ประกันสังคมอาจล้มใน 30 ปี TDRI เสนอทางรอดสังคมไทย ด้วยการปฏิรูประบบบำนาญ และระบบการดูแลระยะยาว

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ ปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์ของครอบครัวไทยลดลงอย่างน่าใจหาย จากเดิมเฉลี่ยครอบครัวละ 2 คน เหลือเพียง 1 คน และมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย ๆ ในทางกลับกัน อายุเฉลี่ยของคนไทยกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 76 ปี คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 84-85 ปี ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนของผู้สูงอายุในประเทศไทยจะพุ่งสูงขึ้นถึง 36% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรไทยทั้งประเทศในปี พ.ศ. 2593

สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังตั้งคำถามกับเราว่าเมื่อโครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนไป ระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่จะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบบำนาญชราภาพ หรือระบบการดูแลสุขภาพระยะยาว ยังมีความพร้อมที่จะรองรับชีวิตของพวกเราทุกคนมากแค่ไหน โดยเฉพาะในวันที่สังคมไทยกำลังค่อย ๆ กลายเป็นสังคมที่มีผู้สูงอายุเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

มนุษย์ต่างวัยนำส่วนหนึ่งของเซสชัน ‘สังคมสูงวัยกับความท้าทายของระบบสวัสดิการผู้สูงอายุ’ โดย ดร.อรรถกฤต เล็กศิวิไล นักวิชาการทีดีอาร์ไอ และคุณชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ จากงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 TDRI Annual Public Conference 2026 ‘ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน’ ที่จัดขึ้น ณ Samyan Mitrtown Hall ชั้น 5 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา

รัฐควรรับมืออย่างไร เมื่อ ‘ระบบบำนาญ’ ไม่มั่นคง

หากพิจารณาถึงระบบบำนาญที่เป็นที่พึ่งหลักของแรงงานในระบบ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงกองทุนบำนาญประกันสังคม ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ของประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกองทุนประกันสังคมกำลังนับถอยหลังสู่วิกฤตทางการเงิน จนอาจล้มละลายในอีก 30 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า คนอายุ 20 ปี ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานและจ่ายเงินสมทบอยู่ตอนนี้ มีโอกาสที่จะไม่ได้รับเงินบำนาญเลย เพราะเงินกองทุนฯ หมดลงไปก่อนที่พวกเขาจะเกษียณด้วยซ้ำ

ดังนั้น เพื่อยืดอายุของกองทุนประกันสังคมจาก 30 ปี ให้ขยายออกไปได้ถึง 70 ปี (และตั้งเป้าหมายตามมาตรฐาน OECD ที่ 80-90 ปี) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีข้อเสนอมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ดังต่อไปนี้

3 มาตรการปฏิรูปโครงสร้างกองทุนประกันสังคมในระยะสั้นและระยะกลาง

1. เพิ่มผลตอบแทนการลงทุน : ปรับเปลี่ยนแนวทางการลงทุนและตั้งเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนจากเดิมที่อยู่เพียง 2-3% ให้เพิ่มเป็น 5-6% ต่อปี พร้อมเปิดพอร์ตให้โปร่งใสและใช้มืออาชีพบริหารความเสี่ยง

2. ปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบ : ปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบรวม (นายจ้างและลูกจ้าง) จากปัจจุบัน 6% เพิ่มเป็น 12% พร้อมทบทวนและปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่ต้องส่งเข้ากองทุนทุก ๆ 3 ปี

3. ทยอยขยายอายุรับบำนาญ : ขยายอายุเริ่มต้นการรับบำนาญชราภาพจาก 55 ปี เป็น 60 ปี โดยมีเกณฑ์ยกเว้นรองรับกลุ่มแรงงานที่ไม่สามารถทำงานต่อได้

สำหรับมาตรการในระยะยาว อาจพิจารณาเรื่องการเพิ่มกลไกปรับเงินสมทบและบำนาญฯ เพื่อให้กองทุนมีความมั่นคงมากขึ้น เช่น เปิดทางให้คนสามารถส่งเงินสมทบได้มากขึ้น ด้วยการส่งเงินสมทบตามฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น เพื่อให้คนออมเงินได้เพียงพอ รวมทั้งเพิ่มเกณฑ์คำนวณบำนาญฯ ส่วนเพิ่ม ตามภาวะเศรษฐกิจและอายุขัยประชากร

ทั้งนี้ การจะขอให้ประชาชนยอมจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นและทำงานนานขึ้น ท่ามกลางกระแสข่าวด้านลบเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการลงทุน รัฐบาลและสำนักงานประกันสังคมจะต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาด้วยมาตรการในการบริหารจัดการต่าง ๆ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทำได้ทันที คือการนำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง เปิดเผยข้อมูลการลงทุนของกองทุนฯ อย่างละเอียดเทียบเท่ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และตั้งคณะอนุกรรมการลงทุนที่เป็นมืออาชีพ ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเปิดเผยมติที่ประชุมต่อสาธารณะ

