผลต่อกระบวนการจัดกิจกรรม ซึ่งจะไม่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงศักยภาพในการเรียนรู้หรือถ่ายทอดทักษะของตัวเองได้อย่างเต็มที่
4. Afford power : เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมมีอำนาจในการตัดสินใจ
ประเด็น หัวข้อ หรือชุดความรู้ที่มาจากตัวผู้เรียนหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะช่วยส่งเสริมให้กระบวนการเรียนรู้บรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้น ผู้จัดกิจกรรมควรเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้เลือกหรือตัดสินใจในประเด็นที่ต้องการเรียนรู้ ถ้ากำหนดหัวข้อไว้ ก็ควรเปิดกว้างพอที่จะให้ผู้เข้าร่วมได้เลือกหรือเสนอแนะด้วย
5. Arts and music : ศิลปะและดนตรี
ศิลปะและดนตรีนับเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยความคิด อารมณ์ และความรู้สึก จึงนิยมถูกนำมาใช้ในการสร้างความสุนทรียะ และประยุกต์ใช้ในการบำบัด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ สมอง และร่างกาย จึงเหมาะที่นำมาใช้ในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย
การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ เมื่อทุกวัยได้ผลัดกันเป็นทั้ง ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้รับ’
ในพื้นที่ Intergenerational Learning ความสัมพันธ์ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าใครต้องเป็นผู้ให้และใครต้องเป็นผู้รับ
“ที่สหรัฐอเมริกาจะเน้นการจัดพื้นที่แลกเปลี่ยนเพื่อลดความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจและลดความกลัวในจิตใจของเด็ก ยกตัวอย่างเช่น 1. การรวมศูนย์พักพิงผู้สูงอายุและศูนย์ดูแลเด็กเล็กไว้ด้วยกัน
เป็นการบูรณาการพื้นที่ด้วยการนำศูนย์ดูแลเด็กอนุบาล (Daycare) เข้าไปอยู่ในพื้นที่หรืออาคารเดียวกับบ้านพักคนชรา (Nursing Home) ในชุมชน และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันในระยะยาวให้กับเด็กและผู้สูงอายุ โดยทำกิจกรรมร่วมกันต่อเนื่อง 5-6 เดือนจนกระทั่งจบหลักสูตร โดยมีสตาฟที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยช่วยออกแบบกิจกรรม”
“กิจกรรมเหล่านั้นจะใช้ประโยชน์จากความคล้ายคลึงกันของเด็กและผู้สูงอายุในแง่ของข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น เด็กปฐมวัยที่ยังหยิบจับอะไรไม่ถนัด กับผู้สูงอายุที่เริ่มมีข้อจำกัดในการใช้กล้ามเนื้อมือ การให้เด็กได้ใกล้ชิดและเรียนรู้กับผู้สูงอายุตั้งแต่ระดับอนุบาลจะช่วยสร้างความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาโดยมองว่าความร่วงโรยเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่กลัวความแก่”
2. โครงการแลกเปลี่ยนที่พักกับเสียงดนตรี
ที่บ้านพักผู้สูงอายุในเมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ จะให้นักศึกษาทางด้านดนตรีเข้ามาพักฟรีตลอดหลักสูตร โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ นักศึกษาจะต้องจัดแสดงดนตรีในพื้นที่ส่วนกลาง เล่นดนตรีร่วมกับผู้สูงอายุสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยมีการสอดแทรกกิจกรรมการเรียนรู้หรือโจทย์บางอย่างเข้าไปด้วย
“ส่วนที่สิงคโปร์ ก็มีการจัดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย โดยให้ผู้สูงอายุได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเด็กนอกจากปัญหาสังคมสูงวัย ที่นั่นยังมีปัญหาเรื่องความเป็นพหุวัฒนธรรมด้วย ดังนั้น เขาจึงให้เด็กมัธยมและผู้สูงอายุผลัดกันออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อจับคู่เรียนรู้ร่วมกัน ผลัดกันเป็นทั้งผู้เรียนและผู้สอน โดยมีกิจกรรมหลายอย่าง เช่น เรียนอูคูเลเล่ ปลูกต้นไม้ สอนใช้คอมพิวเตอร์ ฯลฯ”
“การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและประสบการณ์ตรง มันจะตราตรึงในตัวเรา และจะทำให้เราเข้าใจมากกว่าการที่มีคนมาบอก เราเรียนรู้จากคนจริง ๆ คนที่อยู่ข้างหน้าเราคือหนังสือที่เรากำลังเรียนอยู่ เราปฏิบัติกับเขา คุยกับเขา เข้าใจความรู้สึกของเขาจริง ๆ”

‘วยาคติ’ ปัญหาที่แก้ไม่ได้ด้วยคนคนเดียว แต่ต้องเปลี่ยนไปพร้อมกันทั้งสังคม
การประเมินว่าวยาคติของคนลดลงมากน้อยเพียงใดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความคิด อารมณ์ และความรู้สึกจำนวนมากเกิดขึ้นอยู่ภายในใจ และไม่ได้แสดงออกมาให้เราเห็นทั้งหมด
“มันไม่มีเครื่องมือที่วัดผลเรื่องพวกนี้ได้ 100% เรื่องบางอย่างถึงแม้ไม่ได้พูดออกมา ก็ไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึก อารมณ์ ความรู้สึกก็อยู่ในใจ ความคิดเหมารวมก็อยู่ในใจ แต่สิ่งที่แสดงออกมาให้เราเห็นชัดที่สุดคือการเลือกปฏิบัติ”
“เพราะฉะนั้น การลดวยาคติในสังคมจึงไม่สามารถฝากความรับผิดชอบไว้กับคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน้อย 3 ระดับ คือ ระดับบุคคล ระดับชุมชนและสถาบัน และระดับนโยบาย ถ้าถามว่าเราจะเริ่มเปลี่ยนจากตรงไหน ก็คงต้องเริ่มจากตัวเอง เพราะมันดูควบคุมได้มากที่สุด เราต้องรู้ก่อนว่าอคติเชิงอารมณ์ความรู้สึกคืออะไร อคติเชิงความคิดคืออะไร การเลือกปฏิบัติเป็นแบบไหน เพราะทั้ง 3 อย่างนี้มันไปด้วยกันตลอด”
“เราต้องเท่าทันก่อนว่าเรามีอคติอยู่ เพื่อที่จะตัดวงจรการเลือกปฏิบัติ คิดให้ช้าลงก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไร ถ้าอยากสร้างความสัมพันธ์กับคนต่างวัย หรือคนที่เรารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มสังคมเดียวกับเรา ก็ให้เริ่มจากการฟัง เวลาฟัง ไม่ใช่ฟังแค่สิ่งที่เขาพูด แต่ต้องฟังอวัจนภาษาด้วย คือสังเกตท่าทาง หรือปฏิกิริยาต่าง ๆ เพื่อให้ได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมาด้วย และดูว่าจริง ๆ แล้วเขาต้องการอะไร”
“ต่อมาคือชุมชนหรือสถาบันการศึกษา ที่จะต้องช่วยกันเปลี่ยนภาพจำของผู้สูงอายุในสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ ไม่ผลิตซ้ำภาพจำหรืออคติเหมารวม (Stereotype) ผู้สูงอายุ เช่น เลิกวาดภาพผู้สูงอายุในแบบเรียนให้ต้องเป็นคนผมขาว หลังค่อม ถือไม้เท้า หรือเป็นคุณป้าขี้บ่น อยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นเท่านั้น เพราะผู้สูงอายุก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป”
“ส่วนหน่วยงานต่าง ๆ ในภาครัฐต้องเลิกทำงานแบบ ‘ต่างคนต่างทำ’ หันมาทำงานร่วมกัน และแก้ปัญหาต่าง ๆ จากทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกันมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนโรงเรียนประถมจำนวนมากที่ต้องปิดตัวลงเพราะเด็กเกิดน้อย ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัยสำหรับคนในชุมชน”
ในวันที่ประเทศไทยมีเด็กน้อยลงและผู้สูงอายุมากขึ้น โจทย์ของเราอาจไม่ใช่เพียงจะดูแลผู้สูงอายุอย่างไร แต่คือเราจะออกแบบสังคมอย่างไรให้คนทุกวัยยังมีพื้นที่ มีบทบาท และมีคุณค่าต่อกัน เพราะสุดท้าย ‘วยาคติ’ อาจไม่ได้เกิดจากความต่างของอายุ แต่เริ่มจากภาพจำที่เราไม่เคยตั้งคำถามว่ามันเป็นแบบนั้นทั้งหมดหรือไม่
การเปิดพื้นที่ให้คนต่างวัยได้แลกเปลี่ยนและเรียนรู้จากกันจริง ๆ นับเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่จะค่อย ๆ เขียนภาพจำใหม่ให้สังคมไทย ก่อนที่ ‘ความต่างวัย’ จะกลายเป็นเส้นแบ่งที่ลึกเกินจะเชื่อมกลับ
