เมื่อพูดถึงอายุ 60 หลายคนอาจนึกถึงช่วงเวลาที่ชีวิตต้องเริ่ม ‘หยุด’ บางอย่างลง ไม่ว่าจะเป็นหยุดทำงาน ลดการเดินทาง เลิกกิจกรรมบางอย่างที่เคยชอบ หรือเริ่มต้องพึ่งพาการดูแลจากคนอื่นมากขึ้น
ภาพจำของคำว่า ‘ผู้สูงอายุ’ จึงมักมาพร้อมกับความอ่อนแอ ความเจ็บป่วย และการเป็นผู้รับการดูแล แต่จริง ๆ แล้ว ชีวิตไม่ได้มีเดดไลน์อยู่ที่อายุ 60 เพราะตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพ ความต้องการ หรือสิทธิในการเลือกชีวิตของคนคนหนึ่งจะลดลงตามไปด้วย
ผู้สูงอายุจำนวนมากยังแข็งแรง ยังอยากทำงานและมีรายได้เป็นของตัวเอง อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยากเดินทาง อยากอยู่ในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคย อยากมีส่วนร่วมกับสังคม หรือเพียงแค่อยากเป็นคนตัดสินใจเรื่องชีวิตของตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาคิดแทนว่า “อายุเท่านี้ควรหรือไม่ควรทำอะไร”
ดังนั้น โจทย์ของการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย อาจไม่ใช่แค่คำถามว่า “เราจะดูแลผู้สูงอายุอย่างไรให้ดีขึ้น” แต่ต้องถามต่อว่า “เราจะสร้างสังคมอย่างไร ให้คนคนหนึ่งยังมีสิทธิเลือกชีวิตของตัวเองได้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม”
นี่คือแนวคิดสำคัญของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. ในการผลักดันเรื่อง ‘สิทธิผู้สูงอายุ’ ที่ไม่ได้มองผู้สูงอายุเพียงในฐานะ ‘ผู้รับการสงเคราะห์’ แต่มองในฐานะ ‘ผู้ทรงสิทธิ’ เช่นเดียวกับคนทุกวัย
กสม. ได้ดำเนินงานและผลักดันเรื่องสิทธิผู้สูงอายุผ่านกระบวนสมัชชาสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 โดยมี 4 ประเด็นหลักที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ ได้แก่ 1. การขยายอายุการทำงานโดยสมัครใจและสร้างหลักประกันรายได้ 2. การขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ หรือ Ageism 3. การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในชุมชนหรือถิ่นที่อยู่เดิม หรือ Ageing in Place และ 4. การผลักดันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของผู้สูงอายุ
.
ทุก ๆ เรื่องล้วนอยู่ภายใต้แนวคิดเดียวกัน คือการทำให้การอายุที่มากขึ้น ไม่ได้หมายถึงการค่อย ๆ สูญเสียสิทธิ บทบาท และโอกาสในการกำหนดชีวิตของตัวเอง
ตัวเลข 60 ปี ไม่ได้เป็นเดดไลน์ของศักยภาพ
ทุกวันนี้เรามีผู้สูงอายุที่มีศักยภาพเป็นจำนวนมาก ถึงแม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว แต่หลายคนก็ยังแข็งแรง สามารถช่วยเหลือตัวเองและสามารถทำงานได้ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และทักษะต่าง ๆ ที่ผู้สูงอายุสะสมมาโดยตลอดก็เปรียบเป็นทรัพยากรที่ประเมินค่าไม่ได้ ดังนั้น เราจึงไม่ควรใช้เงื่อนไข ‘อายุ’ มาเป็นข้อจำกัดให้ผู้สูงอายุต้องหยุดใช้ศักยภาพของตัวเอง
จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 34 ยังคงทำงานอยู่ และในกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 80 เป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการประกันสังคมหรือการคุ้มครองแรงงาน และสาเหตุที่ผู้สูงอายุยังคงทำงานมากที่สุดถึงร้อยละ 43.5 คือต้องการหารายได้เพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว
นี่เป็นสัญญาณสำคัญที่บอกเราว่าสังคมไทยอาจต้องทบทวนเกณฑ์เกษียณอายุใหม่ โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการใช้เกณฑ์ ‘ตัวเลขอายุ’ มาเป็นการใช้ ‘สมรรถนะ’ เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำงานแทน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพ สามารถทำงาน หารายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อผ่านรูปแบบที่หลากหลาย เช่น
การจ้างงานรายชั่วโมง : เพื่อความคล่องตัวในการทำงานและความสอดคล้องกับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุ
บทบาทที่ปรึกษา : การจับคู่ทำงานระหว่างวัย โดยให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดทักษะบางอย่างให้ผู้สูงอายุ เช่น ทักษะดิจิทัล เป็นการเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทุน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เช่น บัญชี ภาษี กฎหมาย ฯลฯ โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศเต็มเวลา
การทำงานที่ยืดหยุ่น : การทำงานนอกเวลาหรือการปรับเปลี่ยนตารางงานให้เข้ากับบริบทชีวิตของผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างระบบที่เอื้อต่อการจ้างงาน ข้อที่ 1. กฎหมายแรงงานปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติรองรับการจ้างงานที่ยืดหยุ่น หรือการจ้างงานรายชั่วโมงที่ชัดเจน ข้อที่ 2. มาตรการในการลดหย่อนภาษีสำหรับนายจ้างในปัจจุบัน ยังคงกดเพดานเงินเดือนที่ 15,000 บาท และจำกัดเฉพาะนิติบุคคลบางประเภท ซึ่งทำให้ยังไม่จูงใจให้นายจ้างภาคเอกชนอยากจ้างงานผู้สูงอายุเท่าที่ควร ข้อที่ 3. การจัดหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพสำหรับผู้สูงอายุโดยหน่วยงานต่าง ๆ ที่ไม่ยืดหยุ่น เช่น หลักสูตรการบริบาล 420 ชั่วโมง และการฝึกปฏิบัติที่ต้องใช้แรงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุทุกคน และข้อที่ 4. ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังมีข้อจำกัดในการใช้ทักษะดิจิทัล ประกอบกับกลัวภัยออนไลน์หรือสแกมเมอร์ ทำให้ไม่มีโอกาสเข้าถึงการสร้างรายได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ
‘อายุ’ ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้ ‘บทบาท’ ของใครหายไปจากสังคม
