บรรยากาศกิจกรรม “มนุษย์ต่างวิ่ง” ครั้งที่ 9

มนุษย์ต่างวิ่งครั้งล่าสุด มนุษย์ต่างวัยชวนทุกคนมาเดิน–วิ่งและล้อมวงคุยในหัวข้อ “ชวนเดิน–วิ่ง ยืดดดดดดด อายุสมอง” กับ พญ.พรกมล ติรณะประกิจ อายุรแพทย์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

เราเริ่มต้นวงคุยด้วยคำถามว่า ในวันที่คนไทยมีอายุยืนขึ้น เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตที่ยาวนานมาพร้อมกับร่างกายที่ยังแข็งแรง สมองที่ยังดี และยังดูแลตัวเองได้ในวัย 80–90 ปี มีหลายประเด็นน่าสนใจจากวงคุยครั้งนี้ที่อยากนำมาแบ่งปันกับชาวมนุษย์ต่างวัยทุกคนครับ

สมองเสื่อมไม่ได้มีแค่ “อัลไซเมอร์” และไม่ได้เริ่มจากความจำเสมอไป

อัลไซเมอร์เป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม ยังมีสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือด โรคพาร์กินสัน และสาเหตุอื่น ๆ อีกหลายชนิด

สิ่งที่ครอบครัวควรสังเกตจึงไม่ใช่แค่อาการลืม แต่รวมถึงความสามารถในการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น คนที่เคยจัดการงานหรือเงินได้ดีเริ่มทำไม่ได้เหมือนเดิม ลืมกินยา ใช้โทรศัพท์หรือเทคโนโลยีที่เคยใช้ไม่เป็น แต่งตัวหรือดูแลตัวเองน้อยลง รวมถึงบุคลิกและการเข้าสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

บางคนอาจไม่ได้เริ่มจากการลืม แต่อาจเริ่มเก็บตัว พูดหรือทำสิ่งที่ไม่เหมาะกับสถานการณ์ หงุดหงิดง่าย หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่เหมือนเดิม ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงเป็นสัญญาณที่คนใกล้ชิดไม่ควรมองข้าม

ลืมแล้วนึกออก อาจเป็นการลืมตามวัย แต่ถ้าลืมว่าเหตุการณ์นั้นเคยเกิดขึ้น ควรเริ่มสังเกต

เคยไหม เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วลืมว่าจะหยิบอะไร หรือคุยโทรศัพท์อยู่ แต่กลับบอกว่าหาโทรศัพท์ไม่เจอ อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้จากการไม่มีสมาธิหรือทำหลายอย่างพร้อมกัน และไม่ได้หมายความว่าเป็นสมองเสื่อมทันที

หมอออมยกตัวอย่างว่า หากเราลืมปิดเตาแก๊ส แต่ภายหลังนึกขึ้นได้ว่าเคยเปิดไว้ และกลับไปปิด อาจเป็นการลืมตามวัย แต่ถ้าจำไม่ได้เลยว่าเคยเปิดเตา หรือจำไม่ได้ว่าเหตุการณ์นั้นเคยเกิดขึ้น นั่นเป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจ โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำและเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิต

ในช่วงแรก ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมอาจยังเล่าเรื่องในอดีตได้อย่างละเอียด จนลูก ๆ คิดว่าพ่อแม่ยังความจำดีมาก แต่สิ่งที่หายไปก่อนมักเป็นความทรงจำใหม่ เช่น จำไม่ได้ว่าเพิ่งกินข้าว ไปไหนมา หรือคุยอะไรกับลูกเมื่อสักครู่

“ขยับ – กิน – คุม – คิด – คบ” 5 เรื่องช่วยดูแลสมองที่เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

หมอออมสรุปแนวทางดูแลสมองไว้ด้วยคำสั้น ๆ 5 คำ ได้แก่

ขยับ ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อและหัวใจที่ได้ประโยชน์ สมองก็ทำงานและได้รับการกระตุ้นไปพร้อมกัน

กิน กินอาหารให้ครบและพอดี เน้นอาหารธรรมชาติ ผัก ผลไม้ ธัญพืช และโปรตีนที่เหมาะสม ลดอาหารแปรรูป น้ำตาล ไขมัน และความเค็ม

คุม ดูแลความดัน เบาหวาน ไขมัน น้ำหนัก งดบุหรี่ ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงหลีกเลี่ยง PM2.5 เพราะสิ่งที่ทำร้ายหัวใจและหลอดเลือด ก็สามารถทำร้ายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้เช่นกัน

