รัฐบาลสิงคโปร์ สนับสนุนเงินล้าน กระตุ้นให้คนอยากมีลูก

ถ้าจะมีลูก 1 คน รัฐช่วยเท่าไหร่? ชวนเทียบสวัสดิการไทย vs สิงคโปร์

เพราะการมีลูกไม่ได้จบแค่ค่าใช้จ่ายวันคลอด แต่ยังมีค่ากินอยู่ ค่าเลี้ยงดู และค่าเรียนที่ตามมาอีกหลายปี แล้วรัฐช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้แค่ไหน

สิงคโปร์ : สนับสนุนต่อเนื่องถึงอายุ 17 ปี

จากนโยบาย SG Child Support Package ที่ประกาศในปี 2026 เด็กที่มีสัญชาติสิงคโปร์จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐรวมประมาณ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 17 ปี หรือคิดเป็นเงินไทยราว 1.7 ล้านบาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ซึ่งประกอบไปด้วย

  • เงินรับขวัญเด็ก 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 264,00 บาท)
  • เงินช่วยเหลือปีละ 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตั้งแต่อายุ 1–16 ปี (ประมาณ 52,800 บาท/ปี)
  • เงินเข้าบัญชีเพื่อพัฒนาเด็ก (CDA) 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมเงินสมทบจากรัฐสูงสุดอีก 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 132,044 บาท)
  • เงินสนับสนุนด้านการศึกษาและเงินช่วยเหลืออื่น ๆ ตามเงื่อนไข

อย่างไรก็ตาม เงินแต่ละส่วนมีวิธีจ่ายและเงื่อนไขการใช้ต่างกัน ไม่ใช่เงินสดที่พ่อแม่ถอนมาใช้ได้ทั้งหมด

รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องเงิน แต่ยังช่วยเรื่องเวลาอีกด้วย เพราะสิงคโปร์ให้สิทธิลาคลอดแก่คุณแม่ 16 สัปดาห์ และให้คุณพ่อลาเพื่อดูแลลูก 4 สัปดาห์ นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 พ่อแม่ที่เข้าเกณฑ์ยังสามารถแบ่งวันลากันใช้ได้อีก 10 สัปดาห์

ประเทศไทย: มีสิทธิช่วยเหลือหลายส่วน เน้นไปที่การบรรเทาค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

  • ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 ที่เข้าเกณฑ์ รับค่าคลอดบุตร 15,000 บาทต่อครั้ง
  • เงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาทต่อเดือน จนลูกอายุ 6 ปี ไม่เกิน 3 คน
  • แม่มีสิทธิลาคลอด 120 วัน โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน
  • พ่อมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ครอบคลุมลูกจ้างเอกชนที่อยู่ภายใต้กฎหมาย
  • แม่สามารถลาเพิ่มอีก 15 วันเพื่อดูแลลูกที่มีภาวะแทรกซ้อน ความพิการ หรือความผิดปกติแต่กำเนิด โดยได้รับค่าจ้าง 50%

แม้สิงคโปร์จะมีสวัสดิการสนับสนุนครอบครัวอย่างจริงจัง แต่อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ในปี 2023 และ 2024 ก็ลดลงเหลือเพียง 0.97 ซึ่งเป็นระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ต่อให้มีเงินช่วยเหลือมากขึ้น ก็อาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจมีลูก เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ทั้งค่าครองชีพ ราคาบ้าน ความกดดันในการทำงาน การแข่งขันทางสังคม และค่านิยมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป

บทเรียนจากสิงคโปร์จึงอาจไม่ใช่การแจกเงินให้มากที่สุดเพื่อให้คนมีลูกมากขึ้น แต่คือการสร้างหลักประกันว่า หากใครตัดสินใจมีลูก เขาจะไม่ต้องแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง

เมื่อกลับมามองประเทศไทย เราอาจต้องถามกันต่อว่า สวัสดิการที่มีอยู่ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้มากพอหรือยัง เพราะสุดท้ายแล้ว การสร้างครอบครัวไม่ควรเป็นเรื่องของความพร้อมทางการเงินของพ่อแม่เพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นเรื่องที่สังคมร่วมกันสร้างเงื่อนไขให้เด็กทุกคนเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ

Credits

ผู้เขียน

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