โสด สุข สตรอง ... ความสุขในความโสดของ ‘ป้าปุ๋ย - ชลิกา ชัยมงคล’

19 พฤษภาคม 2564 | read : INSPIRATION

เรื่อง : ปองธรรม สุทธิสาคร

ภาพ : บุญทวีกาญจน์ แอ่นปัญญา

        สำหรับผู้หญิงหลายคน การแต่งงาน มีคู่ชีวิต และครอบครัวที่อบอุ่น เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตได้รับการเติมเต็มและมีความสุข

        ในสังคมยุคก่อน การที่ผู้หญิงสักคนออกเรือนในวัยเลข 1 ปลาย ๆ หรือเลข 2 ต้น ๆ ถือเป็นเรื่องปกติ ก่อนที่ตัวเลขดังกล่าวจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน

        อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้หญิงบางคนในยุคนั้นกลับเลือกชีวิตโสด เธอไม่ต้องการมีสามี ไม่ต้องการมีลูก ไม่ต้องการมีพันธะใด ๆ ต่อให้มีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มารุมขายขนมจีบ

        “มันไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครมาจีบหรือไม่เคยเจอใครที่ถูกใจ แต่เรารู้ตัวเองว่าเราเป็นคนที่รักตัวเองเกินกว่าที่จะไปแชร์ชีวิตกับใครได้  ป้าปุ๋ย - ชลิกา ชัยมงคล หญิงรุ่นใหญ่วัย 62 ปี กล่าวถึงเหตุผลสั้น ๆ ของการไม่มีคู่ชีวิต

        แม้ลุคจะดูเป็นผู้หญิงสวย แซ่บ เก๋ไก๋ แต่ป้าปุ๋ยบอกว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอไม่เคยแม้แต่จะมีแฟนหรือไปแอบรักแอบชอบใคร

        นี่คือหญิงสูงวัยที่มีทุกอย่างพร้อมและสามารถกอดตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องกอดใคร

        เป็นผู้หญิงสวย รวย โสด และโคตรสตรอง


สาวโสดยืนหนึ่งของบ้าน

        ป้าปุ๋ย - ชลิกา ชัยมงคล เป็นคนอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยกำเนิด เกิดในครอบครัวที่มีฐานะ ตระกูลของเธอเป็นเจ้าของกาดผดุงดอยแดน ตลาดใหญ่ในตัวอำเภอดอยสะเก็ด ตลาดแห่งนี้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่รุ่นทวด ก่อนที่ป้าปุ๋ยจะรับช่วงต่อเป็นผู้จัดการตลาดในปัจจุบัน

        พ่อแม่ของป้าปุ๋ยมีลูกทั้งหมด 6 คน แต่ละคนอายุห่างกันไม่มากนัก โดยมีลูกชายคนเดียว ขณะที่อีก 5 ชีวิตเป็นลูกสาวทั้งหมด ปัจจุบัน พี่น้องทุกคนมีครอบครัวกันหมดแล้ว เว้นแต่เพียงป้าปุ๋ยคนเดียวที่ยังคงโสดจนถึงทุกวันนี้

        “ถ้าย้อนกลับไปในสมัยรุ่นปู่รุ่นย่าหรือรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรา คนสมัยก่อนเขาแต่งงานออกเรือนกันเร็ว บางที 20-21 เขาก็แต่งงานกันแล้ว บางคนเร็วกว่านั้นอีก แต่ในตระกูลของเราไม่ใช่แบบนั้น พ่อกับแม่ก็ไม่ได้แต่งงานเร็ว พี่สาวน้องสาวก็เรียนจบก่อน หลังจากนั้นอีกสักพักถึงค่อยออกเรือน

