“เบาหวาน” ไม่ใช่แค่เรื่องกินยา แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งชีวิต

“เบาหวาน” ไม่ใช่แค่เรื่องกินยา แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งชีวิต

มนุษย์ต่างวัย Talk สนทนากับ ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ หิมะทองคำ ผู้บุกเบิกศูนย์เบาหวานแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาลเทพธารินทร์

ที่จะมาชวนถอดรหัสว่าเบาหวานไม่ใช่เพียงโรคที่รักษาด้วยการกินยา แต่ต้องปรับพฤติกรรมแบบองค์รวมก่อนที่ เบาหวานจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังอื่น ๆ

คนไทยเป็นเบาหวาน 6.1 ล้านคน และเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี

สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และโรคเบาหวานในประเทศไทยกำลังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยของกระทรวงสาธารณสุขบอกว่า พบว่าจำนวนผู้ป่วยไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนหนึ่งมาจากวิถีชีวิตของคนเมืองที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อาหารในปัจจุบันมีให้เลือกมากขึ้นและเข้าถึงง่าย จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนไทย

เบาหวานคือภัยเงียบที่ส่งผลกับร่างกายตั้งแต่ดวงตาไปจนถึงสมอง

สิ่งที่สำคัญคือ โรคเบาหวานไม่ได้กระทบแค่ระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังทำลายหลอดเลือดและอวัยวะหลายระบบทั่วร่างกาย หากควบคุมโรคได้ไม่ดี อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวาน เพราะโรคส่งผลต่อหลอดเลือดทั่วร่างกาย
  • โรคไตและไตวาย เบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อม และอาจรุนแรงจนต้องล้างไต
  • โรคตาและการสูญเสียการมองเห็น เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานอาจทำลายหลอดเลือดที่จอประสาทตา หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้
  • แผลที่เท้าและการตัดขา เบาหวานที่ควบคุมไม่ดีจะทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกเสื่อมและหลอดเลือดบริเวณเท้าผิดปกติ เมื่อเกิดแผล ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บและยังเดินลงน้ำหนักซ้ำ ทำให้แผลลุกลามและในบางรายอาจต้องตัดขา
  • ภาวะสมองเสื่อม ความผิดปกติของหลอดเลือดจากเบาหวาน โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดเล็กในสมอง มีความเกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น

กินเร็วและความอ้วนคือสาเหตุหนึ่งเร่งเบาหวาน

เมื่อคนไทยมีภาวะอ้วนและมีไขมันสะสมมากขึ้น โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง อาจนำไปสู่ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ปกติอินซูลินเปรียบเสมือน “กุญแจ” ที่ช่วยเปิดประตูให้เซลล์สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน แต่เมื่อเซลล์ดื้อต่ออินซูลิน ร่างกายต้องผลิตอินซูลินมากขึ้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง ตับอ่อนอาจทำงานหนักจนเสื่อม เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม

อีกปัจจัยสำคัญคือ “การกินเร็วและกินจนอิ่มแน่น” เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการส่งสัญญาณความอิ่ม เมื่อเรากินเร็ว ไม่เว้นเวลาเพียงพอให้ ฮอร์โมน GLP-1 ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าร่างกายได้รับอาหารเพียงพอแล้ว ทำให้เกิดการกินเกินโดยไม่รู้ตัว

อยากลดความเสี่ยงเบาหวาน เริ่มต้นที่การปรับพฤติกรรมง่าย ๆ คือ

  • กินให้ช้าลง เพื่อให้ GLP-1 มีเวลาส่งสัญญาณความอิ่มไปยังสมอง
  • กินแค่พอหายหิว ไม่กินจนอิ่มแน่น และเพิ่มผักผลไม้ที่มีกากใยสูง เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล
  • ชั่งน้ำหนักทุกเช้า โดยไม่ใส่เสื้อผ้า และจดบันทึกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก
  • เพิ่มการเคลื่อนไหวระหว่างวัน หลีกเลี่ยงการนั่งนาน ๆ และใช้นาฬิกาหรืออุปกรณ์นับก้าว เพื่อช่วยกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ

รักษาเบาหวานไม่ใช่แค่กินยา แต่ต้องปรับพฤติกรรมแบบองค์รวม

การรักษาเบาหวานไม่ได้หมายถึงการควบคุมน้ำตาลด้วยยาเพียงอย่างเดียว โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์จึงมองไปไกลกว่าการรักษาในห้องตรวจ และพยายามรวบรวมทุกองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการดูแลเบาหวานไว้ด้วยกัน

ตั้งแต่แพทย์ ผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน (Diabetes Educator)

นักกำหนดอาหาร (Dietitian) นักวิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Scientist) ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญการดูแลเท้า (Foot Care Specialist) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลทั้งเรื่องยา อาหาร การออกกำลังกาย ภาวะแทรกซ้อน และการปรับพฤติกรรมให้ผู้ป่วยเข้าใจและดูแลตัวเองได้ ผ่านโรงเรียนเบาหวานเทพธารินทร์ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน

แนวคิดนี้ถูกทำให้เกิดขึ้นจริงเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ด้วยการสร้าง Lifestyle Building พื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ป่วยได้ฝึกเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่แค่มาฟังคำแนะนำแล้วกลับบ้าน ภายในมีทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ นวดไทย และห้องอาหารที่มีนักกำหนดอาหารคอยให้คำแนะนำเรื่องปริมาณและสัดส่วนอาหาร

แนวคิดการดูแลแบบองค์รวมยังขยายไปถึงผู้สูงอายุผ่านโครงการ Smile Silver Society ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้ออกกำลังกาย ทำกิจกรรม และพบปะผู้คน รวมถึงการพัฒนาความรู้ผ่านมหาวิทยาลัยและงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้เกิดจากความเชื่อเดียวกันว่า ถ้าจะดูแลเบาหวานให้ได้ผล การรักษาต้องออกไปไกลกว่าห้องตรวจ และเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไข้ให้ได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ การไม่ป่วย แต่เมื่อเราเป็นโรคแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การกินยาเพื่อควบคุมตัวเลข แต่คือการรู้จักโรคและรู้วิธีดูแลตัวเอง เพื่อไม่ให้โรครุนแรงขึ้นและยังใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

Credits

ผู้เขียน

  • Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