ญี่ปุ่นเตรียมออกกฎหมายบังคับให้รถยนต์ทุกคันติดตั้งระบบป้องกันการเหยียบคันเร่งผิดพลาดภายในปี 2028 ที่มาของกฎหมายฉบับนี้มาจากผู้ขับขี่รถยนต์รุ่นคุณปู่ คุณย่า เกิดความสับสนระหว่างเบรกและคันเร่ง โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของญี่ปุ่นในปี 2024 เป็นผู้สูงวัยมากถึง 56.8% และมีสาเหตุอันดับ 1 มาจากที่ผู้ขับขี่สูงวัยเกิดความสับสนระหว่างเบรกและคันเร่ง
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ก้าวสูงสังคมสูงวัยเร็วที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ปัจจุบันประชากรผู้สูงอายุของญี่ปุ่นมีสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 36 ล้านคน โดยผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปกว่า 29.3% หรือคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น สมรรถภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ย่อมลดลงซึ่งรวมถึงสมรรถนะด้านการขับขี่รถยนต์ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ในญี่ปุ่นมักมีข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุอยู่บ่อยครั้ง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่นรายงานว่า จํานวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ในญี่ปุ่นเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี อยู่ที่ 1,513 คน เพิ่มขึ้น 47 คนจากปีก่อนหน้า และคิดเป็นครึ่งหนึ่งหรือ 56.8% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
และที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกก็คือ ข้อมูลจากกรมการขนส่งกรมตํารวจนครบาลที่ระบุว่า สาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ทำให้ผู้สูงวัยเสียชีวิตมาจาก ความสับสนในการเหยียบคันเร่งแทนการเหยียบเบรก หมุนพวงมาลัยผิดทิศทางขณะถอย หรือเลี้ยวผิด ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 39% ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมด รองลงมาคือการ ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยรอบตัวก่อนเคลื่อนรถ เช่น ไม่มองซ้าย-ขวา ไม่เช็กจุดบอด เป็นสัดส่วนกว่า 20% ขณะที่สาเหตุที่มาจาก การขาดสมาธิในการขับขี่ เหม่อลอยหรือไม่มองถนน อยู่ที่ประมาณ 16% ส่วน การขาดสมาธิจากปัจจัยภายนอก เช่น ใช้โทรศัพท์ หรือหันไปมองข้างทาง มีสัดส่วนราว 9% และสุดท้ายคือ การตัดสินใจผิดพลาด เช่น เบรกไม่ทันหรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 7% ของอุบัติเหตุทั้งหมด
อย่างเช่นเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นที่เมืองฮอกไกโด เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา หญิงชราวัย 90 ปี สับสนเหยียบคันเร่งแทนเบรก ทำให้รถพุ่งออกจากลานจอดรถไปยังถนน ชนกับรถอีกคันหนึ่ง จากนั้นรถของเธอยังข้ามฟุตบาธและเนินดินไปอีกฝั่ง ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับด้านข้างของร้านกาแฟสตาร์บัคส์ แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ในหลายจังหวัดของญี่ปุ่นก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน ทำให้หลายเมืองพยายามรับมือ โดยเพิ่มความเข้มงวดในการต่ออายุใบขับขี่สำหรับผู้สูงอายุ เช่น เพิ่มการทดสอบสมรรถภาพด้านความจำ การรับรู้เวลา และหลายจังหวัดยังมีระบบ “เกษียณใบขับขี่” ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถคืนใบขับขี่โดยสมัครใจ เพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ส่วนลดค่ารถแท็กซี่และระบบขนส่งสาธารณะ
อุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ ได้รับความสนใจมากขึ้นจนกลายเป็นประเด็นระดับชาติ เมื่อ Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism (MLIT) หรือ กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว ได้ประกาศว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2028 เป็นต้นไป รถยนต์โดยสารแบบเกียร์อัตโนมัติที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นทุกคัน จะต้องติดตั้ง “ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่งผิดพลาด” และสำหรับรถยนต์นำเข้าจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 กันยายน 2029
แล้วการทำงานของฟีเจอร์ป้องกันการเหยียบคันเร่งกระทันหันจะเข้ามาช่วยป้องกันอุบัติเหตุสำหรับผู้สูงอายุได้อย่างไร
ระบบนี้จะไม่ปล่อยให้รถเร่งเครื่องทันที เว้นแต่ผู้ขับขี่จะแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่บ่งบอกว่า “ตั้งใจเร่ง” จริงๆ เช่น การเหยียบเบรกก่อนย้ายมาเหยียบคันเร่ง ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่รู้ตัวว่ารถอยู่ในจุดที่ต้องระมัดระวัง เช่น ขณะกำลังออกจากที่จอด หรือหยุดดูรถก่อนออกตัว นอกจากนี้ ระบบยังดูพฤติกรรมอื่นๆ ของผู้ขับขี่ประกอบด้วย เช่น การขับขึ้นทางลาด หรือการเปิดไฟเลี้ยวอย่างถูกต้องขณะเปลี่ยนเลนหรือเร่งแซง เพื่อให้แน่ใจว่าคนขับมีเจตนาในการควบคุมรถ ไม่ได้เผลอเหยียบผิดโดยไม่รู้ตัว
ในปัจจุบันรถยนต์ของ Toyota บางรุ่นก็มีการติดตั้งระบบ Pedal Misoperation Control โดยการทำงานของระบบนี้คือ
- รถจะใช้เซ็นเซอร์และกล้องรอบคัน ตรวจจับวัตถุใกล้ๆ เช่น กำแพงหรือรถคันอื่น
- ถ้าคนขับเหยียบคันเร่งแรงในจังหวะที่ไม่ควร ระบบจะตัดกำลังเครื่องทันที
- ป้องกันรถพุ่งไปชนแบบไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะเวลาถอยหลังหรือจอดในพื้นที่แคบ
นอกจากนี้ ระบบของ Toyota ยังพิจารณาว่าคนขับตั้งใจเร่งจริงไหม เช่น เพิ่งเหยียบเบรก หรือกำลังเลี้ยวอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่เข้าข่าย “ตั้งใจ” ระบบจะไม่ปล่อยให้รถพุ่งออกไป
แม้การนำระบบนี้มาใช้อาจช่วยลดปัญหาได้ แต่ความเสี่ยงจากผู้ขับขี่สูงวัยก็ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องเหยียบเบรกผิดเป็นคันเร่งเท่านั้น ยังมีเรื่องของความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย การได้ยิน การมองเห็น ประสิทธิภาพในการตัดสินใจ ผลข้างเคียงจากยา อาการหลงลืมและสับสนอีกด้วย
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้สูงวัยที่ยังต้องขับรถก็คือ การประเมินสภาพร่างกายและจิตใจอย่างสม่ำเสมอ หากไม่พร้อม ควรหลีกเลี่ยงการขับรถ และเลือกใช้ระบบขนส่งอื่นแทนเพื่อความปลอดภัยของทั้งตนเองและผู้อื่น
อ้างอิง
https://bit.ly/3TMPFsK
https://bit.ly/4m6KbFn
https://bit.ly/4nUdtsp