เราควรรู้สิทธิประกันสังคมอะไรบ้าง ?
ตั้งแต่เงินที่จะได้รับทุกเดือนหลังสิ้นสุดชีวิตการทำงาน การรักษาพยาบาล การเลี้ยงดูบุตร ไปจนถึงสิทธิที่ครอบครัวต้องได้รับเมื่อเราเสียชีวิตไปแล้ว เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจทำงาน ส่งเงินสมทบมาหลายสิบปี แต่ไม่เคยตรวจสอบว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรบ้าง ทำให้พลาดโอกาสในการรับสิทธิประโยชน์บางอย่าง หรือทำให้จำนวนเงินที่ควรได้รับในระยะยาวลดลงหรือหายไปด้วย
มนุษย์ต่างวัยเคยพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ในรายการ บุพการีที่เคารพ Season 3 EP.32 ตอน รู้สิทธิ “ประกันสังคม” เกษียณแล้วได้อะไรบ้าง? กับ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครบอร์ดประกันสังคม ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ในวันที่สังคมกำลังรอติดตามความคืบหน้าของประเด็นนี้ เราอยากชวนทุกคนย้อนกลับมาตรวจสอบสิทธิ์ที่ตัวเองมีกันอีกครั้ง
ความแตกต่างของสิทธิประกันสังคม ม.33 ม.39 และ ม.40
ระบบประกันสังคมของไทยมีผู้ประกันตนหลายประเภท โดย ม.33 และ ม.39 อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคมสำหรับลูกจ้างและผู้ที่เคยเป็นลูกจ้าง ส่วน ม.40 เป็นระบบสมัครใจสำหรับแรงงานอิสระ แม้ทั้ง 3 มาตราจะช่วยสร้างหลักประกันให้คนทำงานเหมือนกัน แต่สิทธิประโยชน์ เงินสมทบ และเงื่อนไขในการได้รับเงินแตกต่างกัน
ผู้ประกันตนมาตรา 33: คนทำงานที่มีนายจ้าง
ประกันสังคมมาตรา 33 เป็นระบบประกันสังคมภาคบังคับของคนทำงานที่มีนายจ้าง เช่น พนักงานบริษัทเอกชน คนทำงานโรงงาน ถือเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่นายจ้างจะต้องทำให้กับลูกจ้าง โดยการส่งเงินสมทบจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือลูกจ้างและนายจ้างจ่ายคนละ 5% และรัฐบาลร่วมสมทบอีกส่วนหนึ่ง โดยอัตราเงินสมทบสูงสุดที่ลูกจ้างต้องจ่ายในปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 875 บาท (คิดจากเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ 17,500 บาท) โดยสิทธิที่ผู้ประกันตนจะได้รับ ครอบคลุม 7 สิทธิหลัก คือ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน
ผู้ประกันตนมาตรา 39: คนที่ออกจากงานประจำ แต่อยากรักษาสิทธิประกันสังคมต่อ
ส่วนประกันสังคมมาตรา 39 เป็นระบบผู้ประกันตนแบบสมัครใจของคนที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือน และเป็นผู้ประกันตนในม.33 มาก่อน แต่ต่อมาเลือกที่จะลาออกหรือถูกเลิกจ้าง ก็สามารถเลือกที่จะส่งเงินสมทบเองต่อในม.39 ได้ โดยต้องเคยส่งเงินสมทบ ม.33 มาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และสมัครภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ออกจากงาน เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในระบบประกันสังคมไว้ โดยผู้ประกันตนในม.39 จะได้รับสิทธิต่าง ๆ ไม่ต่างจากตอนอยู่ในม.33 ยกเว้นแค่สิทธิในการได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงาน
ผู้ประกันตนมาตรา 40: แรงงานอิสระที่ต้องการหลักประกัน
ประกันสังคมมาตรา 40 เป็นระบบประกันสังคมภาคสมัครใจสำหรับแรงงานนอกระบบ เช่น เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่เข้าเงื่อนไข โดยปกติคนที่สมัครได้จะต้องมีอายุ 15-65 ปีและไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 อยู่ในขณะนั้น สามารถเลือกส่งเงินสมทบได้ 3 ทางเลือก คือ
ทางเลือกที่ 1: เดือนละ 70 บาท คุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต
ทางเลือกที่ 2: เดือนละ 100 บาท เพิ่มความคุ้มครองกรณีชราภาพ
ทางเลือกที่ 3: เดือนละ 300 บาท เพิ่มความคุ้มครองกรณีชราภาพและสงเคราะห์บุตร
ประกันสังคมมาตรานี้เป็นระบบเงินทดแทนตามเงื่อนไข ไม่ใช่ประกันสุขภาพที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลทุกอย่างให้เหมือนกับสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือ 39 ทั้งนี้ ผู้พิการสามารถสมัครได้ ยกเว้นผู้พิการทางสติปัญญาและผู้พิการที่ไม่อาจรับรู้สิทธิที่พึงได้จากการเป็นผู้ประกันตน
