สมัยก่อนผู้ป่วย 1 คนจะมีผู้ดูแลเป็น 10 คน เนื่องจากเมื่อก่อนคนไทยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีญาติพี่น้องเยอะ ผลัดกันมาดูแลได้ แต่ทุกวันนี้ผู้ป่วย 1 คน อาจมีผู้ดูแลแค่เพียงคนเดียว เพราะบ้านที่เคยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ค่อย ๆ กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว และบางบ้านก็อาจมีเพียงผู้สูงอายุที่คอยอยู่ดูแลกันเอง นั่นหมายความว่าในวันที่สังคมไทยมีจำนวนผู้สูงอายุและผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ จำนวนผู้ดูแลในครอบครัว (Family Caregiver) กลับสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด และคนคนหนึ่งอาจต้องทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง
ซึ่งเบื้องหลังการดูแลด้วยความรัก ความห่วงใย ความเอาใจใส่ ก็คือความเหน็ดเหนื่อย ความกดดัน และภาวะหมดไฟของคนที่ต้องรับบทบาทเป็น ‘ผู้ดูแลในครอบครัว’ (Family Caregiver) โดยเฉพาะเมื่อการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเรื้อรังไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน แต่อาจยาวนานหลายปี จนผู้ดูแลต้องแลกมาด้วยเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ ความฝัน หรือแม้กระทั่งอนาคตของตัวเอง
นั่นจึงเป็นที่มาของเวทีเสวนา ‘Key Challenges in Family Caregiving – ความท้าทายของผู้ดูแล’ จากงาน Palliative Care Day 2026 เติมแรงใจให้ผู้ดูแล — Caring for you, Caring for me ที่จัดขึ้น ณ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ห้องประชุมสยามมกุฎราชกุมาร ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซ.ศูนย์วิจัย เขตห้วยขวาง เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้ดูแลได้บอกเล่าความจริงอีกด้านของความรัก ผ่านประสบการณ์ของผู้ดูแล และมุมมองจากแพทย์ที่ทำงานด้าน Palliative Care พร้อมชวนทุกคนกลับมาตั้งคำถามว่า เราจะดูแลคนที่เรารักและดูแลชีวิตตัวเองไปพร้อมกันได้อย่างไร และเราจะสร้างสังคมแบบไหน เพื่อที่จะไม่ทำให้ผู้ดูแลต้องแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง
ร่วมแลกเปลี่ยนโดย ‘คุณสุ้ย’ วรรณา จารุสมบูรณ์ จาก Peaceful Death, ‘คุณเก๋’ รสสุคนธ์ ซันจวน จาก Go Mamma รถแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุ และ ศ.ดร. นพ.อิศรางค์ นุชประยูร จาก เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม
เมื่อการดูแลครอบครัว ต้องแลกมาด้วยความฝันและชีวิตของตัวเอง
การดูแลคนในครอบครัวอาจเริ่มต้นจากความรักและความเต็มใจ แต่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าหน้าที่นี้จะยาวนานแค่ไหน และต้องแลกกับอะไรบ้าง คุณสุ้ยเล่าประสบการณ์การใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตในการดูแลพ่อและแม่ โดยพ่อป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิตภายใน 10 เดือน ส่วนแม่ป่วยเป็นพาร์กินสันและต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องนานถึง 29 ปี
ในช่วงที่ครอบครัวต้องตัดสินใจว่าใครจะเป็นคนดูแลแม่ พี่น้องเห็นว่าเธอมีเงินเดือนน้อย และเรียนจบพยาบาล จึงเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นี้มากที่สุด จากคนที่เคยมีความฝันและโอกาสได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในต่างประเทศ ชีวิตในฝันของคุณสุ้ยต้องหยุดลงเพื่อทำหน้าที่ลูก
