LONGEVITY แบบ ‘คนธรรมดา’ ยิ่งอายุเพิ่มขึ้น ชีวิตก็ยิ่งมีความหมาย | Stage มนุษย์ต่างวัย Fest 2026

ในยุค Longevity อายุยืนอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

ชวนมองชีวิตแบบ Longevity ในแบบที่คนธรรมดาทำได้จริง ด้วย 4 มิติที่สำคัญ ได้แก่ Healthspan ช่วงเวลาที่สุขภาพแข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้นานที่สุด Wealthspan ช่วงเวลาที่มีความมั่นคงทางการเงินและอิสรภาพในการใช้ชีวิต Skillspan ช่วงเวลาที่ยังปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ และมีส่วนร่วมกับสังคม และ Joyspan ช่วงเวลาที่มีความสุข สนุก และมีเป้าหมายที่อยากไปต่อ

ถ่ายทอดประสบการณ์โดย 4 บุคคลธรรมดาที่พิสูจน์แล้วว่า Longevity ไม่ใช่แค่ความฝัน

เยาวลักษณ์ เพชรรัตน์ อดีตข้าราชการที่เริ่มเข้าฟิตเนสครั้งแรกในวัย 59 ปี จนก้าวขึ้นเป็นนักเพาะกายหญิงในวัยเกือบ 70 เพราะเธอเชื่อว่าชีวิตจะสนุกเสมอ ตราบใดที่ยังมีเป้าหมายใหม่ให้ไปต่อ

มานะ อำพล นักเดินทางวัย 50+ ที่ชีวิตพลิกผันหลังป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ก่อนจะค่อย ๆ เยียวยาตัวเอง ผ่านการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ในทุกวัน จากคนที่เริ่มต้นทำขนมปังเพราะอยากดูแลหัวใจตัวเอง วันนี้กลายเป็นเจ้าของร้านขนมปังเล็ก ๆ “มานะซาวร์โดว์” แถวบางแสน ร้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นขนมปัง ความตั้งใจ และเรื่องราวของการค่อย ๆ กลับมารักชีวิตอีกครั้ง

อนันต์ สินธุรักษ์ อดีตข้าราชการที่เริ่มวิ่งในวัย 53 ด้วยความเชื่อว่าชีวิตที่ดีเริ่มจากการลุกออกจากเตียงมาดูแลตัวเอง วันนี้ในวัย 72 ปี เขามีค่า VO2 Max เทียบเท่าคนอายุ 25-30 ปี พิชิต World Major Marathon ครบทั้ง 6 รายการ (Six Starts Finisher) และเป็นแชมป์มาราธอน ประเทศไทย รุ่นอายุ 70-74 ปี

วราพรรณ วงศ์สารคาม พยาบาลที่เริ่มต้นด้วยเงินเดือน 2,880 บาท แต่ด้วยวินัยในการออม ความใฝ่รู้ และการลงทุนแบบ VI เธอสามารถบรรลุอิสรภาพทางการเงินได้ตั้งแต่อายุเพียง 44 ปี และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หรือที่รู้จักกันดีในนาม “สมาคม ThaiVI” ด้วย

“แต่ก่อนออกกำลังกายด้วยการตีเทนนิส ตีแบดมินตัน ตีกอล์ฟ แต่มันรู้สึกว่ายังไม่ใช่การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจได้ทำงานอย่างเต็มที่ พอผมเห็นคนอื่นเขาวิ่งกัน 10 กิโลเมตร ผมยังคิดในใจเลยว่าเขาวิ่งกันได้ยังไงเพราะตอนนั้นให้ผมวิ่งแค่ 1 กิโลเมตรก็ยังวิ่งไม่ไหวเลย”