คิด ฝึกสมองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ ทำกิจกรรมที่ไม่คุ้นเคย เล่นดนตรี วาดภาพ เล่นเกม หรือฝึกให้มือทั้งสองข้างทำงานประสานกัน

คบ พบปะ พูดคุย และมีกิจกรรมร่วมกับคนอื่น ไม่ปล่อยให้ตัวเองหรือพ่อแม่แยกตัวอยู่บ้านตามลำพัง เพราะความสัมพันธ์และการสื่อสารเป็นส่วนสำคัญต่อสุขภาพสมอง

ดูโทรทัศน์ทั้งวัน ไม่ได้แปลว่าสมองได้รับการกระตุ้น

ครอบครัวอาจรู้สึกว่าพ่อแม่ยังดูข่าว ดูละคร หรือนั่งดูโทรทัศน์ได้ทั้งวัน จึงน่าจะยังได้ใช้สมองอยู่ แต่ถ้าถามกลับแล้วจำไม่ได้ว่าดูอะไรไป การรับข้อมูลเพียงด้านเดียวอาจยังไม่เพียงพอ

กิจกรรมที่กระตุ้นสมองควรมีการโต้ตอบ เช่น ดูรายการแล้วชวนกันคุย โทรศัพท์หรือวิดีโอคอลถาม–ตอบกัน เล่นเกมร่วมกัน ออกไปพบเพื่อน หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ต้องคิดและลงมือทำ

การเกษียณจึงไม่ควรหมายถึงการหยุดทำทุกอย่าง ลูกอาจหวังดี อยากให้พ่อแม่พักอยู่บ้าน ไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว แต่การขาดกิจวัตร ขาดบทบาท และไม่ได้พบปะผู้คน อาจทำให้ร่างกายและสมองถูกใช้งานน้อยลง เราจึงควรช่วยกันหากิจกรรมใหม่ที่ทำให้พ่อแม่ยังรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่ มีคุณค่า และมีเหตุผลให้อยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในแต่ละวัน

ทำยังไงเมื่อรู้สึกว่าพ่อแม่เรามีอาการ “สมองเสื่อม”

เมื่อเริ่มรู้สึกว่าพ่อแม่หลงลืมหรือเปลี่ยนไป สิ่งแรกที่ไม่ควรทำคือบอกทันทีว่า “แม่สมองเสื่อมแล้ว” หรือ “พ่อต้องเป็นอัลไซเมอร์แน่ ๆ” เพราะอาจสร้างทั้งความกลัวและการต่อต้าน ขณะที่ความผิดปกติบางอย่างอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่รักษาได้

ควรเริ่มจากการสังเกตความเปลี่ยนแปลง ชวนไปตรวจสุขภาพ และให้แพทย์ประเมินทั้งความจำ ความคิด และความสามารถในการใช้ชีวิต รวมถึงค้นหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจแก้ไขได้

ผู้ป่วยอาจลืมเหตุการณ์ แต่ยังจำความรู้สึกที่เราให้กับเขาได้

ผู้ป่วยสมองเสื่อมอาจจำไม่ได้ว่าไปเที่ยวที่ไหน กินอะไร หรือเพิ่งเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่เขายังรับรู้และจดจำความรู้สึกแห่งความสุข ความปลอดภัย และความสบายใจที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้

การดูแลจึงไม่ใช่การพยายามบังคับให้เขาจำให้ได้ หรือเอาชนะกันว่าใครถูก แต่คือการทำความเข้าใจโลกที่เขากำลังอยู่ ปรับกิจกรรมให้เหมาะกับเขา และช่วยให้แต่ละวันยังมีช่วงเวลาที่รู้สึกดี แม้ความทรงจำบางส่วนจะค่อย ๆ หายไป แต่ทุกวันที่ได้กินของอร่อย ฟังเพลงที่ชอบ หัวเราะ หรืออยู่ใกล้คนที่รัก ยังมีความหมายเสมอ

ก่อนจบวง หมอออมชวนทุกคนคิดว่า หากวันหนึ่งเราอายุ 80–90 ปี เราอยากยังทำอะไรได้ และวันนี้เราเริ่มทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อให้ไปถึงวันนั้น  ตอนนี้เราอาจยังไม่ต้องเปลี่ยนไปเสียทุกอย่างพร้อมกันทั้งหมด   ไม่ต้องออกกำลังกายหนักที่สุด หรือดูแลตัวเองได้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คำถามสำคัญอาจมีเพียงว่า “ตอนนี้เราเริ่มแล้วหรือยัง”

Credits

ผู้เขียน

  • Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