คุณสุ้ยเล่าว่าการใช้ชีวิตในบทบาทการเป็นผู้ดูแล สิ่งแรกที่หายไปคือเวลานอน ต้องหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่ตลอดทั้งคืน เพราะต้องคอยพาแม่ลุกไปเข้าห้องน้ำ การทำหน้าที่ผู้ดูแลในช่วงแรกก็ไม่ได้เป็นเรื่องหนักอะไร แต่พอต้องทำแบบเดิมทุกวัน สุขภาพจิตก็แย่ลงเรื่อย ๆ เพราะไม่มีเวลาพักผ่อนและไม่ได้มีสังคมของตัวเองเลย
นอกจากความเหนื่อยล้าทางร่างกายแล้ว สิ่งที่หนักไม่แพ้กันคือความกดดันทางใจ โดยเฉพาะเมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันกับพี่น้องเรื่องการดูแลแม่ ทั้งเรื่องอาหารและการกินยา จนบางครั้งความเหนื่อยสะสมก็แสดงออกมาเป็นความหงุดหงิดและคำพูดที่ทำให้ตัวเองรู้สึกผิดในภายหลัง
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ดูแลจะรักและเต็มใจดูแลคนในครอบครัวมากเพียงใด แต่การต้องรับผิดชอบหน้าที่เดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและความรู้สึกสูญเสียชีวิตของตัวเองได้เช่นกัน
ไม่ใช่แค่แข็งแรงและปลอดภัย แต่คือการทำให้เขายังภูมิใจและมีความสุขกับชีวิต
การดูแลผู้สูงอายุไม่ได้หมายถึงการป้องกันอันตรายหรือทำทุกอย่างแทนผู้สูงอายุเสมอไป เพราะบางครั้งการช่วยเหลือมากเกินไปก็อาจทำให้เขาสูญเสียความรู้สึกว่าตัวเองยังสามารถดูแลตัวเองได้
คุณเก๋เล่าถึงการลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลคุณป้าวัย 97 ปี ซึ่งยังสามารถดูแลกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในบางเรื่องที่นับเป็นความท้าทายที่ต้องรับมือ เพราะถึงแม้ว่าคุณป้าจะสามารถเดินไปเข้าห้องน้ำเองได้ แตด้วยอายุที่มากขึ้น คุณป้าจึงมีปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะ ระหว่างทางที่เดินไปเข้าห้องน้ำ จึงมักจะมีรอยปัสสาวะหยดตามทางเดินเสมอ
ในช่วงแรกเธอเคยชวนให้คุณป้าลองใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แต่คุณป้าก็บอกกับเธอว่าไม่เป็นไรหรอก เพราะคุณป้ายังเดินไปห้องน้ำเองได้ เธอก็เลยไม่ได้บังคับ ช่วงแรกเธอรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้ เพราะนอกจากเรื่องความสะอาด ยังต้องคอยดูไม่ให้คุณป้าลื่นหกล้ม เพราะเผลอเหยียบรอยปัสสาวะที่หยดตามทางด้วย แต่เมื่อเธอปรับมุมมอง และเปลี่ยนวิธีรับมือกับเรื่องนี้ ด้วยการวางถังน้ำและไม้ถูพื้นไว้ใกล้ทางเดิน พอเห็นรอยปัสสาวะก็เช็ดทำความสะอาดเงียบ ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร เพื่อให้คุณป้ายังคงรู้สึกว่าตัวเองสามารถดูแลตัวเองได้ และไม่ต้องสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง
ส่วนเรื่องอาหารการกิน แม้จะเป็นห่วงสุขภาพของคุณป้า แต่เธอก็อยากเห็นท่านได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เธอจึงไม่ได้ห้ามไม่ให้คุณป้ากินของที่ชอบ เธอให้คุณป้ากินไอศกรีม กินทุเรียนในปริมาณที่เหมาะสม พาคุณป้าไปชอปปิงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าผู้สูงอายุไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย กล้ามเนื้อก็จะถดถอยเร็วมาก การพาออกไปห้างจึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์แค่การเปิดหูเปิดตา แต่เป็นการฝึกใช้กล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะตอนที่ต้องยกขาก้าวขึ้นรถ ถึงแม้บางวันเธอจะรู้สึกเหนื่อยและอยากพักผ่อนอยู่บ้าน แต่เธอก็จะยังชวนคุณป้าเลือกชุดสวย ๆ แล้วพาออกไปข้างนอก ด้วยความตั้งใจให้คุณป้าได้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
