‘ตายอย่างพระ’ สารคดีเล่าชีวิตพระสงฆ์ที่ป่วยระยะสุดท้าย เพราะความตายที่งดงามต้องเริ่มจากการ ‘เตรียมตัว’ ตั้งแต่วันที่ยังมีลมหายใจ

เพราะความตายที่งดงามต้องเริ่มจากการ ‘เตรียมตัว’ ตั้งแต่วันที่ยังมีลมหายใจ

ทุกชีวิตมี ‘ความตาย’ เป็นปลายทางสุดท้าย เพียงแต่อาจจะเร็วหรือช้าแตกต่างกันไป แต่ทุกคนไม่อาจพ้นไปจากความจริงของชีวิตข้อนี้ได้ เพียงแต่ว่า เมื่อความตายเดินทางมาถึง ทุกคนล้วนปรารถนาที่จะจากไปอย่างสงบ

พระสงฆ์ก็เช่นกัน เมื่อท่านได้ใช้ชีวิตเป็นพระแล้ว ท่านก็ปรารถนาที่จะได้ ‘ตายอย่างพระ’ ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตตามพระวินัยจนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งในเมืองไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธก็ตาม เพราะสังคมไทยมีพระอาพาธระยะท้ายจำนวนมากที่จำเป็นต้องสึกออกไป เนื่องจากไม่สามารถที่จะได้รับการดูแลให้เป็นไปตามพระวินัยได้

มนุษย์ต่างวัยนำส่วนหนึ่งจากวงสนทนาในงานเปิดตัวสารคดี ‘ตายอย่างพระ’ ที่ฉายครั้งแรกในงานรำลึกและบูชาหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ณ สวนโมกข์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะชวนให้ทุกคนกลับมามองความจริงของชีวิต การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายให้ได้อยู่อย่างมีความหมายและจากไปอย่างสงบผ่านภาพสะท้อนของ “ศูนย์สันติภาวัน” ศูนย์ดูแลพระสงฆ์ที่ป่วยในช่วงระยะท้ายให้ได้ใช้ชีวิตอย่างพระจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต

สังคมไทยยังต้องการที่ที่ดูแลพระสงฆ์ให้ได้เป็นพระจนวาระสุดท้าย

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ได้ให้มุมมองในเรื่องนี้ว่า “สมัยก่อนเวลาพระป่วย ก็ได้รับการดูแลจากพระด้วยกัน แต่เดี๋ยวนี้หลายวัดมีนโยบายนะว่าห้ามพระป่วย ถ้าป่วยก็ต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะว่าวัดไม่สามารถจะดูแลได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่พระป่วย หลาย ๆ ท่านก็จะต้องไปลงเอยที่บ้าน ตอนเป็นฆราวาสเคยมีลูก ลูกก็มารับไปดูแล แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะดูแลได้ด้วยความสะดวกสบาย เพราะพระวินัยก็ไม่ได้เอื้อเฟื้อ อย่างเช่นครอบครัวที่มีลูกสาวจะมาดูแลพ่อที่เป็นพระก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นสมัยนี้การตายอย่างพระจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งจะไปรักษาที่โรงพยาบาลก็ตาม เพราะระเบียบหรือมาตรฐานต่าง ๆ ของโรงพยาบาลก็ไม่ได้เอื้อต่อผู้ป่วยที่เป็นพระ ไม่เอื้อต่อพระวินัย

“ยังไม่ต้องพูดถึงว่า เมื่อพระอาพาธในระยะท้ายแล้ว แทนที่จะได้รับการดูแลเพื่อให้จากไปอย่างสงบ กลับมีการนำเข้าสู่กระบวนการต่าง ๆ เพื่อยื้อชีวิต ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จึงตั้งคำถามกับพวกเราว่า จำเป็นหรือไม่ที่ผู้ป่วยระยะท้ายจะต้องไปลงเอยที่โรงพยาบาลเท่านั้น มีวิธีการรักษาอื่น ๆ ที่ดีต่อผู้ป่วยระยะท้ายมากกว่านี้หรือไม่ เพราะจริง ๆ แล้วสิ่งที่พวกเขาต้องการคือการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรที่ลึกซึ้ง ไม่ต้องมีการเจาะคอ หรือสอดแทงแยงแหย่เครื่องมือใด ๆ เข้าไปในร่างกาย

