‘สายฝนนมสด’ กับ 60 ปี ของร้านนมสดต้มแห่งแรกของโพธาราม

“นมที่นี่รับมาจากเกษตรกร ต.หนองโพ ความพิเศษคือความเข้มข้น เราใช้นมวัวแท้ 100% ไม่มีการผสมหรือเอาอย่างอื่นไปเจือปน พยายามทำให้นมมันออกมามีคุณภาพดีที่สุด

“แม่เริ่มทำร้านมาตั้งแต่อายุประมาณ 21-22 ปี ขายมาแล้วกว่า 60 ปี ที่ยังขายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะทำแล้วมีความสุข บรรพบุรุษเราอบรมมาตลอดว่าให้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ถ้าเราเอาอย่างอื่นไปผสมในนม มันก็เหมือนเราไม่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า คนเราทำอะไรต้องทำให้บริสุทธิ์ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้”

มนุษย์ต่างวัย พาไปรู้จักร้าน ‘สายฝนนมสด’ ร้านนมสดต้มแห่งแรกของ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ที่เปิดขายมายาวนานกว่า 60 ปี ปัจจุบันดูแลโดย แม่วนิดา คณานุกูล วัย 83 ปี และ ‘ก้อย’ มณีรัตน์ คณานุกูล วัย 40 ปี ลูกสาวที่เรียนจบทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ที่เข้ามาช่วยงานที่ร้านและต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง ‘ไอศกรีมนมสด’ ซึ่งมีรสชาติสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้เลือกกว่า 20 รสชาติ เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ และสร้างตัวเลือกที่หลากหลาย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกไม่จำเจ และอยากกลับมาซ้ำ ๆ

รสชาติที่ลงตัว

“เดิมทีอาเขยเขาเป็นสัตวแพทย์ เขามาส่งเสริมให้คนใน ต.หนองโพ เลี้ยงวัวนม ซึ่งตอนนั้นเขาก็เลี้ยงไว้เองด้วย แล้วเขาก็มานึ่งนมสดขาย ตอนแรกเขาทำเป็นรสจืดอย่างเดียว แต่พอทางบ้านเขามีปัญหาเขาก็เลิกขาย แล้วให้เราเข้ามาขายแทน

“ช่วงแรกที่ทำลูกค้ายังไม่เยอะ เคยขายได้แค่วันละ 12 ขวด เมื่อก่อนเราใช้วิธีนึ่งนม แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปใช้วิธีต้ม เพราะมันจะทำให้ได้นมสดที่หอมและเข้มข้นกว่า และจากที่มีนมจืดรสชาติเดียวเราก็ทำเพิ่มอีก 3 รส คือ รสหวาน รสสละ และรสกาแฟ แล้วพอรุ่นลูกเข้ามาทำก็มาเพิ่มรสช็อกโกแลต รสชาไทย และรสชาเขียว รวมเป็น 7 รส

“เราใช้นมสด 100% ที่ต้มสดใหม่ทุกวัน ถ้าลูกค้ามาซื้อ แล้วต้องเดินทางต่อไกล ๆ เราจะเอาน้ำแข็งให้ และพยายามแนะนำเขาว่าเก็บอย่างไรให้นมมันอยู่ได้นาน เรามีนมทั้งแบบขวดและแบบถุง ขายมาตั้งแต่ขวดละ 1 บาท 25 สตางค์ จนตอนนี้ขายขวดละ 25 บาทแล้ว

“สูตรต่าง ๆ ในร้านก็คิดค้นมาเรื่อย ๆ อย่างนมรสหวานเนี่ย เราจะไปต้มแล้วใส่น้ำตาลไปเลยทีเดียวก็ไม่ได้ แม่จำได้ว่าเคยมีคนบอกว่าเวลาหุงข้าวให้เอาใบเตยใส่ลงไปด้วย มันจะทำให้ข้าวหอม แม่ก็เลยลองเอาใบเตยไปต้มกับน้ำตาลให้เข้มข้นแล้วเอามาลองผสมนมดู”

