“ปัจจุบันประเทศไทยอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศที่มีดัชนีคอร์รัปชันที่สูงมากและไม่ใช่ตัวเลขที่ดีนัก (ข้อมูลจากผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชันประจำปี 2568 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ Transparency International หรือ TI) ทุกครั้งที่เกิดการทุจริต สิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่เพียงภาษีหรือทรัพยากรของรัฐ แต่คือโอกาสของประชาชนในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่จัดหาให้ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในด้านการศึกษา การเข้าถึงบริการสาธารณสุข สวัสดิการสังคม ความยุติธรรม หรือแม้กระทั่งสิทธิในการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สิ่งที่จะช่วยทำให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีความหมายมากยิ่งขึ้น คือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ติดตาม ให้เกิดความโปร่งใส และเข้าถึงข้อมูลสาธารณะให้มากที่สุด เพื่อช่วยกันสร้างสังคมไทยให้โปร่งใส เป็นธรรม และเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง”
คุณพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวไว้ในงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ “ประชาชิน:อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ เพราะการทุจริตคอร์รัปชันจนชินชา” ภายใต้กิจกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนและประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง
นอกจากนี้ภายในงานยังมีวงเสวนาหัวข้อ “เมื่อการคอร์รัปชันคือการขโมยสิทธิของคนไทย” ที่ร่วมแลกเปลี่ยนโดย คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), รศ. ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ก่อตั้งศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) และร่วมก่อตั้ง HAND Social Enterprise ที่ขับเคลื่อนงานวิจัยเทคโนโลยี และความร่วมมือเพื่อสังคมโปร่งใส และต่อต้านคอร์รัปชัน และคุณนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ดำเนินวงเสวนาโดย คุณธิตินันท์ ชนินทร์วงศ์ อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ NBT
เพราะการทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แค่ขโมยเงิน แต่ขโมยสิทธิที่คนไทยพึงได้ พึงมี ซึ่งจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปด้วย
คำว่า “ประชาชิน” สะท้อนถึงสภาวะที่คนในสังคมไทยเริ่มเพิกเฉยต่อการทุจริตคอร์รัปชัน เนื่องจากเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำซากจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ธรรมดาในสังคม ประชาชนมักรู้สึกว่า “ทำอะไรไม่ได้” หรือต้องยอมจำนน เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ เช่น การทำธุรกิจให้คล่องตัว หรือซื้ออนาคตที่ดีให้บุตรหลาน นอกจากนี้โครงสร้างทางสังคมและระบบราชการมักบีบให้คนดีอยู่ยาก หากเห็นต่างหรือไม่ยอมรับการทุจริต อาจถูกระบบคัดออก หรือถูกกีดกันจากความก้าวหน้าทางอาชีพ
เวลาที่สังคม หรือข่าวสารบ้านเมืองพูดถึงการทุจริตคอร์รัปชัน มักพูดถึงตัวเลขหรืองบประมาณที่สูญเสียไป แต่ในมุมของผลกระทบที่เกิดกับประชาชนซึ่งเป็นคนที่ถูกขโมยสิทธิ ยังมีการพูดถึงค่อนข้างน้อยมาก และเมื่อมีคนเข้ามามีส่วนร่วมหรือพูดถึงประเด็นเหล่านี้ก็มักจะถูกมองข้าม เพิกเฉย หรือหนักกว่านั้นคือโดนฟ้องร้อง ดำเนินคดี ทำให้หลายคนไม่อยากเข้ามายุ่งจนสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองหรือคนรอบข้าง
การทุจริตและสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ เพราะเมื่อมีการโกงงบประมาณสาธารณะ ประชาชนก็คือคนที่เสียผลประโยชน์โดยตรง เพราะการทุจริตทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม การเลือกปฏิบัติ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานต่าง ๆ รวมทั้งทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตด้วย เช่น การทุจริตงบประมาณในการทำถนน ทำให้ประชาชนต้องใช้ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ การที่ต้องขับรถบนท้องถนนที่ไม่รู้ว่าจะทรุดตัวลงเมื่อไร หรือจะมีโครงสร้างอะไรร่วงลงมาตอนไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดอันตรายกับชีวิต
สิ่งแรกที่เราทุกคนสามารถทำได้คือการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการทุจริตคอร์รัปชัน เลิก ‘ชิน’ กับความไม่ถูกต้อง ไม่ยอมรับว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติในสังคม และตระหนักอยู่เสมอว่าทุกครั้งที่มีการทุจริตเกิดขึ้นนั่นเท่ากับว่าเรากำลังถูกขโมยสิทธิและโอกาสในชีวิตไป
หากพบเห็นพฤติกรรมการทุจริต ต้องช่วยกันแจ้งเบาะแสและกล้าที่จะส่งเสียง เพื่อตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในโครงการต่าง ๆ ของรัฐ และสำคัญที่สุดคือไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงจรเหล่านี้ ปฏิเสธการมีส่วนร่วมในกระบวนการทุจริตทุกรูปแบบ ทั้งในฐานะผู้ให้และผู้รับ
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะประเด็นการทุจริตกับสิทธิมนุษยชน โดยจะมีการนำเสนอผลการศึกษาดังกล่าวในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซนทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
พร้อมกันนี้จะมีการรณรงค์ขับเคลื่อนแคมเปญ “ประชาชิน” ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการจัดกิจกรรมสาธารณะ onsite event เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างความตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยงของการทุจริตที่มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครด้วย
ติดตามการเข้าร่วมกิจกรรมและแคมเปญ “ประชาชิน” เพื่อร่วมกันส่งเสียงว่า “การทุจริตไม่ใช่เรื่องปกติ” และสิทธิของประชาชนไม่ควรถูกพรากไปเพราะความเคยชินต่อการทุจริตคอร์รัปชัน
























