‘วัคซีน’ อาจไม่ได้แค่ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อ แต่ยังอาจเป็นทางเลือกใหม่ในการลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม

ภาวะสมองเสื่อมเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขระดับโลก ปัจจุบันโลกของเรามีผู้ป่วยสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และคาดว่าจะมีจำนวนสูงถึง 150 ล้านคนภายในปี 2050

เมื่อเราพูดถึงวิธีป้องกันภาวะสมองเสื่อม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการดูแลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การกิน การนอน การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด หรือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีข้อมูลจากงานวิจัยออกมาว่าการฉีด ‘วัคซีน’ อาจเป็นคำตอบหรือทางเลือกใหม่ในการป้องกันภาวะสมองเสื่อม

ผลการศึกษาเชิงทดลองตามธรรมชาติ (Natural Experiment) เกี่ยวกับผลกระทบของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดชนิดเชื้อเป็น (Live-attenuated herpes zoster vaccine) ต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในประเทศเวลส์ พบว่า การได้รับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดช่วยลดความเสี่ยงในการได้รับการวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมรายใหม่ลงได้ถึง 20% ในช่วงระยะเวลาติดตามผล 7 ปี โดยมีผลในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในกลุ่มผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญมากกว่ากลุ่มผู้ชาย

งานวิจัยนี้ไม่ได้แค่สังเกตการณ์ทั่วไป แต่ใช้ ‘เกณฑ์วันเกิด’ ในการคัดเลือกคนฉีดวัคซีน (คนที่เกิดก่อนวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1933 จะไม่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนตลอดชีวิต ส่วนคนที่เกิดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1933 เป็นต้นไป จะมีสิทธิ์ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 ปี) ทำให้ลดปัจจัยรบกวนอื่น ๆ และยืนยันได้ว่าเป็นผลจากวัคซีนจริง เนื่องจากคนที่เกิดห่างกันเพียงไม่กี่วัน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในด้านอื่น ๆ เช่น การศึกษา หรือสุขภาพในอดีต ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวที่มีคือ ‘สิทธิ์ในการฉีดวัคซีน’ ทำให้นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบผลได้อย่างแม่นยำ โดยการศึกษานี้เน้นที่วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Zostavax) เนื่องจากวัคซีนชนิดใหม่ (Shingrix) เพิ่งนำมาใช้ในสหราชอาณาจักรหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาติดตามผลของการศึกษานี้

ไม่เพียงแต่วัคซีนป้องกันงูสวัดเท่านั้นที่มีผลในการป้องกันภาวะสมองเสื่อม เพราะการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcus) และวัคซีนรวมป้องกันโรคบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap) ในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ก็มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์เช่นเดียวกัน

โดยข้อมูลจากงานวิจัยชื่อว่า Association between vaccinations and risk of dementia: a systematic review and meta-analysis ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุชื่อ Age and Ageing (วารสารของสมาคมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุแห่งอังกฤษ) พบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ มีความสัมพันธ์ในการลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมในภาพรวมลง 13% และลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมอง (Vascular Dementia) ส่วนวัคซีนรวมป้องกันโรคบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap) ช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมทุกประเภทลง 33% และลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ลง 42% และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcus) ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ลง 36%

ทำไมวัคซีนถึงมีผลต่อการปกป้อง ‘สมอง’?

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนความเป็นไปได้ที่วัคซีนช่วยปกป้องสมองผ่านกลไกหลายด้าน ดังนี้

การลดการอักเสบในระบบประสาท: วัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบในร่างกาย (Systemic Inflammation) ที่สามารถลุกลามไปยังสมองและเร่งกระบวนการเสื่อมของระบบประสาท

การฝึกฝนระบบภูมิคุ้มกัน (Trained Innate Immunity): วัคซีนอาจช่วย “ฝึก” ระบบภูมิคุ้มกันให้มีความสามารถในการกำจัดโปรตีนที่เป็นพิษในสมอง เช่น เบต้า-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid plaques) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคอัลไซเมอร์

การปกป้องระบบหลอดเลือด: การป้องกันการติดเชื้อช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม

การลดความเปราะบางจากการนอนโรงพยาบาล: วัคซีนช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลในผู้สูงอายุ ซึ่งมักมีความเสี่ยงต่อภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium) และการเสื่อมถอยของร่างกายหลังการเจ็บป่วยรุนแรง

ถึงแม้ว่าวัคซีนจะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับสมอง แต่อัตราการเข้าถึงวัคซีนในกลุ่มคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป กลับอยู่ในระดับที่น่ากังวล เพราะแม้แต่ในประเทศที่มีรายได้สูง อัตราในการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของกลุ่มคนวัย 50+ มักไม่เกิน 60% และต่ำกว่ามากในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและประเทศที่มีรายได้ต่ำ

ส่วนอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส และวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด มักต่ำกว่า 40% และวัคซีนรวมป้องกันโรคบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap) ต่ำกว่า 30% ในหลายพื้นที่ เนื่องจากความลังเลใจในการรับวัคซีน และความกังวลเรื่องความปลอดภัย การขาดความตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของวัคซีนในวัยผู้ใหญ่ รวมทั้งระบบสาธารณสุขที่ยังไม่ได้รวมการฉีดวัคซีนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ

‘วัคซีน’ อาจไม่ใช่ทางลัดหรือคำตอบสุดท้ายของการป้องกันภาวะสมองเสื่อมแต่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในภาพรวมที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม แม้งานวิจัยยังคงต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลในระดับที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่หลักฐานที่มีอยู่ในวันนี้กำลังสะท้อนทิศทางใหม่ของวงการแพทย์ที่อาจทำให้เรามีความหวังใหม่ ๆ ในการลดจำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม

อ้างอิง 

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