ธุรกิจครอบครัวคือหนึ่งในความโชคดีของชีวิต

เมื่อเวลาผ่านไป ‘ก้อย’ ในฐานะลูกหลานของบ้าน เห็นว่าคนในครอบครัวเริ่มอายุมากขึ้น ถ้าจะปล่อยให้เขาทำกันเองวันหนึ่งก็คงจะไม่ไหว และการมีลูกหลานอยู่ใกล้ ๆ คงจะทำให้พวกเขาอุ่นใจกว่า เธอจึงลาออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่วิจัยและพัฒนา (R&D) แล้วเข้ามาช่วยงานที่ร้านอย่างเต็มตัว

“เดิมทีเราทำงานอยู่โรงงาน ที่บ้านก็จะเหลือแต่ผู้สูงอายุ คือ แม่ อาม่า พ่อ และป้าอิม เขาก็อยากให้ลูกหลานมาอยู่ด้วย ก็เลยชวนเราออกมาทำร้าน จริง ๆ เราก็มีแผนที่จะออกมาทำร้านอยู่แล้ว แต่ก็อยากลองหาประสบการณ์จากการทำงานหลาย ๆ ที่ แต่ตอนนั้นไปทำอยู่ได้แค่ 2 ปีก็ออกมาเลย

“ช่วงแรกป้าเขาจะเป็นคนขายของ เขาจะนั่งหน้าร้านประจำ ส่วนเราจะช่วยต้มนมอยู่หลังบ้าน พอผ่านไปสักระยะหนึ่งเขาเริ่มทำไม่ไหว เราก็เลยเข้ามาช่วยดูร้าน แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ เราคิดว่ามันเป็นความโชคดีมากที่ครอบครัวทำร้านไว้ เพราะการที่เราจะทำร้าน ทำธุรกิจอะไรสักอย่าง มันต้องอาศัยความรู้เยอะ แต่พอเราอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก มันก็เลยง่ายขึ้น แค่ได้กลิ่นนมก็รู้แล้วว่าแบบนี้คุณภาพดีหรือไม่ดี พอเรามีพื้นฐาน มันก็เลยมาต่อยอดได้ง่าย

“ตอนแรกที่เข้ามาทำ เราก็ยังไม่ได้ปรับอะไร เขาทำกันมาแบบไหน เราก็ทำตามเขาไปก่อน หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำไอศกรีมเพิ่ม แรก ๆ ก็ทำเป็นตู้เล็ก ๆ มีแค่ 6 รสชาติ แต่ลูกค้าก็ยังไม่ค่อยรู้ ลูกค้าประจำก็จะชิมบ้างนิดหนึ่ง ใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าคนจะรู้ว่าเรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ แล้วคนเขาก็บอกต่อ ๆ กันไป เคยลองขายกาแฟสดด้วย เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่คาเฟ่บูมมาก ร้านเราเด่นตรงนมสด เราก็จะโปรโมตว่าเราใช้นมสดในการทำกาแฟ แต่ผลตอบรับมันก็ไม่ได้ออกมาดีอย่างที่คิด เพราะร้านเรายังไม่ได้มุมสวย ๆ ให้ถ่ายรูปขนาดนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มาซื้อนมเพื่อสุขภาพมากกว่า ก็เลยหยุดทำไป เพราะมันไม่คุ้ม

“แต่ไอศกรีมมันเป็นสิ่งที่เราชอบ เวลาลูกค้ามาบอกว่าอยากชิมรสนั้นรสนี้ เราก็ลองทำขึ้นมา ฟังฟีดแบ็กจากลูกค้า แล้วก็ปรับไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้ลงหน้าตู้ได้ 20 กว่ารส แต่ทำมาจริง ๆ ก็เกือบ 40 รสชาติแล้ว ก็มีทั้งที่มันโอเคแล้วก็ไม่โอเค เราพยายามใช้ของที่มีในพื้นที่ เช่น มะพร้าวน้ำหอม ขนุน มะม่วง ฯลฯ

“เหตุผลที่เราทำไอศกรีมเพิ่ม เพราะเราคิดว่าถ้าร้านเรามีแต่ผลิตภัณฑ์เดิม ๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยมันก็ยากที่จะทำให้ลูกค้าที่มาแล้วอยากกลับมาซ้ำอีก จริง ๆ มันอาจจะมีคนกลุ่มเดิมที่เขาชอบหรือประทับใจในผลิตภัณฑ์ของเราอยู่แล้ว แต่ว่ามันจะไม่ดึงดูดกลุ่มคนใหม่ ๆ มาเพิ่ม เราก็เลยต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์ไปเรื่อย ๆ อย่างของเราก็จะเป็นการเพิ่มรสไอศกรีมไปเรื่อย ๆ จริง ๆ มีแผนว่าอยากทำนมสลัชชี่เพิ่มด้วย เรามีนมสดเป็นผลิตภัณฑ์หลัก เพราะฉะนั้นเวลาทำไอศกรีมก็จะเน้นรสชาติที่ใช้นมสด มีรสชาติผลไม้บ้างนิดหน่อย แต่ทุกรสชาติก็จะมีนมหมดเลย”