“จุดเริ่มต้นของผมจริง ๆ คือตอนที่ผมย้ายไปรับราชการที่จังหวัดสงขลา เห็นคนอื่นเขาวิ่งกันก็เลยไปลองวิ่งบ้าง ค่อย ๆ เริ่มจาก 1 กิโล เป็น 2 กิโล แล้วก็ขยับมาเป็น 5 กิโล พอย้ายกลับมากรุงเทพฯ ที่ทำงานอยู่ใกล้สวนลุมพินี ผมไม่อยากไปทำงานสายเพราะรถติด ก็เลยตื่นไปตั้งแต่ตี 5 เปลี่ยนชุดเข้าไปวิ่งในสวนลุมฯ ก่อนสักชั่วโมงสองชั่วโมง อาบน้ำกินข้าวเสร็จ 9 โมงก็ขึ้นไปทำงาน

“จากที่เริ่มวิ่งช้า ๆ เพซ 7 หรือเพซ 8 พอทำบ่อย ๆ มีวินัยเข้า ทุกอย่างมันก็ทำได้ จนผมสามารถทำความเร็วระดับนักวิ่งเพซ 4 ได้

“จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมเดินทางไปพิชิตมาราธอนมาแล้วถึง 56 สนาม (เฉพาะมาราธอน) และที่ภูมิใจมากคือการได้คว้าเหรียญ Six Star Finisher จากการไปวิ่ง World Major Marathon ครบทั้ง 6 สนาม ได้แก่ บอสตัน เบอร์ลิน ชิคาโก ลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว

“ที่หลายคนบอกว่าผมโกงอายุ อาจจะเพราะนาฬิกาที่ผมใส่วิ่งมันบอกว่า ผมมีค่าความฟิตของร่างกาย (VO2 Max) เทียบเท่ากับคนอายุ 25 ปี ล่าสุดตอนผมไปวิ่งที่เคปทาวน์มาราธอน แอฟริกาใต้ ค่าความฟิตของผมขึ้นไปถึง 64 ซึ่งถือว่าเป็นระดับ Excellent คือติดกลุ่มท็อป 1% ของคนอายุ 70 ปีเลย

“ถ้านอนอยู่เฉย ๆ แล้วร่างกายแข็งแรง ผมก็คงไม่ลุกขึ้นมาวิ่งหรอกครับ แต่ถ้าเรารู้ว่ามันเป็นประโยชน์ยังไงก็ต้องฝืนมัน ทำให้มันเป็นกิจวัตรเหมือนเราแปรงฟัน เราคิดว่าวิ่งแล้วมันได้ผลดีในระยะยาว เหมือนเราฝากเงินไว้ทีละ 10 บาท 20 บาท จำนวนปีมันทบไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะเห็นผลตอนสุดท้ายเอง

“สุขภาพดีก็เป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งเหมือนกัน มหาตมะ คานธี บอกว่า ความมั่งคั่งร่ำรวยที่แท้จริง คือการมีสุขภาพที่ดี เราทำให้ร่างกายแข็งแรง จะได้ไม่เป็นภาระกับครอบครัว กับลูกหลาน และสามารถไปไหนมาไหนได้”

“นอกจากการมีสุขภาพที่ดีแล้ว การวิ่งมาราธอนยังให้ของแถมผมเป็นการได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ได้ออกไปวิ่งชมเมืองอีกด้วย ผมมักจะบอกคนอื่นเสมอว่า เราจะมีความสุขกันวันต่อวัน มีสุขภาพที่แข็งแรงวันต่อวัน โฟกัสวันนี้ให้ดีที่สุด ถ้าเราอยากแข็งแรงก็แค่ออกกำลังกายให้ตัวเองแข็งแรงในวันนี้ให้มากที่สุดก็พอ”

“ก่อนหน้านี้ ชีวิตผมไม่เคยเกี่ยวอะไรกับเรื่องทำขนมปังเลย ผมเป็นสายผจญภัย ชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ชอบขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก จริง ๆ ผมเป็นคนขี้กลัว ทั้งกลัวความสูงและกลัวน้ำลึก แต่ที่ไปเล่นอะไรหวาดเสียวพวกนั้น เพราะอยากจะท้าทายและเอาชนะความกลัวของตัวเองให้ได้