ส่วนมาตรการที่ต้องทำภายใน 2 ปี คือการแยกกองทุนบำนาญออกจากสำนักงานประกันสังคม และจัดตั้งองค์กรในการดูแลเงินบำนาญโดยเฉพาะ โดยจัดให้มีสถานะเป็นองค์กรเฉพาะด้านการลงทุน บริหารงานโดยมืออาชีพด้านการลงทุน มีบอร์ดที่ทำหน้าที่ประเมินผลงาน และมีความคล่องตัวในการออกระเบียบการลงทุนเองได้โดยไม่ต้องผ่านกระทรวงการคลัง ซึ่งจะทำให้กองทุนฯ มีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสภาวะตลาดโลกได้รวดเร็วเหมือนกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

สร้างหลักประกันสุขภาพที่มั่นคงให้ชีวิตผู้สูงวัยในวันที่ต้องเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง

นอกเหนือจากความเสี่ยงเรื่องเงินออมไม่พอใช้ ระบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) ก็กำลังกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตของสังคมไทยเช่นเดียวกัน ปัจจุบันมีผู้สูงอายุมากกว่า 2 ล้านคนที่ต้องใช้ชีวิตตามลำพัง และภาระการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวมักจะตกเป็นของผู้หญิงเป็นหลัก (ภรรยาและลูกสาว)

มีการคาดการณ์ว่าในปี 2570 จำนวนผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียงจะอยู่ที่ประมาณ 560,000 คน และจะเพิ่มเป็น 1.1 ล้านคนในปี 2590 (เพิ่มขึ้นราว 2 เท่า) ส่งผลให้ความต้องการผู้ดูแล (Caregiver) พุ่งสูงขึ้นกว่า 3 เท่า (จาก 2.8 แสนคนในปี 2560 เพิ่มเป็น 9.1 แสนคนในปี 2590)

การปล่อยให้ครอบครัวต้องแบกรับปัญหานี้ตามลำพังไม่ใช่ทางออก สังคมไทยจำเป็นต้องสร้างกลไกใหม่ในการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

มาตรการระยะสั้น : จัดสรรคูปองมูลค่า 800 บาท ปีละ 12 ใบ ให้กับครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อนำไปเลือกใช้บริการต่าง ๆ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนตามความต้องการ เช่น

  • บริการ Day Care : ศูนย์ดูแลแบบเช้าไป-เย็นกลับ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวในวันที่ต้องออกไปทำงาน
  • บริการ Home Visit : การเยี่ยมบ้านโดยพยาบาลวิชาชีพ หรือนักกายภาพบำบัด
  • บริการ Training : อบรมทักษะการดูแลผู้สูงอายุให้แก่คนในครอบครัว
  • บริการ Transport : รับ-ส่งผู้สูงอายุไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

นอกจากนี้ จะต้องมีการยกระดับอาชีพผู้ดูแลให้เป็นวิชาชีพที่มีมาตรฐาน สร้างมาตรฐานหลักสูตรการอบรม การรับรองใบอนุญาตวิชาชีพ มีคณะกรรมการกำกับดูแลคุณภาพ และกำหนดค่าตอบแทนกับความก้าวหน้าในสายอาชีพอย่างเหมาะสม เพื่อให้อาชีพผู้ดูแลมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และเป็นอาชีพที่มั่นคง

มาตรการระยะยาว : จัดตั้งกองทุนประกันการดูแลระยะยาว ในลักษณะภาคบังคับและถ้วนหน้า โดยให้คนวัยทำงาน (อายุ 40-65 ปี) ร่วมจ่ายเงินสมทบ โดยรัฐบาลช่วยอุดหนุน เพื่อนำมาเป็นเงินกองทุนหลักในการกระจายความเสี่ยง สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ของใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ และบริการช่วยเหลือในชีวิตประจำวันให้ครอบคลุม เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัย คงไม่ใช่แค่การมีเงินพอจ่ายบำนาญ การสร้างศูนย์ดูแล หรือเพิ่มจำนวนผู้ดูแลให้มากขึ้น แต่คือการทำให้คนทุกวัยมั่นใจได้ว่าเมื่อถึงวันที่ทำงานไม่ไหว ไม่มีรายได้เหมือนเดิม หรือจำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น เรายังมีระบบสวัสดิการที่มั่นคงมากพอจะช่วยประคองชีวิตต่อไปได้

เพราะการมีอายุยืนยาวควรเป็นโอกาสให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่ต้องอยู่กับความกังวลว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปอย่างไร

Credits

ผู้เขียน

  • Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