คุณหมอที่ดูแลสุขภาพของคุณป้าเคยบอกกับเธอว่า คุณป้าใช้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ ช่วงเวลาที่เหลืออยู่เป็นเหมือนโบนัสของชีวิตแล้ว เธอจึงคิดว่าจากนี้ไปก็จะดูแลคุณป้าให้ดีที่สุดแบบที่ทำให้คุณป้ามีความสุขด้วย
การดูแลผู้สูงอายุจึงต้องคำนึงถึงทั้งความปลอดภัยทางร่างกายและความสุขทางใจ ไม่ใช่เพียงทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามหลักสุขภาพ เพราะถ้าหากให้ความสำคัญกับการยืดชีวิตเพียงอย่างเดียว จนห้ามผู้สูงอายุทำทุกอย่างที่ชอบ ก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้งในบ้าน และทำให้ทั้งผู้ดูแลและผู้สูงอายุไม่มีความสุข แต่ต้องมองด้วยว่าผู้สูงอายุยังมีความต้องการ ความชอบ และความภาคภูมิใจในตัวเองที่ควรได้รับการเคารพเช่นกัน
เตรียมความพร้อมให้ครอบครัว ด้วยการพูดคุยเรื่องเป้าหมายการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ
อีกหนึ่งความท้าทายของการดูแลผู้ป่วยในครอบครัว คือการที่สมาชิกในครอบครัวไม่เคยพูดคุยกันในเรื่องของการใช้ชีวิตในช่วงท้ายว่าผู้ป่วยต้องการให้ยื้อชีวิตหรือไม่ อยากได้รับการดูแลแบบไหน และอะไรคือเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเขา
คุณหมออิศรางค์ชี้ให้เห็นว่า มีครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้พูดคุยเรื่องเป้าหมายการดูแลร่วมกับผู้ป่วยตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะวิกฤต และเมื่อผู้ป่วยมีอาการหนักขึ้น ลูกหลานก็มักจะพาไปโรงพยาบาล เพราะต้องการทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อรักษาชีวิตคนที่รัก แต่ในบางสถานการณ์ การรักษาที่มุ่งยื้อชีวิตอาจทำให้ผู้ป่วยต้องกลับมาอยู่ในภาวะติดเตียง และต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งอาจกลายเป็นความทุกข์ทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย รวมถึงเป็นภาระหนักของคนในครอบครัวที่ต้องรับหน้าที่ดูแลด้วย
ทีม Palliative Care จึงมีบทบาทในการเป็นคนกลาง ช่วยรับฟังความต้องการของผู้ป่วย สื่อสารกับสมาชิกในครอบครัว และทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจเป้าหมายของการดูแลตรงกัน รวมถึงช่วยคลี่คลายความรู้สึกผิดของผู้ดูแลที่อาจคิดว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ หากไม่ได้เลือกแนวทางการรักษาที่ยื้อชีวิตผู้ป่วยไว้ให้นานที่สุด
การเปลี่ยนเป้าหมายจากการพยายามยืดเวลาให้ชีวิตยาวนานที่สุด มาเป็นการทำให้เวลาที่เหลืออยู่มีความสุขและมีความหมาย จึงเป็นสิ่งที่ครอบครัวควรเริ่มพูดคุยกันตั้งแต่วันที่ยังมีโอกาส เพื่อให้การตัดสินใจในวันที่เกิดวิกฤตสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุด
ดูแลคนอื่นให้ดี เริ่มต้นที่การไม่ละเลยความรู้สึกของตัวเอง
นอกจากการดูแลผู้ป่วยแล้ว สิ่งที่ผู้ดูแลต้องเรียนรู้คือการดูแลความรู้สึกของตัวเอง เพราะการต้องรับผิดชอบชีวิตของใครอีกคนอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่าผู้ดูแลจะต้องเข้มแข็งหรือมีความอดทนได้ตลอดเวลา
การจะทำหน้าที่ผู้ดูแลให้ยั่งยืนโดยไม่เหนื่อยล้าจนเกิดภาวะหมดไฟ ผู้ดูแลจำเป็นต้องดูแลตัวเองผ่านแนวทาง 3 ข้อ คือ