“ในวัยเกือบ 50 ที่ผมคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี วันหนึ่งล้มป่วยเป็นสโตรก แล้วหลอดเลือดฝั่งซ้ายตีบแบบ 100% ร่างกายซีกขวาอ่อนแรงไปหมด พูดไม่เป็นภาษา วินาทีที่อยู่ในห้อง ICU ดิ่งมาก คนที่เคยเอาชนะความกลัวมาสารพัด วันนั้นกลัวตายที่สุด

“สิ่งที่ทำให้รอดชีวิตและไม่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงก็คือการที่ผมชอบเล่น Weight Training หมอบอกว่ากล้ามเนื้อที่ผมสร้างไว้ มันไปช่วยสร้างเส้นเลือดฝอยขึ้นมาบายพาสเส้นเลือดหลักที่ตีบไปแล้ว ร่างกายเรามันฉลาดและกลัวตายเหมือนกัน มันเลยพยายามหาทางรอดให้เรา

“ถึงร่างกายจะรอดมาได้ แต่ใจผมพังมาก ผมเป็นแพนิกอยู่เป็นปี จนกระทั่งวันหนึ่ง แฟนผมเขาซื้อหนังสือสอนทำขนมปังซาวร์โดว์มา ผมเห็นเขาไม่มีเวลาทำ ประกอบกับตอนนั้นผมป่วย ไปเที่ยวไหนก็ไม่ได้ ผมเลยหยิบมาอ่านแล้วตัดสินใจไปลงเรียนเพื่อมาซัปพอร์ตแฟน

“ทำซาวร์โดว์มันยากมาก แต่มันคือสิ่งที่ฉุดผมขึ้นมาจากความมืดมิดในจิตใจ ตอนแรกผมไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจเลยนะ ผมเอามันมารักษาใจผมเอง เอามาช่วยเกลาจิตใจไม่ให้มันดิ่งลงไปมากกว่านี้

“ก้อนแป้งกลม ๆ นุ่ม ๆ ที่อยู่ตรงหน้า มันมีเสน่ห์ตรงที่ทำแต่ละวันมันไม่เคยเหมือนเดิมเลย มันทำให้ผมสนุกและมีชีวิตชีวา จนอยากตื่นตี 4 ทุกวันมาเปิดเตาอบขนมปัง สมัยก่อนตอนเป็นวัยรุ่น ผมพยายามหาเงินเพื่อไปซื้อความสุข แต่ทุกวันนี้มันกลับกัน ผมทำในสิ่งที่มีความสุข แล้วก็ได้เงินมาเฉยเลย

“พอผมผ่านความเป็นความตายมาได้ ผมรู้ซึ้งเลยว่าเวลาของผมโคตรมีค่า ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่เกเรอีกแล้ว ผมอยากใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว และที่สำคัญที่สุดคือ ผมต้องไม่เป็นภาระให้ลูกเมีย

“ทุกวันนี้ผมตื่นมาวิดพื้นวันละ 300 ที แบ่งเป็น 10 เซ็ต เซ็ตละ 30 ที เพื่อดูแลตัวเองให้แข็งแรงที่สุด สำหรับผม การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่มีคำว่าแก่หรอกครับ ชีวิตเราต้องการการเริ่มต้นใหม่เสมอ ถ้าเรากล้าเรียนรู้ เราก็จะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ

“ก่อนหน้านี้ ชีวิตผมไม่เคยเกี่ยวอะไรกับเรื่องทำขนมปังเลย ผมเป็นสายผจญภัย ชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ชอบขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก จริง ๆ ผมเป็นคนขี้กลัว ทั้งกลัวความสูงและกลัวน้ำลึก แต่ที่ไปเล่นอะไรหวาดเสียวพวกนั้น เพราะอยากจะท้าทายและเอาชนะความกลัวของตัวเองให้ได้