“สังคมไทยต้องการสถานที่รักษาดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่ไม่ใช่โรงพยาบาล และ ‘สันติภาวัน’ เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมีใครสักคนป่วยระยะท้าย เราไม่จำเป็นต้องไปลงเอยที่โรงพยาบาลก็ได้ และยังเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าพระก็ดูแลพระด้วยกันได้ แม้ว่าท่านจะไม่ได้มีความสามารถทางการแพทย์หรือพยาบาล ขอเพียงแค่มีใจ โดยเฉพาะยิ่งถ้ามีการวางใจได้ถูก เหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์วิชิต (พระวิชิต ธมฺมชิโต ผู้ก่อตั้งศูนย์สันติภาวัน) เคยพูดว่า ‘การดูแลท่านคือการปฏิบัติธรรมของเรา’

“แต่ถึงอย่างนั้นสันติภาวันก็ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปของสังคมไทย โดยเฉพาะในเวลาที่มีพระอาพาธในระยะท้ายเป็นจำนวนมาก เพราะถ้าคณะสงฆ์เข้มแข็ง สังคมไทยเข้มแข็ง มันไม่ควรมีสันติภาวันเลยด้วยซ้ำ เพราะถ้ามีพระในวัดป่วยระยะท้าย พระรูปอื่น ๆ ก็จะช่วยกันดูแล ไม่ใช่ถูกผลักไสให้ไปอยู่บ้านหรือโรงพยาบาล ทั้ง ๆ ที่ท่านพอใจที่จะอยู่ที่วัดมากกว่า

“การที่ญาติโยมจำนวนมากสนับสนุนกิจการของสันติภาวัน อยากให้มีสันติภาวันเยอะ ๆ ถึงแม้จะช่วยให้มีอาคารหลังใหม่ มีอุปกรณ์ในการดูแลพระที่ป่วยมากขึ้น แต่จริง ๆ แล้วเราต้องช่วยกันทำให้สังคมไทยหรือคณะสงฆ์มีสันติภาวันน้อย ๆ ซึ่งหมายความว่าต้องช่วยกันทำให้พระสงฆ์สามารถที่จะดูแลพระที่ป่วยด้วยกัน หรือมีจิตสำนึกที่จะช่วยกันดูแล ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่”

เพราะไม่มีใครดูแลพระที่ป่วยระยะท้ายได้ดีเท่า ‘พระ’ ด้วยกัน

“สิ่งสำคัญที่เอื้อให้การ ‘ตายอย่างพระ’ สำเร็จได้ คือการดำรงรักษาพระวินัยให้ท่านยังมีความเป็นพระอยู่ และคนที่เข้าใจเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือพระด้วยกัน”

พระวิชิต ธมฺมชิโต ผู้ก่อตั้งศูนย์สันติภาวัน พูดถึงปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการตายดีของพระ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการก่อตั้งศูนย์สันติภาวัน เพื่อเป็นที่อยู่ ที่ดูแล และที่พึ่งของพระสงฆ์ที่อาพาธมาจนถึงทุกวันนี้

“เราเริ่มทดลองทำสันติภาวันเมื่อปี 2562 ที่วัดป่าสุคะโต ช่วงแรกก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่างานลักษณะนี้มันเหมาะกับสังคมสงฆ์ หรือเหมาะกับชาวพุทธหรือเปล่า จะมีพระมาอยู่กับเราหรือเปล่า จะมีพระมาช่วยดูแลพระอาพาธหรือเปล่า จะมีญาติโยมสนับสนุนการทำกิจกรรมของเราหรือเปล่า เราทดลองทำอยู่ที่นั่นประมาณ 8 เดือน จนเห็นว่าทุกอย่างพร้อม ก็เริ่มก่อตั้งเป็นมูลนิธิสันติภาวันเมื่อปี 2563 ต่อมาก็มีญาติโยมมอบพื้นที่ที่ อ.สอยดาว จ.จันทบุรีให้ เราก็เลยตั้งสันติภาวันที่นั่น จนถึงวันนี้งานของสันติภาวันก็ดำเนินมาแล้ว 7 ปี และให้การดูแลพระที่อาพาธมาแล้ว 48 รูป