1. ให้พื้นที่ดูแลความรู้สึกของตัวเอง : อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกเหนื่อย เบื่อ น้อยใจ หรือร้องไห้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องกดทับความรู้สึกเหล่านั้น เพราะอารมณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การดูแลที่เกิดขึ้นได้จริง การยอมรับอารมณ์ความรู้สึกตามจริงจะช่วยให้เราได้มีพื้นที่ดูแลและจัดการกับความรู้สึกได้อย่างถูกต้อง ไม่เก็บไว้จนกลายเป็นบาดแผลหรือความเจ็บป่วยทางใจ
2. เปิดรับตัวช่วยทางสังคมและจัดสรรเวลาใช้ชีวิตให้กับตัวเอง : การเป็นผู้ดูแลไม่ได้แปลว่าเราต้องแบกรับทุกอย่างไว้โดยลำพัง จนไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ผู้ดูแลสามารถขอให้เพื่อน ญาติพี่น้อง เข้ามาช่วยผัดเปลี่ยน หรือเลือกใช้บริการจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือบริการเพื่อนผู้สูงอายุ ที่จะมีคนมาคอยอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยกับผู้สูงอายุ หรือพาไปหาหมอ พาไปทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองมีเวลาออกไปทำธุระ ใช้ชีวิตส่วนตัว หรือพักหายใจจากหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอยู่ทุกวัน อาจจะเป็นช่วงสั้น ๆ ระหว่างวัน หรืออาจเป็นสัก 1 วันต่อสัปดาห์ก็ได้ การมีคนช่วยดูแลในช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้แปลว่าผู้ดูแลทอดทิ้งคนที่รัก แต่เป็นการพักเพื่อให้ตัวเองมีแรงกลับมาทำหน้าที่ต่อได้ เพราะผู้ดูแลเองก็เป็นคนคนหนึ่งที่ต้องการเวลาพักผ่อนและมีชีวิตของตัวเองเช่นกัน
3. เปลี่ยนมุมมองชีวิต : หลายคนเวลาที่มีความทุกข์หรือปัญหาต่าง ๆ อาจจะชอบไปปฏิบัติธรรมที่วัด แต่บทบาทการเป็นผู้ดูแลทำให้เรามีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมทุกวัน เพราะเราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของอารมณ์และอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย ต้องรับมือกับอารมณ์ของตนเอง และเจอกับโจทย์ยาก ๆ ที่ต้องตัดสินใจเสมอ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นโอกาสในการฝึกฝนใจตัวเองได้เป็นอย่างดี สอนให้เรารู้จักการยอมรับความจริงและการปล่อยวาง
สำหรับคนที่อยากให้กำลังใจผู้ดูแล วิธีที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือการรับฟังเขา โดยไม่จำเป็นต้องไปตัดสินหรือวิจารณ์การดูแลของเขาว่าเขาทำได้ดีหรือยัง แค่รับฟังและชวนเขาไปทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายหรือช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจก็เพียงพอแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ดูแลก็เป็นคนหนึ่งที่มีความต้องการ และมีชีวิตที่ควรได้รับการดูแลไม่ต่างจากผู้ป่วย การสร้างสังคมที่เห็นความสำคัญของผู้ดูแล จึงไม่ใช่แค่การจัดให้มีบริการหรือระบบสนับสนุนผู้ป่วยที่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบดูแลผู้ดูแลด้วย ทั้งการให้พวกเขามีพื้นที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน หรือมีระบบสนับสนุนในชุมชนที่สามารถขอความช่วยเหลือได้ เพราะการดูแลที่ดี ไม่ควรทำให้ใครคนหนึ่งต้องสูญเสียตัวเองไป และการดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุด อาจเริ่มต้นจากการไม่ลืมดูแลตัวเราเองด้วยเช่นกัน
ขอบคุณภาพจาก เยือนเย็นวิสาหกิจเพื่อสังคม