“ในวัยเกือบ 50 ที่ผมคิดว่าตัวเองแข็งแรงดี วันหนึ่งล้มป่วยเป็นสโตรก แล้วหลอดเลือดฝั่งซ้ายตีบแบบ 100% ร่างกายซีกขวาอ่อนแรงไปหมด พูดไม่เป็นภาษา วินาทีที่อยู่ในห้อง ICU ดิ่งมาก คนที่เคยเอาชนะความกลัวมาสารพัด วันนั้นกลัวตายที่สุด

“สิ่งที่ทำให้รอดชีวิตและไม่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงก็คือการที่ผมชอบเล่น Weight Training หมอบอกว่ากล้ามเนื้อที่ผมสร้างไว้ มันไปช่วยสร้างเส้นเลือดฝอยขึ้นมาบายพาสเส้นเลือดหลักที่ตีบไปแล้ว ร่างกายเรามันฉลาดและกลัวตายเหมือนกัน มันเลยพยายามหาทางรอดให้เรา

“ถึงร่างกายจะรอดมาได้ แต่ใจผมพังมาก ผมเป็นแพนิกอยู่เป็นปี จนกระทั่งวันหนึ่ง แฟนผมเขาซื้อหนังสือสอนทำขนมปังซาวร์โดว์มา ผมเห็นเขาไม่มีเวลาทำ ประกอบกับตอนนั้นผมป่วย ไปเที่ยวไหนก็ไม่ได้ ผมเลยหยิบมาอ่านแล้วตัดสินใจไปลงเรียนเพื่อมาซัปพอร์ตแฟน

“ทำซาวร์โดว์มันยากมาก แต่มันคือสิ่งที่ฉุดผมขึ้นมาจากความมืดมิดในจิตใจ ตอนแรกผมไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจเลยนะ ผมเอามันมารักษาใจผมเอง เอามาช่วยเกลาจิตใจไม่ให้มันดิ่งลงไปมากกว่านี้

“ก้อนแป้งกลม ๆ นุ่ม ๆ ที่อยู่ตรงหน้า มันมีเสน่ห์ตรงที่ทำแต่ละวันมันไม่เคยเหมือนเดิมเลย มันทำให้ผมสนุกและมีชีวิตชีวา จนอยากตื่นตี 4 ทุกวันมาเปิดเตาอบขนมปัง สมัยก่อนตอนเป็นวัยรุ่น ผมพยายามหาเงินเพื่อไปซื้อความสุข แต่ทุกวันนี้มันกลับกัน ผมทำในสิ่งที่มีความสุข แล้วก็ได้เงินมาเฉยเลย

“พอผมผ่านความเป็นความตายมาได้ ผมรู้ซึ้งเลยว่าเวลาของผมโคตรมีค่า ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่เกเรอีกแล้ว ผมอยากใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว และที่สำคัญที่สุดคือ ผมต้องไม่เป็นภาระให้ลูกเมีย

“ทุกวันนี้ผมตื่นมาวิดพื้นวันละ 300 ที แบ่งเป็น 10 เซ็ต เซ็ตละ 30 ที เพื่อดูแลตัวเองให้แข็งแรงที่สุด สำหรับผม การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่มีคำว่าแก่หรอกครับ ชีวิตเราต้องการการเริ่มต้นใหม่เสมอ ถ้าเรากล้าเรียนรู้ เราก็จะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ

“หลายคนอาจมองว่าคนที่มีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่อายุ 44 ปีได้ น่าจะมีต้นทุนชีวิตที่ดีหรือมีเงินถุงเงินถังมาตั้งแต่แรก แต่จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของเรามาจากพยาบาลธรรมดา ๆ ที่ได้เงินเดือนเริ่มต้นแค่ 2,880 บาทเท่านั้นเอง