ไม่ใช่แค่การต่อยอดธุรกิจ แต่คือการรักษาความภูมิใจของครอบครัว

สำหรับแม่วนิดา ‘สายฝนนมสด’ ไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจ แต่คือวิถีชีวิตที่แม่ผูกพันและคือการงานที่มีความสุข ดังนั้น การที่ลูกสาวเข้ามาช่วยสานต่อกิจการตรงนี้ ก็เหมือนการรักษาความสุขและความภูมิใจของแม่เอาไว้ด้วย

“แม่ภูมิใจนะที่ร้านอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ เราเกิดมาจากครอบครัวยากจน ไม่ค่อยมีอะไรมากมาย แต่เราก็สามารถทำงาน ทำธุรกิจให้เติบโต สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ส่งลูก ๆ เรียนจนประสบความสำเร็จ

“ตอนที่ลูกสาวมาช่วยก็ดีใจ เขาเรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร เขาก็จะรู้เทคนิคการเก็บรักษาต่าง ๆ ว่ามันควรจะเก็บอย่างไร ซึ่งความรู้ใหม่ ๆ พวกนี้ เขาจะรู้ดีกว่าเรา เขาบรรจงและละเอียดกับทุกขั้นตอนการทำงานของตัวเอง พอเขามาทำ เขาก็ทำได้ดี”

ก้อยเสริมว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้สายฝนอยู่มาได้จนทุกวันนี้คือการที่ร้านยังคงรักษาคุณภาพของ ‘นมสดแท้ ๆ’ เอาไว้ “ตัวนมเองมันก็เป็นของที่ไม่แน่นอนอยู่แล้ว อย่างช่วงฤดูร้อนเราจะได้น้ำนมที่มีความมันเยอะ แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาว ก็จะได้น้ำนมที่ความมันน้อย หรือช่วงไหนที่วัวกินข้าวโพดฝักอ่อน เวลาเอาน้ำนมมาต้ม กลิ่นก็จะหอมฟุ้งไปทั่วเลย แต่ถ้าช่วงไหนที่วัวกินเปลือกสับปะรด กลิ่นนมมันก็จะออกมาอมเปรี้ยว แต่นมมันไม่ได้เสียนะ ดังนั้น เราก็จะต้องรู้วิธีจัดการกับมัน ถ้าเราทำออกมาไม่ดี ลูกค้าก็จะหายไป

“สิ่งที่ทำให้เราผ่านมรสุมต่าง ๆ มาได้ คือความอดทน ความสม่ำเสมอ อย่างแรกเลยคือคุณภาพมันต้องคงที่ ไม่ว่าช่วงนี้จะขายดีหรือขายไม่ดี ถ้านมเหลือเราก็ต้องทิ้ง นมกลิ่นไม่ดีก็ต้องไม่เอา จะไม่มีการคิดว่าช่วงนี้ขายไม่ค่อยดี หยวน ๆ หน่อยแล้วกัน ถ้าเป็นนมสด มันทำแบบนั้นไม่ได้เลย ผิดกลิ่น ผิดสีนิดหน่อย ลูกค้าเขาก็รู้แล้ว

“ร้านเราต้มนมขายมาตั้งแต่หนองโพมีการเลี้ยงวัวตัวแรกเลยนะ ทุกวันนี้นมที่ร้านก็ยังคงเป็นนมสดแท้ ๆ 100% ที่ต้มมาหอม ๆ พร้อมดื่มเหมือนเดิม ภูมิใจที่เราสามารถต่อยอดธุรกิจที่พ่อแม่เขาทำมา ทำให้มันโตขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น”

ติดตามข้อมูลร้านเพิ่มเติมได้ที่: ร้านสายฝน นมสด และ ไอศครีม

Credits

ผู้เขียน

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