        “ที่สำคัญ ครอบครัวของเราไม่มีการจับคู่หรือบังคับคลุมถุงชนเรื่องนี้ ถ้าคุณจะแต่งงานกับใครสักคน คุณต้องรัก ต้องพร้อมที่จะแบ่งปัน แชร์ชีวิตของคุณกับเขา ซึ่งพี่น้องทุกคนของเราเจอแต่เราไม่เจอ แล้วก็ไม่พร้อมที่จะแชร์ชีวิตของเรากับใคร”

        ครอบครัวของป้าปุ๋ยเป็นครอบครัวที่ให้อิสระในการตัดสินใจทุก ๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องความรัก ในยามที่พี่น้องทุกคนแต่งงานกันหมด คนในครอบครัวก็ไม่มีใครกดดันหรือตั้งคำถามถึงเรื่องสถานภาพของเธอแต่อย่างใด ความโสดไม่ใช่เรื่องที่ถูกนำมาล้อเลียน และการไม่แต่งงานก็ไม่ใช่ความผิดแปลกหรือไม่เข้าพวก

        “น้องสาวแต่งงานแซงเราไป แต่ครอบครัวก็ไม่เคยกดดัน ไม่เคยมีใครมาถามว่าเมื่อไหร่จะออกเรือนเสียที ในทางตรงกันข้ามเขาคิดว่าดีด้วยซ้ำที่เราโสด เพราะอย่างน้อยเวลาที่ผู้สูงวัยในครอบครัวเกิดเป็นอะไรขึ้นมา เราก็สามารถดูแลเขาได้เต็มที่ เนื่องจากเราไม่มีครอบครัว ไม่มีพันธะ

        “เราเองก็รู้สึกได้และรู้ตัวมาตั้งนานแล้วนะว่าเราน่าจะอยู่เป็นโสด เนื่องจากเราเป็นตัวของตัวเองสูง แล้วก็รู้สึกได้ว่าเรารักตัวเองมากเกินกว่าจะไปแบ่งปันชีวิตกับใครได้ ไม่อยากตื่นเช้ามาทำกับข้าวให้ใครกิน ไม่อยากปรนนิบัติใคร แล้วก็รู้สึกว่าอยู่คนเดียวก็มีความสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใคร”

        แม้จะรู้สึกได้ว่าน่าจะต้องอยู่คนเดียว ไม่มีคู่ชีวิต แต่ด้วยความที่เป็นคนหน้าตาดี มีฐานะ ทำให้ช่วงสมัยสาว ๆ หนุ่ม ๆ หลายคนเพียรมาขายขนมจีบเธอไม่เว้นแต่ละวัน บางคนก็มาเร็วไปเร็ว บางคนใช้ความพยายามอยู่นาน ขณะที่บางคนแม้รู้ว่าไม่มีวันสมหวัง แต่ก็ขอให้ได้เป็นเพื่อนกัน

        ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

มิตรภาพสวยงามได้แม้ไม่ใช่คู่ชีวิต

        ในบรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่เข้ามาจีบป้าปุ๋ยนั้น มีผู้ชายเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่รักเธออย่างมั่นคงตั้งแต่หนุ่มยันแก่ และแม้จะไม่สมหวังแต่เขายังคงรักเธออยู่ดังเดิม

        “เขาเป็นรุ่นพี่ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่คนละคณะแต่ตอนเรียนก็เห็นกันอยู่ มาเจอกันอีกทีตอนเราอายุประมาณ 24 ตอนที่เพื่อนเรากับเพื่อนเขาแต่งงานกัน เราสังเกตว่าเขามองเราไม่วางตาเลย จากนั้นเขาก็ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ เลยนัดกินข้าว เจอกัน แล้วเขาก็สารภาพความรู้สึก

        “เราก็บอกเขาว่า อย่าเลย เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนกันดีกว่า แต่เขาก็ยืนยันว่าเขาจะรู้สึกแบบนี้ เราจะรู้สึกไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นไร เขาไม่ได้บังคับ จากนั้นเขาก็โทรมาคุยทุกวัน แล้วก็นัดกินข้าวกันบ้าง ถึงวันสำคัญเขาก็จะให้ของขวัญหรือไม่ก็โทรมาแฮปปี้เบิร์ธเดย์ แฮปปี้วาเลนไทน์ คือเขาก็ทำหน้าที่ของเขา แต่เราก็ยืนยันว่าเราคิดกับเขาได้แค่เพื่อน