“เราโตมาในครอบครัวที่เตี่ยและแม่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย มีลูก 3 คน บทสนทนาในบ้านมักจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนเงิน สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราในตอนนั้น แต่มันคือแรงผลักดันที่ทำให้รู้สึกว่าเรื่องการเงินเป็นสิ่งสำคัญมาก และเราไม่อยากให้ชีวิตในอนาคตต้องมานั่งกังวลเรื่องเงินอีก

“เริ่มเก็บเงินตั้งแต่เงินเดือนก้อนแรก ตอนนั้นเลือกทำงานที่สถานีอนามัยใกล้บ้านเพื่อจะได้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ใช้เงินให้น้อยที่สุด และอะไรที่เหลือใช้ก็จะเก็บเอาไปทำประโยชน์เสมอ

“ตอนแรกสนใจอยากลงทุนทำอสังหาริมทรัพย์ ปล่อยห้องเช่า แต่อาศัยว่าเราเป็นคนชอบคำนวณ ก็เลยเอาทุกอย่างมาตีแผ่เป็นตารางในกระดาษ ทั้งค่าผ่อน ดอกเบี้ย ความเสี่ยง พอคำนวณปุ๊บก็รู้เลยว่าไม่รอดแน่ ๆ เลยยึดคติที่ว่า อะไรที่เจ๊งในกระดาษ อย่าไปทำ

“จนกระทั่งอายุ 39 ปี ได้มารู้จักการลงทุนในหุ้นแนว VI ตอนนั้นก็แอบคิดนะว่าตัวเองเริ่มช้าไปหรือเปล่า แต่พอได้ยินคำกล่าวที่ว่าเวลาที่เริ่มลงทุนที่ดีที่สุดคือวันนี้ ก็ลุยเลย

“ด้วยความที่เงินทุนเราน้อยและเวลาก็น้อยเพราะต้องขึ้นเวรพยาบาล สิ่งที่เราทำคือการอ่านหนังสือและงบการเงินแบบเจาะลึก คืนไหนไม่ได้ขึ้นเวร ก็จะอ่านหนังสือจนถึงเช้า โฟกัสหุ้นต่ำกว่ามูลค่าแค่ไม่กี่ตัวแต่เจาะให้ถึงแก่น

“ผ่านช่วงเวลาที่ทุ่มเทหนักมากประมาณ 7 ปี พอร์ตการลงทุนก็เติบโตจนเงินปันผลที่ได้รับ มากกว่าเงินเดือนทั้งปีรวมกันหลายเท่า ทำให้พี่กล้าตัดสินใจลาออกจากราชการและมีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่อายุ 44 ปี

“ทุกวันนี้ มีเวลาไปทำสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ เราชอบปั่นจักรยานจนถึงขั้นได้ไปปั่นทริป 1,500 กิโลเมตรที่อิตาลี เป็นผู้หญิงคนเดียวในทริปที่ปั่นจบ ได้ทำเพจแบ่งปันความรู้ ได้บริจาคโลหิตเป็นครั้งที่ 62

“สำหรับเราอิสรภาพทางการเงินไม่ได้หมายถึงการต้องมีเงินล้นฟ้าเพื่อไปซื้อของแพง ๆ แต่มันคือการที่เรามีทางเลือกที่จะดูแลตัวเอง และมีแรงเหลือเพื่อเป็นผู้ให้ในสังคมต่อไป”

“ชีวิตเคยเป็น Working Woman ทำงานหนักมาก เร่งรีบ เพราะวิ่งไล่ตามนาฬิกาทุกวัน มุ่งทำงานและดูแลครอบครัวจนไม่ค่อยมีเวลาที่จะดูแลตัวเอง

“ที่หน้าหมู่บ้านมียิมอยู่ที่หนึ่ง ใฝ่ฝันอยากเข้าไปเล่นยิมนี้ทุกวัน ได้แต่เดินเฉียดไปเฉียดมา เพราะต้องออกจากบ้านก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น และกลับบ้านตอนดวงอาทิตย์ตกดินตลอด พี่ทำงานบริษัทต่างชาติ จนได้ต่ออายุงานและตัดสินใจเกษียณจริง ๆ ตอนอายุ 59 ปี