“เวลาที่มีการคุยเรื่องนี้ในหมู่สงฆ์ ก็พบว่าหลาย ๆ ท่านก็เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แต่ยังไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้ทุกวันนี้มีพระที่อาสาเข้ามาดูแลพระอาพาธน้อยมาก แต่ในขณะเดียวกันญาติโยมโดยเฉพาะผู้หญิง อาสาเข้ามาช่วยงานกันมาก แต่เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ต้องมีการถึงเนื้อถึงตัว เราก็เลยอยากรักษาพระวินัยของท่านไว้

“เราพยายามปรับวิธีการดูแลพระอาพาธให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพระ ดังนั้น พระที่เป็นผู้ดูแล ก็ยังใช้ชีวิตและทำกิจทุกอย่างตามปกติเหมือนอยู่วัด ตื่นมาทำวัตรสวดมนต์ ลงปาฏิโมกข์ ไปบิณฑบาต เพราะฉะนั้นอาหารโรงครัวก็ไม่จำเป็นเลยนะ เพราะเราใช้อาหารบิณฑบาตซึ่งเพียงพอที่จะเอามาปรับ มาเลือกให้เหมาะสมกับพระอาพาธ แล้วเราก็ให้พระที่อาพาธได้ฉันอาหารบิณฑบาตด้วยกัน และบอกท่านว่าอาหารพวกนี้เราไปบิณฑบาตมานะ อาตมารู้สึกว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ความเป็นพระของท่านถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถ้าเราไปจ้างโยมมาดูแล เรื่องพวกนี้ก็จะหายไปเลย”

ปัจจุบันสันติภาวัน มีการขยายขอบเขตงานออกไป ทำให้เกิดสันติอาวาสและสันติวิหาร เพื่อดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของพระ พ่อแม่ของพระ รวมทั้งภิกษุณี และแม่ชี ให้ครอบคลุมมากขึ้น

“ตอนนี้สันติภาวันมีการขยายงานไปดูแลพ่อแม่ของพระที่สันติอาวาส อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาด้วย เพราะพอพ่อแม่ของท่านอายุมากขึ้น เกิดการเจ็บป่วย จริงอยู่ที่ท่านอาจจะมีพี่น้องหลายคน แต่เขาก็มีครอบครัว มีหน้าที่การงานของตัวเอง ในเมื่อพระสอนเรื่องความกตัญญู ก็ให้สึกออกมาดูแลพ่อแม่ ซึ่งบางรูปก็พร้อมที่จะสึก แต่บางรูปที่บวชมานานก็ไม่อยากสึก ดังนั้น ท่านก็มาอยู่ช่วยดูแลพระอาพาธกับเรา แล้วพาพ่อแม่ของท่านมาอยู่กับเราที่สันติอาวาสได้

“นอกจากนี้ ที่สันติอาวาสยังให้การดูแลแม่ชีและภิกษุณีที่ป่วยระยะท้ายด้วย เป็นส่วนที่เราขยายเพิ่มเติมออกไป ต่อไปญาติโยมผู้หญิงอาจจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานกับเรามากขึ้น เพราะมีหลายคนถามมาอยู่เรื่อย ๆ ว่าจะขอเข้ามาช่วยดูแลพระ ซึ่งเราก็ปฏิเสธไป ในอนาคตเขาก็จะได้มาช่วยดูแลในฝั่งนี้

“เวลาพระมาหาหมอบางทีก็หาที่พักยาก ไม่มีที่พัก ท่านก็ต้องออกเดินทางกลางคืน บางครั้งก็นอนไม่หลับเครียด เช้ามาก็ไปโรงพยาบาล ไปเจาะเลือด เราก็เลยจัดที่พักให้ท่านได้มาค้างคืน พอตอนเช้าเราก็จัดรถส่งไปโรงพยาบาล จุดนี้คือสันติวิหาร ตรงบางซื่อ ซึ่งเป็นส่วนงานที่ 3 ที่สันติภาวันทำอยู่”

เพื่อสร้างความมั่นคงทางใจให้กับพระสงฆ์ สันติภาวันยังมีไอเดียเรื่อง ‘การเก็บแต้มบุญ’ เพื่อชวนให้พระสงฆ์ที่ยังแข็งแรงมาร่วมกันอุปัฏฐากดูแลพระอาพาธเพื่อสะสมแต้ม หากในอนาคตท่านเกิดเจ็บป่วย สันติภาวันก็จะเป็นหลักประกันว่าท่านจะมีสถานที่ที่คอยดูแลในวาระสุดท้ายอย่างแน่นอน