        “เรารู้สึกว่าระยะของมิตรภาพที่เป็นอยู่มันสวยงามแล้ว มีอะไรก็คุยกัน โทรเล่าให้กันฟัง เรามีอะไรก็ปรึกษาเขา เขามีอะไรก็ปรึกษาเรา เจอกันบ้างถ้าว่าง แต่ถ้าเรามาเป็นคู่ชีวิตกัน มันจะมีความคาดหวัง หรือสิ่งที่ทำมันต้องถูกใจกันและกัน ซึ่งเราไม่ได้ต้องการแบบนั้น เรายังบอกเขาเลยว่าถ้าลำบากใจกับสัมพันธภาพแบบนี้จะกลับบ้านไปก็ได้นะ ไม่ต้องมาอยู่เชียงใหม่ แต่เขาก็ไม่ยอม”

        แม้ไม่ได้เป็นแฟนหรือคู่ชีวิต แต่ป้าปุ๋ยก็ยอมรับว่ารุ่นพี่คนนี้คือเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของเธอ ทั้งคู่คุยโทรศัพท์กันแทบทุกวันเป็นเวลาเกือบ 40 ปี คุยกันดี ๆ บ้าง ตะคอกบ้าง ขึ้นเสียงใส่อีกฝ่ายบ้าง คุยเรื่องจริงจังบ้าง ไม่จริงจังบ้าง แต่ก็ไม่เคยขาดหายไปไหน เรียกว่าได้ยินเสียงกันตั้งแต่หนุ่มสาวยันเริ่มแก่ กระทั่งกลายเป็นความเคยชินอย่างหนึ่งในชีวิต ก่อนที่ความเคยชินดังกล่าวจะหายไปเมื่อราว 2 ปีก่อน

        “เขาประสบอุบัติเหตุล้มในห้องน้ำเสียชีวิต พอเรารู้ข่าวก็ตกใจ เพราะเพิ่งเจอกันเมื่อ 2-3 วันก่อนเกิดเรื่อง แล้วอีกอย่างถึงเราไม่ได้แต่งงานเป็นคู่ชีวิตกัน ไม่ได้คบกันเป็นแฟน แต่เราก็โทรคุยกันทุกวันเป็นเวลาเกือบ 40 ปี มันก็ไม่ต่างอะไรจากคนรู้ใจที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

        “การจากไปของเขาทำให้เราร้องไห้ เสียใจ และยอมรับว่ารู้สึกเหงาขึ้นมาจริง ๆ เนื่องจากเราคุยกันทุกวัน ถามว่าทุกวันนี้ผ่านมา 2 ปีแล้วยังมีคิดถึงเขาไหม มันก็มีบ้าง แต่ชีวิตมันก็ต้องเดินหน้าต่อไป

        “แล้วเราก็เก็บเขาไว้ในความทรงจำส่วนที่ดี ๆ”

        สำหรับป้าปุ๋ยการเป็นโสดไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความแข็งกระด้าง เสียใจไม่ได้ ร้องไห้ไม่เป็น เพียงแต่เธอไม่ได้ต้องการที่จะสร้างครอบครัวและมีคู่ชีวิต

        มนุษย์ทุกคนต่างมีรูปแบบชีวิตที่มีความสุขของตัวเอง สำหรับป้าปุ๋ยในวัยนี้ เธอยืนยันว่าชีวิตทุกวันนี้มีความสุขดี

        แม้จะเป็นความสุขในความโสดก็ตาม


ความสุขในความโสด

        ป้าปุ๋ยมีความเชื่อว่าเคล็ดลับในการใช้ชีวิตที่ดี คือการค้นหาความสุขให้เจอในรูปแบบชีวิตที่ตัวเองเป็นอยู่