“เป้าหมายแรกหลังเกษียณเลยเรียบง่ายมาก คือการที่จะต้องเข้ายิมนี้ให้ได้เพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องเป็นทาสนาฬิกาอีกต่อไป

“เพิ่งมีโอกาสเข้ายิมตอนอายุ 59 ปี เล่น Weight Training เพื่อสุขภาพ แต่พอได้เห็นโปสเตอร์ในยิมแล้วเขามีซิกซ์แพ็กสวยมาก ก็เลยตั้งเป้าหมายว่าจะมีซิกซ์แพ็กให้ได้ แต่ด้วยวัยนี้กว่าจะได้ซิกซ์แพ็กมาก็ยากมาก ยากกว่าที่คิด แต่ก็ไม่ท้อ เริ่มตั้งเป้าหมายทีละขั้น ขั้นแรกคือยากเข้ายิม ขั้นต่อมาอยากสุขภาพดี ขั้นสุดท้ายคืออยากมีซิกซ์แพ็ก

“เหมือนจักรวาลก็กลั่นแกล้ง ท้าทายเรา ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องหมอนรองกระดูกปลิ้น ทำให้ตั้งเป้าหมายใหม่ว่า ฉันจะต้องแข็งแรงจากอาการตรงนี้ ฉันจะต้องไม่ผ่าตัด พอร่างกายแข็งแรงขึ้น ก็มีเป้าหมายใหม่เข้ามาอีก ว่าต้องดึงข้อต่อให้ได้ 10 ครั้ง และมีค่า VO2 Max เทียบเท่าคนอายุ 20 ปี”

“พอทำได้ครบหมดแล้ว ก็ยังไม่อยากออกจากวงการนี้ รู้สึกว่าถ้าไม่มีอะไรดึงดูดใจ ชีวิตมันก็จะนิ่งและไม่เติบโต เลยต้องหาเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายขึ้นไปอีก นั่นคือการปั้นหุ่นเพื่อแข่งเพาะกาย

“การเพาะกายเราต้องเรียนรู้วิธีใหม่หมด ต้องกินโปรตีน 2 เท่าของน้ำหนักตัว กินคาร์โบไฮเดรต 3-4 เท่า เพื่อให้มีแรงยกเวทหนัก ๆ ปั้นกล้ามเนื้อให้ขึ้นมาเป็นลูก ๆ ลงประกวดมา 8 เวที และเวทีที่ภูมิใจที่สุดคือเวที มิสเตอร์ไทยแลนด์ (Mr. Thailand) ปีที่ผ่านมา ลงแข่งในรุ่นทั่วไปแบบไม่จำกัดอายุ ไม่จำกัดน้ำหนัก และสามารถคว้าอันดับ 3 มาได้ โดยที่คู่แข่งมีแต่เด็ก ๆ อายุ 20 ปลาย ๆ ทั้งนั้นเลย

“สิ่งที่ทำให้เราสำเร็จได้คือควรจะมีเป้าหมาย เราอยากทำอะไร อยากได้อะไร อยากเป็นอะไร ตรงนั้นจะเป็นเข็มทิศให้เราว่าเราอยากจะเดินทางไปอยู่ตรงไหน เราต้องเชื่อว่าตัวเองทำได้ ถ้าเราไม่เชื่อสมองมันไม่คิดหาทาง

“การบรรลุถึงเป้าหมายไม่ได้แปลว่าจุดจบ แต่มันเป็นจุดใหม่ของการที่จะเริ่มต้นเดินในก้าวใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังไม่หยุดเดิน เราจะไปต่อเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราถึงเป้าหมายแล้วหยุด ชีวิตมันนิ่งเลยนะ มันไม่มีการเติบโต”

Credits

Author

  • มนุษย์ต่างวัย

    Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