ทำไมสังคมควรจับตามองและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
สสส. มีหน้าที่อะไร มาทำความเข้าใจกัน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่ยังรวมถึงเรื่องของจิตใจ สังคม และปัญญา โดยเน้นการป้องกันปัญหาสุขภาพก่อนเกิดโรค ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี นับตั้งแต่การก่อตั้ง สสส. ใช้งบประมาณดำเนินการจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือที่เรามักเรียกกันง่าย ๆ ว่า ‘ภาษีบาป’ ในอัตราส่วน 2%
ภาษีบาป 2% ทำไมจึงสำคัญ?
‘ภาษีบาป 2%’ คือเงินบำรุงกองทุนร้อยละ 2 ที่จัดเก็บเพิ่มจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ โดยผู้ผลิตต้องจ่ายเพิ่มจากภาษีตามปกติ แล้วส่งเข้ากองทุนตามที่กฎหมายกำหนด โดยเงินส่วนนี้ไม่ต้องส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่ง สสส. ได้รับเงินส่วนนี้ตามรายงานข่าวประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี
สสส. นำเงินไปใช้อะไรบ้างและตรวจสอบได้ไหม?
บทความวิชาการใน Bulletin of the World Health Organization เมื่อปี 2019 ระบุว่า กองทุนนี้ได้รับรายได้จากเงินเพิ่มร้อยละ 2 ของภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ และนำไปสนับสนุนการสร้างหลักฐานทางวิชาการ การรณรงค์ และการระดมพลังสังคม เพื่อจัดการปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์อย่างเป็นอันตราย และการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดย สสส. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการกองทุน ส่งรายงานผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรีทุกปีตามกฎหมาย และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของ สตง.
ขณะนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น
ขณะนี้ได้มีการเสนอร่างกฎหมายให้ปรับแหล่งที่มาของเงินงบประมาณของ สสส. จากงบประมาณที่มาจากภาษีบาปเป็นการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยร่างกฎหมายนี้เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สาระสำคัญมี 2 ข้อ คือ ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้เสียภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้เฉพาะของกองทุนฯ และแก้ไขให้เงินของกองทุนฯ มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็นแทน ผู้เสนอให้เหตุผลว่าเป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ
ในขณะเดียวกันยังมีร่างแก้ไขกฎหมายอีก 3 ฉบับที่เสนอยกเลิกเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบในแนวทางเดียวกัน ได้แก่ ร่างที่เกี่ยวข้องกับไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
อะไรคือผลกระทบที่น่าจับตามอง หากร่างกฎหมายผ่าน
หากงบประมาณของ สสส. มาจากการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากภาครัฐ งานด้านการส่งเสริมสุขภาวะอาจจะถูกตีความแคบ ๆ เพียงแค่เรื่องของสุขภาพร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสร้างเสริมสุขภาวะกว้างขวางกว่านั้นมาก เพราะมีทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม และการจัดการปัจจัยเสี่ยง เพื่อช่วยให้คนสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่นำไปสู่ความเจ็บป่วยได้ ไม่ว่าจะเป็น บุหรี่ เหล้า อุบัติเหตุทางถนน ผู้สูงอายุ อาหาร กิจกรรมทางกาย สุขภาพจิต ไปจนถึงมลพิษทางอากาศ
และที่สำคัญ สสส. ยังช่วยเปิดพื้นที่ให้คนธรรมดา ที่เป็นคนตัวเล็ก ๆ แต่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม ได้มีโอกาสทำงาน และร่วมออกแบบนโยบายและมาตรการที่กระทบต่อสุขภาวะของตนเอง ไม่ใช่รอรับแต่นโยบายจากภาครัฐ ที่บางครั้งก็ขาดความต่อเนื่องและไม่เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม
งานของ สสส. เป็นงานด้านการส่งเสริมสุขภาวะ ทำให้ประเทศได้ลงทุนกับการป้องกัน แทนที่จะรอให้ป่วยแล้วค่อยจ่ายค่ารักษา แต่งานลักษณะนี้ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เพราะเกี่ยวเนื่องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างคน สร้างองค์ความรู้ และเครือข่ายให้เข้มแข็ง ถ้าหากต้องรอเงินงบประมาณจากภาครัฐที่มีความไม่แน่นอน และเปลี่ยนไปตามนโยบายของพรรคการเมือง การทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาวะในระยะยาวก็อาจจะสะดุดได้
ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยและนวัตกรรมป้องกันโรคอาจถูกจำกัด การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและการป้องกันภาวะพึ่งพิงอาจได้รับผลกระทบ จำนวนคนป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก็อาจเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้สังคมต้องรับภาระสุขภาพในระยะยาวมากขึ้นตามไปด้วย
ขณะนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ข้อเสนอให้ยกเลิกเงินบำรุงและปรับแหล่งรายได้ดังกล่าวจึงยังไม่มีผลใช้บังคับ หากคุณอยากร่วมปกป้องการทำงานของ สสส. สามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นกับการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าวได้โดยเลือกคำว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ ได้ตามช่องทางในลิงก์ด้านล่างนี้ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=632