        หญิงเปรี้ยววัยต้นเลข 6 ไม่ได้บอกว่า ระหว่างการอยู่แบบโสด ๆ กับการแต่งงานมีครอบครัว แบบไหนให้ความสุขได้มากกว่ากัน เธอแค่คิดว่าไม่ว่าจะมีชีวิตแบบไหนก็มีความสุขได้ทั้งนั้น ขอแค่เราพึงพอใจกับมันและค้นหาความสุขนั้นให้เจอ

        “มันไม่มีอะไรดีกว่าหรือมีความสุขกว่ากันหรอก คนที่มีครอบครัวแล้วประสบความสำเร็จในชีวิตคู่เขาก็มีความสุขในแบบของเขา ซึ่งอาจจะมากกว่าในแบบของเราก็ได้ มันอยู่ที่ว่าใครพอใจที่จะเป็นแบบไหน และเมื่อเลือกแบบนั้นแล้ว คุณหาความสุขจากชีวิตที่คุณเลือกเจอจริง ๆ หรือเปล่า”

        สำหรับป้าปุ๋ยเธอค้นพบว่าการเป็นโสดคือชีวิตที่มีความสุขมาก เต็มไปด้วยอิสรเสรี อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองก็ทำได้เต็มที่ ไม่ต้องมีใครคอยขัดขวางขัดคอ และบางสิ่งบางอย่างที่เธอพึงพอใจจะทำในตอนนี้ ถ้ามีคู่บางทีอาจทำไม่ได้

        “ทุกวันนี้เรามีความสุขมาก อยากทำอะไรก็ทำได้ ซึ่งบางทีถ้าเรามีคู่อาจทำไม่ได้หรือตะขิดตะขวงไม่สบายใจที่จะทำ อย่างเช่น เราชอบแต่งตัวเปรี้ยว ๆ บางวันเราอยากจะแต่งตัวโป๊ ๆ หน่อย หรือบางวันเราอยากจะอ่านนิยายทั้งวัน ไม่อยากไปไหน ไม่อยากทำอะไร ซึ่งถ้าเรามีลูกมีสามี เราไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้ได้แน่ ๆ

        “อีกอย่างหนึ่ง การที่เราไม่เอาชีวิตไปผูกติดกับใคร เราเองก็ไม่ต้องมานั่งอกหักเสียใจเวลาที่ชีวิตคู่มันไปต่อไม่ได้ เราเคยเห็นเพื่อนอกหักแล้วจะกระโดดให้รถชนตาย เราเห็นแล้วก็บอกตัวเองว่าเราไม่เอาดีกว่าถ้าต้องเป็นแบบนี้ คือถ้าใครประสบความสำเร็จในการมีครอบครัวเราก็ยินดีด้วย แต่เราพบความสุขจากการเป็นโสดแล้ว เราก็เลยไม่ได้คิดที่จะมีครอบครัว”

        ปัจจุบันในวัย 62 ปี ป้าปุ๋ยเป็นสาวโสดโคตรแซ่บ ด้วยการแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดชนิดวัยรุ่นยังยอมใจ ไม่ว่าจะเป็นสายเดี่ยว เกาะอก เว้าหลัง เว้าข้าง หากมั่นใจ มีความสุข และไม่เดือดร้อนใคร ป้าปุ๋ยก็จะแต่งตัวแบบจัดเต็ม ต่อให้สะท้านไปทั้งดอยสะเก็ดก็โนสนโนแคร์

        “การแต่งกายมันทำให้เรามีความสุข มันช่วยสร้างกำลังใจ ทำให้ชีวิตเราสดใส ซึ่งถ้าเราแต่งแล้วมันเข้ากับสรีระรูปร่างของเราก็ถือเป็นสีสัน เป็นความเพลิดเพลินในชีวิต เราไม่จำเป็นต้องอาย”