เมื่อเจ็บป่วย ผู้ประกันตนม.40 จะใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่ตนมีอยู่ เช่น สิทธิบัตรทองหรือสิทธิอื่นตามเงื่อนไข และอาจยื่นขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้จากประกันสังคมได้ หากเข้าเกณฑ์ที่กำหนด
สำหรับสิทธิกรณีเจ็บป่วยและทุพพลภาพที่ปรับปรุงตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2568 มีผลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 มีการเพิ่มเงินทดแทนกรณีไปพบแพทย์ผู้ป่วยนอกเป็นครั้งละ 200 บาท ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี และปรับเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพเป็นเดือนละ 1,500-3,000 บาทสำหรับทางเลือกที่ 3 และเดือนละ 1,000-2,000 บาทสำหรับทางเลือกที่ 1 และ 2 โดยคุ้มครองตลอดชีวิต (ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแถลงเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569)
เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ เราจะได้เงินจากประกันสังคมแบบไหน?
ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนตลอดชีวิต โดยเริ่มต้นคำนวณจาก 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ค่าจ้างสูงสุดที่นำมาคำนวณคือ 17,500 บาท (เดิม 15,000 บาท) ทั้งนี้ ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้ว และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) หากส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี จะได้รับเพิ่มอีก 1.5% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ต่อทุก 12 เดือนที่ส่งเกิน 15 ปี ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 25 ปี และมีค่าจ้างเฉลี่ยถึงเพดาน 17,500 บาท จะได้รับบำนาญ 35% หรือประมาณเดือนละ 6,125 บาท
ส่วนผู้ประกันตนในมาตรา 39 ถ้าจ่ายเงินสมทบไม่ถึง 15 ปี ก็จะได้รับเป็นเงินก้อนตามสิทธิ์ แต่ถ้าส่งเงินสมทบไปแล้วไม่น้อยกว่า 15 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือนเช่นเดียวกัน (โดยคำนวณจากจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบสะสมทั้งหมด ทั้งตอนที่ส่งในม.33 และม.39)
อย่างไรก็ตามกองทุนประกันสังคมไม่ได้มีการกำหนดอายุเกษียณ ผู้ที่ยังทำงานกับนายจ้างยังคงส่งเงินสมทบต่อได้ แต่จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพก็ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) เท่านั้น โดยผู้ประกันตนต้องยื่นขอรับสิทธิ์ตามช่องทางและระยะเวลาที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
ในกรณีที่ผู้ประกันตนเสียชีวิตไปแล้วก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ค่าทำศพ เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต หรือเงินบำเหน็จที่จะตกทอดสู่ทายาท ซึ่งผู้ประกันตนสามารถทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตไว้ล่วงหน้าได้
ถ้าถูกเลิกจ้างหรือต้องออกจากงานในวัย 50+ จะยังได้รับเงินทดแทนว่างงานหรือไม่ ?
สิทธิประโยชน์ในด้านการว่างงานของผู้ประกันตน ม.33 แบ่งเป็น 2 กรณี คือ ลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง และถูกเลิกจ้าง ถ้าคุณลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง คุณจะมีสิทธิ์ได้รับเงินทดแทนในอัตรา 30% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน ส่วนกรณีถูกเลิกจ้าง นอกจากจะมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยจากนายจ้างตามกฎหมายแรงงานแล้ว ประกันสังคมก็จะจ่ายเงินทดแทนให้อีกในอัตรา 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 3 เดือนสุดท้ายก่อนถูกเลิกจ้าง เป็นระยะเวลาไม่เกิน 180 วันต่อปีปฏิทิน (หากได้รับทั้งสองกรณีในปีเดียว รวมกันไม่เกิน 180 วัน) โดยคำนวณจากค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท ทั้งนี้ ต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนว่างงาน และต้องขึ้นทะเบียนว่างงานผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางานภายใน 30 วันนับจากวันที่ออกจากงาน จึงจะสามารถรับเงินส่วนนี้ได้
สิ่งสำคัญ คือควรรีบตรวจสอบสิทธิทันที ไม่ควรรอจนพ้นกำหนดการขึ้นทะเบียนว่างงาน (30 วัน) เพราะอาจทำให้เสียโอกาสในการรับเงินทดแทน
ถ้าต้องหยุดทำงานประจำตอนใกล้เกษียณ ควรส่งต่อม.39 ต่อหรือพอแค่นี้ ?
