เด็กเมื่อวานซืน ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
อายุปูนนี้ ไปเลี้ยงหลานดีกว่า
คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่การล้อเลียนหรือหยอกล้อ แต่สะท้อนถึง “วยาคติ” (Ageism)
หรืออคติแห่งวัยที่ตัดสินคนจากอายุมากกว่าศักยภาพที่แท้จริง
สรุปประเด็นสำคัญจากบทสนทนาในรายการมนุษย์ต่างวัย Talk กับ ประสาน อิงคนันท์ EP.87 คุยกับ คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เกี่ยวกับ “วยาคติ” (Ageism) หรืออคติและการเลือกปฏิบัติโดยใช้อายุหรือวัยเป็นเกณฑ์ในสังคมไทย
การกำหนดอายุเกษียณ กำลังแช่แข็งศักยภาพคน
เกณฑ์การเกษียณอายุที่ 60 ปีของไทย ถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2494 ในยุคที่ค่าเฉลี่ยอายุขัยคนไทยยังไม่ถึง 60 ปีด้วยซ้ำ แต่ปัจจุบันที่วิทยาการก้าวหน้าจนเรามีอายุยืนยาวเกิน 70-80 ปี การใช้กฎเกณฑ์เมื่อ 7 ทศวรรษก่อนมาขีดเส้นให้คนหยุดทำงาน จึงเป็นเรื่องที่ตลกร้ายและล้าสมัยอย่างยิ่ง
ในวันที่สังคมไทยเผชิญวิกฤต “เด็กเกิดน้อยลงแต่คนดูแลไม่พอ” การให้คนวัย 60 ที่ยัง “แข็งแรง” พร้อมทำงานและมีศักยภาพไปอยู่บ้าน คือการซ้ำเติมโครงสร้างเศรษฐกิจให้ล่มสลายเร็วขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้รัฐต้องแบกรับงบประมาณดูแลสูงเกินจำเป็นแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุที่อาจกลายเป็น “คนติดบ้าน ติดเตียง” เร็วกว่าที่ควรจะเป็น เราต้องเปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุจากการเป็น “ผู้รับการสงเคราะห์” ให้กลายเป็น “ผู้ทรงสิทธิ์” (Rights Holder) ที่มีพลังในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ
วยาคติ กำลังจำกัดสิทธิของผู้สูงวัย
วยาคติยังส่งผลในเรื่องของการถูกจำกัดสิทธิอีกด้วย เช่น กรณีธนาคารบางแห่งไม่อนุญาตให้คนอายุเกิน 70 ปีใช้แอปพลิเคชันเพราะกลัวจะถูกหลอก ทั้งที่ข้อมูลสถิติระบุชัดว่า “ใครก็โดนหลอกได้” วัยรุ่นอาจโดนหลอกเรื่องงานหรือความรัก ส่วนผู้สูงอายุอาจโดนเรื่องการลงทุนกันมาก เพราะความไม่เท่าทันเทคโนโลยี แต่การไม่ใช้เทคโนโลยีก็ไม่ใช่แนวทางการป้องกัน ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของอายุ แต่เป็นเรื่องของระบบที่ต้องดูแล
รัฐธรรมนูญไทยระบุชัดเจนว่า ห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ การตัดสิทธิ์เพียงเพราะอายุจึงเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่การกีดกัน แต่คือการออกแบบโลกที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมหรือที่เรียกว่า “ Inclusive Society”
เราก็ไม่ควรมีอคติแห่งวัยต่อตัวเราเอง เพราะยิ่งเชื่อ เรายิ่งหมดคุณค่า
อคติที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นมองเรา แต่คือการที่เราบอกตัวเองว่า “อายุปูนนี้แล้ว ทำไม่ได้หรอก” ความคิดนี้เปรียบเสมือนการสาปตัวเองที่ทำให้เราหยุดพัฒนา และละทิ้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพียงเพราะเราเชื่อไปเองว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องของเด็กเท่านั้น หากเราปลดล็อกคำสาปนี้ได้ เราจะพบว่าช่วงวัยที่เพิ่มขึ้นคือต้นทุนของประสบการณ์ที่ไม่มีเทคโนโลยีใดเลียนแบบได้
สิทธิของผู้สูงอายุในวันนี้คือสิทธิของตัวเราเองในอนาคต
เราต้องเลิกมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ “คนแก่” เพราะในความเป็นจริง ทุกคนคือ “ว่าที่ผู้สูงอายุ” ในอนาคต การสร้างสังคมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในวันนี้ คือการวางรากฐานคุณภาพชีวิตที่คุณจะได้รับเมื่อเวลาผ่านไป เราต้องขยับทั้งในระดับนโยบาย เช่น การขยายอายุเกษียณ หรือการจ้างงานที่ใช้ทักษะความเชี่ยวชาญจริง (ไม่ใช่แค่จ้างรายชั่วโมงเพื่อทำงานแรงงาน) เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่เราอายุมากขึ้น เราจะยังถูกมองเห็นในฐานะมนุษย์ที่มีคุณค่า ไม่ใช่ภาระของสังคม
ดังนั้นวยาคติจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคำพูด และไม่ได้ทำร้ายแค่ความรู้สึกแต่มันกำลังตัดโอกาสของคนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีศักยภาพออกไป

