        ด้วยความที่ไม่มีลูกไม่มีสามี ป้าปุ๋ยยอมรับว่าในบางช่วงเวลาก็มีความรู้สึกเหงาอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม เธอเองไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเกาะกินชีวิตอยู่นานนัก

        “มันก็มีเหงาบ้าง แต่เราเหงาไม่นานหรอก เพราะเรามีเพื่อนเยอะ แล้วเพื่อนกลุ่มนี้ก็คุยกันอยู่ทุกวัน เป็นกลุ่มเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่มัธยม

        “ที่มากกว่านั้นก็คือตอนนี้ทุกคนเป็นโสดทั้งหมด


แก๊งโสด แก๊งสนุก

        ป้าปุ๋ยมีกลุ่มเพื่อนซี้ที่ยังสนิทแนบแน่นกันจนถึงทุกวันนี้รวมแล้วทั้งหมด 9 คน และทุกคนมีสถานภาพ ‘โสด’

        “เราคบกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กมัธยมถักเปียกันอยู่เลย นับเวลาจนถึงวันนี้รวมแล้วร่วม 50 ปีเห็นจะได้ ด้วยความที่คบหากันมายาวนาน ทำให้เราพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แล้วก็คุยกันได้ทุกวัน เนื่องจากตอนนี้ทุกคนโสดกันหมดทำให้มีเวลาว่าง ในกลุ่มนี้ก็จะมีเพื่อนผู้ชายด้วยซึ่งเขาก็โสดเหมือนกัน

        “ด้วยความที่ทุกคนต่างก็ไม่มีใคร แก๊งคนโสดอย่างพวกเราก็จะทำหน้าที่คอยดูแลซึ่งกันและกัน เวลาใครเจ็บไข้ได้ป่วย คนที่ไม่ได้ป่วยก็จะพาไปหาหมอ หาหยูกหายาให้ เรียกว่าเหมือนพวกเราต่างมีเพื่อน ๆ เป็นครอบครัวและคู่ชีวิต”

        ป้าปุ๋ยบอกว่า ตามปกติเธอและเพื่อน ๆ แก๊งคนโสดจะจัดทริปไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันอย่างน้อยปีละครั้ง น่าเสียดายที่ปีนี้ติดโควิด -19 ทำให้ทริประนองต้องถูกดองเอาไว้ก่อน ไว้รอสถานการณ์ดีขึ้นทุกคนคงได้ไปนั่งริมทะเล เม้าท์มอยกันอย่างเพลิดเพลิน หัวเราะร่าด้วยกันอีกครั้ง

        “เราจะลงขันไปเที่ยวด้วยกันทุกปีตามประสาคนโสด เวลาไปก็พูดคุยกันสนุกสนาน เรื่องใหม่บ้าง เรื่องเก่าบ้าง เห็นตรงกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่ฟังแล้วไม่เคยเบื่อ

        “ความจริงทุกคนในแก๊งนี้มีนิสัยเอาแต่ใจตัวเองกันทุกคนนะ แต่น่าแปลกที่เมื่อรวมตัวกันแล้วกลับลงตัวและเต็มไปด้วยความสุข มันเหมือนกับว่าพวกเราไม่ค่อยยอมลงให้ใคร แต่เรายอมลงให้เพื่อน

        “ความเป็นเพื่อนมันเป็นสิ่งสำคัญนะ เราว่ามันสำคัญกว่าการเป็นสามี - ภรรยา หรือการแต่งงานด้วยซ้ำ แต่งงานยังเลิกราหรือหย่าร้างกันได้ แต่เพื่อนเมื่อเป็นแล้วมันยากที่จะตัดขาดจากกัน

        “เมื่อเราเป็นเพื่อนกันแล้ว เราจะเป็นเพื่อนกันไปจนวันสุดท้ายของชีวิต” 


แท็กที่เกี่ยวข้อง

RELATED