ทุกวันนี้ระบบเงินบำนาญชราภาพยังมีช่องโหว่ที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การคำนวณเงินบำนาญโดยใช้ฐานเงินเดือนในช่วงการทำงาน 5 ปีสุดท้าย นั่นหมายความว่า ถ้าในช่วงนั้นเรามีเงินเดือนน้อยหรือไม่ถึง 17,500 บาท ฐานเงินเดือนที่จะนำมาคำนวณเป็นเงินบำนาญชราภาพก็จะลดลงไปด้วย ส่วนคนที่ส่งเงินสมทบต่อในม.39 ก็จะได้ใช้ฐานเงินเดือนในการคำนวณเงินบำนาญที่จะได้รับแค่ 4,800 บาท ซึ่งจะทำให้คนที่เคยอยู่ในม.33 แล้วเปลี่ยนมาส่งเงินสมทบในม.39 เสียผลประโยชน์จำนวนมาก
แต่ในอนาคตประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนไปใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดอายุการทำงานพร้อมปรับมูลค่าเงินให้เป็นปัจจุบัน (สูตร CARE) เป็นฐานในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพแทน (ขณะนี้ ครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงแล้วเมื่อ 14 ก.ค. 2569 โดยจะมีผลบังคับใช้ 180 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา)
เนื่องจากระบบประกันสังคมออกแบบสิทธิประโยชน์ในด้านการรักษาพยาบาลภายใต้เงื่อนไขของการสนับสนุนชีวิตของคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานประจำ มีโรคเรื้อรังไม่เยอะ ซึ่งหลายคนอาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิที่ครอบคลุมเรื่องการรักษาที่มากกว่าแค่การเจ็บป่วยทั่วไป และหลายคนก็อาจได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าในการรักษาโรคบางอย่างด้วยสิทธิบัตรทอง ดังนั้น ในวันที่เราอายุ 55 ปีไปแล้ว เราสามารถเลือกเส้นทางตามเงื่อนไขที่เหมาะสมกับชีวิตของตัวเองได้เลยว่า ถ้าถึงตอนนั้นเราจะส่งประกันสังคมต่อ เพื่อรับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น แต่เราต้องใช้สิทธิประกันสังคมในการรักษาพยาบาลต่อ สิทธิ์ที่มีจะครอบคลุมความต้องการด้านสุขภาพของเราหรือไม่ หรือเราจะเลือกใช้สิทธิบัตรทองในการรักษาพยาบาล แล้วเปลี่ยนมาส่งประกันสังคมมาตรา 40 เพื่อเน้นความคุ้มครองในกรณีทุพพลภาพ หรือรับเงินทดแทนการขาดรายได้แทน
ทั้งนี้ การเปลี่ยนจากมาตรา 39 ไปมาตรา 40 อาจมีผลต่อสิทธิรักษาพยาบาลและสิทธิระยะยาว จึงควรเช็กข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์จากสำนักงานประกันสังคมให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
ถึงแม้ว่าเงินประกันสังคมจะเป็นเพียงหลักประกันหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของชีวิตเกษียณที่มั่นคง แต่ก่อนที่เราจะไปถึงวันนั้น เราต้องรู้ ตรวจสอบ และรักษาทุกสิทธิที่เรามีไว้ให้ดีที่สุด เพราะการรู้สิทธิของตัวเองตั้งแต่วันนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เราวางแผนชีวิตในวันข้างหน้าได้ดีขึ้น
หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2567 มีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนให้สอดคล้องกับข้อมูลสิทธิประโยชน์ประกันสังคมในปัจจุบัน
รับชมรายการเต็มได้ที่นี่