ปัจจุบันประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว (มีผู้สูงอายุร้อยละ 21 ของประชากร) และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในปี 2577
อย่างไรก็ตาม การที่ประชากรเกิดน้อยลงและมีอายุยืนยาวขึ้น ก็นับเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และระบบสาธารณสุขของประเทศ
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การพยายามกลับไปสู่โครงสร้างประชากรแบบเดิม หรือทำให้เด็กเกิดมากขึ้น แต่คือการออกแบบระบบต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ
มนุษย์ต่างวัยนำส่วนหนึ่งของเซสชัน ‘มองอนาคตประเทศไทยในวันที่ประชากรลดลง สุขภาพ สังคม และการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัย’ ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 20 “ประชากรและสังคม 2569 Decode Tomorrow” ถอดรหัสประชากร สร้างอนาคตที่ยั่งยืน ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร
ร่วมแลกเปลี่ยนโดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), คุณประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์มนุษย์ต่างวัย, รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม และ รศ. ดร.ศุทธิดา ชวนวัน อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ดำเนินวงเสวนาโดย ดร.ณปภัช สัจนวกุล คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP)
สร้างชุมชนที่เอื้อต่อการ ‘อายุยืน’ ในถิ่นเดิมด้วยแนวคิด 4S
ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเกิดลดลงมาก อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือ TFR (Total Fertility Rate อัตราการเจริญพันธุ์รวม คือ จำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่ผู้หญิง 1 คนจะมีได้ตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ โดยทั่วไปนับช่วงอายุ 15-49 ปี) ) ต่ำกว่า 1 คนแล้ว (0.86) โครงสร้างของครอบครัวไทยก็เล็กลงจนเหลือสมาชิกโดยเฉลี่ยเพียงครอบครัวละ 2 คนกว่า ๆ ขณะที่การอยู่ลำพังของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 13% และการอยู่กันเองแบบสองคนตายายก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้สูงอายุหลายคนก็ไม่ได้มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะย้ายไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในช่วงบั้นปลายของชีวิต ดังนั้น การออกแบบระบบนิเวศให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหรือชุมชนเดิมได้อย่างมีคุณภาพ (Aging in Place) จึงเป็นอีกแนวคิดหนึ่งจะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้แนวคิด 4S ประกอบด้วย
1. Safe Home (บ้านปลอดภัย) : การปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีความปลอดภัย และพร้อมรองรับการใช้ชีวิตในวันที่อายุมากขึ้น เช่น การติดตั้งราวจับในห้องน้ำ ทำบ้านให้ไม่มีพื้นต่างระดับ ฯลฯ
2. Strong Community (ชุมชนเข้มแข็ง) : คอมมูนิตี้หรือสังคมเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข การสร้างระบบที่เอื้อต่อการดูแลผู้สูงอายุ มีศูนย์ดูแลสุขภาพในชุมชน มีทีมช่วยเหลือฉุกเฉิน จะช่วยลดความโดดเดี่ยวให้กับผู้สูงอายุได้ และทำให้ผู้สูงอายุสบายใจที่จะใช้ชีวิตในชุมชนมากขึ้น
3. Smart Health (ระบบสุขภาพเชิงรุกใกล้บ้าน) : การสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้คนสามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้แม้อยู่บ้าน เช่น ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่านระบบ Telemedicine จัดทีมสุขภาพเยี่ยมบ้าน รวมทั้งเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลสุขภาพไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์หรือทีมสาธารณสุขชุมชน สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น
4. Social Connection (การเชื่อมต่อทางสังคม) : การจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดการสื่อสาร หรือความเชื่อมโยงในชุมชน เช่น การจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ การจัดกิจกรรมสันทนาการ การทำงานอาสาร่วมกับคนต่างวัย ฯลฯ เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เชื่อมโยงกับผู้คน และสามารถร่วมสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้
เปลี่ยน ‘ซ่อม’ เป็น ‘สร้าง’ และพัฒนาระบบสุขภาพที่พร้อมดูแลตลอดช่วงชีวิต
เพราะ ‘สุขภาพ’ เป็นต้นทุนสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาว การเตรียมความพร้อมในเรื่องระบบสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่การจะแก้ไขปัญหาสุขภาพให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม หรือเพิ่มจำนวนหมอและพยาบาล เพราะปัจจัยนี้ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพได้เพียง 10-20% เท่านั้น แต่อีก 80% ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมและพฤติกรรม เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่
ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะได้รับการยอมรับในระดับสากลในเรื่องของความคุ้มค่า แต่ระบบสุขภาพไทยกลับกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤต NCDs และภาระงบประมาณจำนวนมาก ความชุกในการเกิดโรคเบาหวานเพิ่มจาก 7% เป็น 10.6% ประชากรเกือบ 30% เป็นโรคความดันโลหิตสูง และกว่า 45% มีภาวะอ้วน ซึ่งเป็นโรคที่นำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาและคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตเพิ่มเป็น 3 – 4 แสนคน ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณจำนวนมหาศาล และสร้างความเสียหายให้กับระบบสุขภาพได้
สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาสุขภาพคือการสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิ (พรบ. สุขภาพปฐมภูมิ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบคลุมการดูแลรักษาตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเสียชีวิต ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการวางรากฐานระบบสุขภาพระยะยาว
เพราะการดูแลคุณภาพประชากรจึงต้องเริ่มตั้งแต่ ‘ก่อนเกิด’ โดยเฉพาะการจัดการให้ผู้ที่วางแผนจะมีบุตรได้รับกรดโฟลิก (Folic Acid) ล่วงหน้า 1-3 เดือน เพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิดและสร้างต้นทุนสมองที่ดีให้กับทารก
นอกจากนี้การขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพในระดับพื้นที่และชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการ ‘สร้างสุขภาพ’ มากกว่าการ ‘ซ่อมสุขภาพ’ ในโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอาสาพยาบาลในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่บ้านอย่างมีคุณภาพ ลดภาระให้ลูกหลานไม่ต้องลาออกจากงานมาดูแลเพียงลำพัง รวมทั้งสื่อสารให้คนรุ่นใหม่ตระหนักว่าสุขภาพคือ ‘ต้นทุน’ ที่สำคัญในชีวิต ถ้าเราดูแลตัวเองดี ไม่เจ็บป่วย ก็จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวได้
เปลี่ยนระบบการจ้างงานให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากร
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการมีบุตรแต่ติดปัญหาหรือข้อจำกัดต่าง ๆ ยังเป็นนโยบายที่สำคัญ เพราะถ้าหากมองภาพระยะยาวในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า ผลกระทบจากการลดลงของจำนวนประชากรที่กระทบต่อ GDP (มูลค่าการผลิตสินค้าและบริการทั้งหมดภายในประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายปี รายไตรมาส) จะชัดเจนขึ้นมาก
จากข้อมูลบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ (NTA) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ปี 2564 ร่วมกับข้อมูลการคาดประมาณประชากรไทยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอาจทำให้รายได้ในภาพรวมของประเทศไทย (GDP) ลดลง 5.1% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
เมื่อเด็กเกิดน้อย ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการลดลงของประชากรวัยแรงงาน ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัวผ่านนโยบายเชิงรุกมากขึ้น ประเทศไทยต้องเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานให้ได้อย่างน้อย 5% ภายใน 10 ปีข้างหน้า เพื่อแก้ปัญหา GDP ที่จะหายไป
ในขณะเดียวกันถึงแม้จำนวนเด็กเกิดใหม่จะลดลงจนทำให้งบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวมอาจลดตามไปด้วย แต่จุดนี้ก็ถือเป็นโอกาสในการเพิ่ม ‘งบประมาณต่อหัว’ เพื่อยกระดับคุณภาพของประชากรให้ดียิ่งขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องปรับเปลี่ยนคือการสร้างนโยบายในการจ้างงานให้มีทางเลือกที่หลากหลาย และทำให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้นานขึ้น เพราะถ้าเราให้คนวัย 60-64 ปี ทำงานต่อ สามารถช่วยลดผลกระทบจากการลดลงของ GDP ของประเทศไทยจาก 5% มาอยู่ที่ 3.5% ได้
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การขยายอายุเกษียณ แต่คือการขยายช่วงเวลาในการทำงานของคนไทยให้นานขึ้น ทำให้เกิด ‘การเกษียณอายุแบบยืดหยุ่น (Flexible Retirement)’ ที่ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องหยุดทำงานในวัย 60 ปี แต่เป็นการเกษียณตามความสมัครใจและลักษณะงาน เพื่อลดแรงต้านของสังคม
รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ว่าจ้างเห็นความคุ้มค่าในการจ้างงานผู้สูงอายุ สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ รวมทั้งสร้าง Silver Workforce Ecosystem หรือระบบสนับสนุนการทำงานของผู้สูงอายุ เพื่ออัปสกิล-รีสกิลทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นและเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานให้ผู้สูงอายุ รวมทั้งออกแบบลักษณะงานให้มีความเหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ทำงานต่อ และใช้ทักษะที่มีในการสร้างประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ
สังคมสูงวัยไม่ใช่ภาระแต่คือโอกาสในการสร้างความหมายใหม่ ๆ ให้กับชีวิต
เวลาพูดถึงสังคมสูงวัย คนมักจะนึกถึงว่ามันเป็นเรื่องของผู้สูงอายุอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของทุกคน เพราะในวันข้างหน้าสังคมไทยจะไม่ได้เป็นแค่สังคมสูงวัยแต่จะกลายเป็นสังคมอายุยืน นั่นหมายความว่าคนเราจะมีโอกาสที่จะมีอายุยืนยาวมากขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงวัย หรือเจเนอเรชันไหนก็ตาม เราก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และการจะทำให้คนหันมาสนใจเรื่องนี้ได้ อาจต้องเริ่มที่การสร้างมายด์เซ็ตที่ถูกต้อง เพื่อชวนทุกคนกลับมามองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระจริงหรือไม่ รวมทั้งเปิดใจและทำความเข้าใจความแตกต่างซึ่งกันและกัน เพราะในอนาคตสังคมของเราก็จะยิ่งมีคนหลากหลายเจเนอเรชันอยู่ร่วมกันมากขึ้น
อีกมายด์เซ็ตหนึ่งที่สำคัญก็คือมายด์เซ็ตที่ผู้สูงอายุมีต่อตัวเอง พอสังคมเรากลายเป็นสังคมอายุยืน ผู้สูงอายุก็อาจต้องทำงานนานขึ้น ต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนหลากหลายเจเนอเรชันมากขึ้น ดังนั้น ถ้าผู้สูงอายุยังมีมายด์เซ็ตแบบเดิม ๆ ที่คิดว่าอายุ 60 ต้องเกษียณไปอยู่บ้านเลี้ยงหลานก็จะไม่มีพลังในการลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือสร้างคุณค่าให้กับสังคม
วันหนึ่งที่สังคมค่อย ๆ ขยับมากขึ้นเรื่อย ๆ ความต่างและความหลากหลายทางเจเนอเรชันเพิ่มขึ้น คุณค่าบางอย่างในสังคมที่เราเคยให้ความสำคัญมันก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น การจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างวัย รวมถึงอคติทางช่วงวัย จึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวสู่สังคมอายุยืน
ในมุมของสื่อ มนุษย์ต่างวัยทำงานโดยรับช่วงต่อจากงานนโยบาย หรืองานวิชาการต่าง ๆ แล้วนำภาพใหญ่ไปย่อย เพื่อสื่อสารกับสาธารณะ กับผู้คนกลุ่มใหญ่ เพื่อทำให้เกิดความรู้ สร้างความตระหนัก และชวนคนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสังคมสูงวัย รวมทั้งสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัยให้เกิดขึ้น โดยประเด็นหลัก ๆ ในการทำงาน 4 ประเด็น คือ Health, Wealth, Work หรือ Skill และ Joy
เริ่มจาก Health (สุขภาพ) คือการชวนให้คนเห็นความสำคัญของการรักษาสุขภาพเพื่อให้มีต้นทุนในการใช้ชีวิต แต่ถ้าหากเรายังไม่รู้สึกรักสุขภาพ ก็ให้รักเงินในกระเป๋าของเรา เพราะการเจ็บป่วยคือค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เรื่องต่อมาคือ Wealth (การเงิน) ซึ่งเป็นเรื่องที่รอไปคุยตอนเกษียณไม่ได้ แต่ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนที่ยังอายุน้อย ๆ หรือยังเป็นหนุ่มสาว ไม่ใช่เพื่อความร่ำรวยแต่เพื่อให้เรามีเงินพอที่จะใช้ไปตลอดชีวิต และสามารถเลือกใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะในวันที่คนเราอาจมีชีวิตยืนยาวขึ้น
ถัดมาคือเรื่องของ Work (การงาน) หรือ Skill (ทักษะต่าง ๆ) สนับสนุนเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเชื่อมโยงเราให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก หลายคนถึงแม้เกษียณแล้ว แต่ก็ยังอยากทำงานอยู่ ดังนั้น การสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหรือคนที่เกษียณไปแล้วได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือสร้างช่องทางใหม่ ๆ ที่เอื้ออำนวยให้พวกเขาได้ทำงานตามความสมัครใจ ในรูปแบบที่เหมาะสมกับช่วงวัยและทักษะของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้ผู้สูงอายุมีเงินหรือรายได้เท่านั้น แต่เพื่อให้เขายังรู้สึกและสัมผัสถึงคุณค่าของตัวเองได้อยู่เสมอ
สุดท้ายคือเรื่องของ Joy (การมีเป้าหมายชีวิต) ที่อาจไม่ได้หมายถึงความสุขในรูปแบบเดียวกัน แต่คือการวางเป้าหมายในแบบของตัวเอง เพื่อให้มีความหวังและพลังในการใช้ชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไร อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ เช่น อยากดูแลสุขภาพเพื่อให้ตัวเองเป็นคนอายุ 80 ที่ยังแข็งแรงอยู่ เพื่อให้ช่วงเวลาชีวิตที่อาจยาวนานขึ้น เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและมีความหมาย
