เรื่องการขจัดเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ หรือ Ageism เป็นอีกเรื่องที่กสม.ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพื่อสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้ให้คนได้เข้าใจเรื่องของวยาคติ และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้สูงอายุ โดยปีนี้ กสม.ได้มีการขับเคลื่อนผ่านการสร้างความตระหนักในหลายเวที เช่น กิจกรรม Hack for Rights: พลังเยาวชน สร้างสรรค์นวัตกรรมสิทธิมนุษยชน ที่เชิญชวนเยาวชนให้มาร่วมออกแบบเมืองที่ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองตลอดจนนำเสนอแง่มุมเชิงสร้างสรรค์เรื่องสิทธิของผู้สูงอายุในฐานะผู้ทรงสิทธิในรายการมนุษย์ต่างวัย Talk และงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 และได้พบว่า สังคมปัจจุบันยังมีวยาคติ หรือ อคติด้วยเหตุแห่งอายุที่มองว่าความแก่ชราเป็นข้อจำกัดด้านศักยภาพต่าง ๆ ของผู้สูงวัย ทั้ง ๆ ที่ผู้สูงวัยจำนวนมากยังมีคุณค่า และสามารถมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นได้
การที่ผู้สูงอายุได้อยู่ในชุมชนหรือถิ่นฐานเดิมด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี
สิทธิขั้นพื้นฐานอีกหนึ่งสิทธิที่สำคัญคือการส่งเสริมให้ผู้สูงวัยสามารถอยู่อาศัยในชุมชนดั้งเดิมหรือถิ่นที่อยู่เดิมของตนได้อย่างปลอดภัย อบอุ่นใจ และมีศักดิ์ศรี หรือที่เรียกว่า ‘Aging in Place’ ซึ่ง กสม. ได้ติดตามและทราบว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กำลังพยายามผลักดันมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
มาตรฐานค่าครองชีพ : การจัดทำเกณฑ์ที่สะท้อนต้นทุนชีวิตจริง ทั้งค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย และค่ารักษาพยาบาล ควบคู่กับการผลักดันระบบบำนาญแห่งชาติ
มาตรการสนับสนุนต่าง ๆ : เงินอุดหนุนสำหรับครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุ และการสนับสนุนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีความปลอดภัยต่อการใช้ชีวิต
ระบบออมภาคสมัครใจ : ระบบการออมที่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มแรงงานนอกระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงของชีวิตในระยะยาว
สมัชชาสิทธิมนุษยชนชงข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุ
1. พัฒนาระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจร โดยเน้นการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ และคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุทุกกลุ่มทั้งหญิง ชาย และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งในระดับป้องกัน ฟื้นฟู และการดูแลระยะยาว (long-term care) ควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนและศักยภาพของบุคลากรในการช่วยฟื้นฟูและดูแลผู้สูงอายุ (caregiver)
2. ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เป็นแบบถ้วนหน้า เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
3. สนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดมาตรการจูงใจที่เหมาะสมกับภาคเอกชน ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ รวมทั้งพัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
4. กำหนดมาตรการและนโยบายเชิงป้องกัน เพื่อคุ้มครองผู้สูงอายุจากการถูกกระทำความรุนแรงและแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางกายภาพและผ่านช่องทางออนไลน์ รวมทั้งส่งเสริมเรื่องการรู้เท่าทันดิจิทัล และวิธีการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5. ผลักดันการอภิปรายประเด็นสิทธิผู้สูงอายุในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) รวมทั้งนำเสนอความก้าวหน้าของสิทธิผู้สูงอายุในรายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ และสนับสนุนกระบวนการหารือและร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิผู้สูงอายุ ในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้มีการกำหนดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการส่งเสริมและคุ้มครองผู้สูงอายุ
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องของ ‘สิทธิผู้สูงอายุ’ ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของเราทุกคนที่จะต้องก้าวไปเป็นผู้สูงวัยในวันข้างหน้า สิทธิผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรมีส่วนร่วมขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การขยายอายุการทำงาน การขจัดวยาคติ การส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในถิ่นที่อยู่เดิม รวมทั้งการผลักดันให้เกิดอนุสัญญาระหว่างประเทศ เพราะประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อทำให้สังคมไทยมีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยที่ผู้สูงอายุทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี มีสิทธิอันควรได้รับ ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และได้ใช้ศักยภาพของตัวเองพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
อ้างอิง
– การนำเสนอความคืบหน้าในการขับเคลื่อนข้อมติสมัชชาสิทธิมนุษยชนในประเด็นสิทธิผู้สูงอายุ หัวข้อ ‘การผลักดันนโยบายขยายอายุทำงานและการสร้างสังคมปลอดวยาคติ’ โดย คุณชัยสิทธิ์ ใหม่รุ่งโรจน์ Editor-in-Chief,CEO (Youth and Family Development Agency) และดร.คณิยา นันทมนตรี ประธานกรรมการบริหารบริษัท เครือ เฮลเปอร์ วัน จำกัด และนายกสมาคมการค้าธุรกิจพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุและเด็ก จากงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action: Equality for all หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม”
– รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยปี 2568