ขยาย ‘กุฏิชีวาภิบาล’ เพื่อสร้างบ้านหลังสุดท้ายให้พระได้ตายดี

ในส่วนของ ‘คุณตี๋’ ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้เล่าถึงภาพรวมการทำงานเพื่อสร้างสถานชีวาภิบาลเพื่อดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธระยะท้ายว่า

“เรื่องงานดูแลสุขภาพพระสงฆ์ ก็จะมีการดูแลตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ดูแลตั้งแต่เรื่องภัตตาหารไปจนถึงการอาพาธระยะท้าย เฉพาะในส่วนของการดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธระยะท้าย ซึ่งเป็นการทำโดยคณะสงฆ์เอง ก็จะมีอยู่หลายชื่อ หลายรูปแบบ เช่น กุฏิชีวาภิบาล กุฏิชีวาบาล หรือสถานชีวาภิบาลในวัด

“ตอนนี้ในประเทศไทยมีการทำกุฏิชีวาภิบาลอยู่ประมาณ 40 แห่ง ดูแลได้ประมาณ 132 เตียง และสันติภาวันก็เป็นพื้นที่ครู ที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งฆราวาสและพระสงฆ์นำไปใช้เป็นต้นแบบในการทำงาน นอกจากนี้ยังมีที่วัดอื่น ๆ เช่น วัดทับคล้อ วัดห้วยยอด วัดป่าโนนสะอาด วัดท่าประชุม ฯลฯ

“เรามีการอบรมพระคิลานุปัฏฐาก หรือพระอาสาสมัครที่จะเป็นผู้ดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธ โดยกรมอนามัย ในหลักสูตรการดูแลสุขภาพทั่วไปให้กับพระสงฆ์ ซึ่งมีพระที่ผ่านการอบรมประมาณ 16,000 รูปทั่วประเทศ ซึ่งท่านอาจจะช่วยดูแลเรื่องสุขภาพ สุขอนามัยในวัดได้ ส่วนการอบรมเรื่องการดูแลระยะท้ายหลักสูตร 140 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นภาคทฤษฎี 35 ชั่วโมง ภาคปฏิบัติ 105 ชั่วโมง ซึ่งต้องมีการไปฝึกปฏิบัติจริง และต้องใช้เวลาในการอบรมเยอะ ตอนนี้มีพระสงฆ์อบรมอยู่ประมาณ 400 กว่ารูป ผ่านทฤษฎีแล้วประมาณ 275 รูป และผ่านภาคปฏิบัติอยู่ประมาณ 100 กว่ารูป

“จริง ๆ การเปิดกุฏิชีวาภิบาล หรือทำสถานชีวาภิบาลในหลาย ๆ พื้นที่ ก็ไม่ได้มีแค่พระสงฆ์ที่เข้ามา แต่ฆราวาสในชุมชนที่เดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือก็เข้ามาด้วย จึงต้องขยายการดูแลให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเครือข่ายในพื้นที่ แต่เหนือสิ่งใดคือการขับเคลื่อนในเชิงนโยบายก็ต้องเชื่อมโยงกับระบบสาธารณสุขของประเทศด้วย โรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดพื้นที่ดูแลในลักษณะนี้อย่างน้อยอำเภอละ 1 แห่งตามเป้าหมาย ซึ่งเราก็คงต้องทำงานกันต่อไป”

“ตายอย่างพระ” คงไม่ใช่ภาพยนตร์สารคดีที่ที่แค่ชวนให้เราคิดถึงเพียงแค่วาระสุดท้ายในชีวิตของพระสงฆ์ แต่กำลังชวนให้เราย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ในวันที่เราเดินทางไปถึงปลายทางของชีวิต เราอยากใช้ชีวิตอย่างไร ได้รับการดูแลแบบไหน และมีอะไรที่เราอยากรักษาไว้จนถึงลมหายใจสุดท้าย เพราะไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส เราต่างมีความตายเป็นปลายทางเดียวกัน

Credits

ผู้เขียน

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