คู่รักนักสะสมหินแปลก จาก ‘อึไดโนเสาร์’ ไปจนถึง ‘สะเก็ดดาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ | ‘House of Gems’ ร้านขายหินบรรยากาศพิพิธภัณฑ์ อายุเกือบ 60 ปี

read : LIVING & HEALTH

 

อึไดโนเสาร์ ฟันปลาฉลาม ต้นตระกูลปลาหมึกดึกดำบรรพ์อายุกว่า 2 ล้านปี ซากฟอสซิลในหิน สะเก็ดดาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอีกสารพัดหินในร้าน ‘House of Gems’ ร้านขายหินเล็กๆ อายุเกือบ 60 ปี บนถนนเจริญกรุง ย่านบางรัก ที่มีหินแทบทุกชนิดจากหลายทวีปทั่วโลก

“หินทุกชนิดมีคุณค่าแตกต่างกันไป หินบางชนิดมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ปัจจุบันไม่สามารถขุดค้นหามาเป็นของตัวเองได้ เราอยากเก็บรักษาหินเหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู”

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นร้านขายสารพัดหิน แต่บรรยากาศภายในร้านแทบไม่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์สะสมหินโบราณ และคำพูดด้านบนก็คือความตั้งใจของคุณยายอร่ามศรี ปุญญถิโร วัย 73 ปี คู่ชีวิตของคุณตาบุญมั่น ปุญญถิโร วัย 90 ปี ที่ทั้งคู่มีความหลงใหลในสิ่งเดียวกันคือการสะสม ‘หินแปลก’ และอยากที่จะรักษาหินบางชนิดที่หาไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบันไว้ให้กับคนไทยรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาต่อไป

วันนี้มนุษย์ต่างวัยชวนเพื่อนๆ มาทำความรู้จัก ‘คู่รักนักสะสมหินแปลก’ ที่มีความหลงใหลร่วมกัน เห็นคุณค่าของสิ่งเดียวกัน จนกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตและการครองคู่ของทั้งสองคนที่ยาวนานกว่า 50 ปี 


เฮาออฟเจมส์ (House of Gems) ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2509 ตั้งใจดำเนินกิจการด้วยการเป็นร้านจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องประดับ อัญมณีที่ผ่านการเจียระไนจากโรงงานเจียระไนพลอยของครอบครัว

โดยมีคุณยายอร่ามศรี ปุญญถิโร รับหน้าที่เป็นผู้สืบทอดกิจการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 หลังจากที่คุณยายอร่ามศรีได้พบรักกับคุณตาบุญมั่น จนแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน ก็ได้เปลี่ยนจากร้านจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องประดับ มาเป็นร้านขายหินแปลก ที่มีพลอยก้อนแร่ สะเก็ดดาว หรืออุลกมณี ไม้กลายเป็นหิน จนได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ต่อมาก็ได้เพิ่มหินประเภทซากดึกดำบรรพ์ (Fossils) อุกกาบาต แร่เรืองแสง และหินแปลกๆ จากหลากหลายทวีปทั่วโลกมารวมไว้ในร้าน จนกลายเป็นศูนย์รวมหินกึ่งพิพิธภัณฑ์สะสมหินโบราณ ที่เกิดจากความหลงใหลของคุณยายอร่ามศรีและคุณตาบุญมั่น สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ร้านขายหินเล็กๆ แห่งนี้เปิดเคียงคู่ถนนเจริญกรุงมาเกือบ 60 ปีแล้ว

“หินในร้านของเรามีหลากหลายชนิดไม่ใช่มีแค่หินที่หายากเท่านั้น เพราะเรามองว่าหินทุกชนิดมีคุณค่าในตัวของมัน ใครที่มีความชื่นชอบหิน อยากได้หินธรรมดาเราก็มี”

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 กว่าปีก่อน คุณยายอร่ามศรีเล่าให้ฟังว่า คุณยายไม่ชอบเรียนหนังสือ จึงถูกคุณพ่อส่งไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ ทำให้ได้พบรักกับคุณตาบุญมั่น ซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในสถานฑูตไทย หลังจากที่คุณยายอร่ามศรีเรียนจบ ทั้งคู่ก็ได้ตกลงแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน และใช้ชีวิตคู่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ โดยมีกิจกรรมยามว่างร่วมกันคือ การออกไปเดินชมพิพิธภัณฑ์หินแปลก Natural History Museum ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานฑูตไทย ทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักหินแปลกมาตั้งแต่ตอนนั้น

“ในช่วงที่เราว่าง เราสองคนชอบไปเดินเล่นด้วยกันในพิพิธภัณฑ์หินแปลก ตอนที่ไปครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะมันมีหินหน้าตาแปลกๆ ที่เราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วมันมีเสน่ห์มาก เพราะมีรูปร่างสวย และมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ในนั้น ทำให้เราไปที่พิพิธภัณฑ์นั้นเป็นประจำ

“หลังจากกลับมาอยู่เมืองไทย บังเอิญว่าที่บ้านให้เรารับช่วงต่อร้านเฮาออฟเจมส์ ซึ่งเป็นโชว์รูมขายจิวเวลรี่ของครอบครัว แต่ตอนนั้นย่านเจริญกรุง เต็มไปด้วยร้านขายจิวเวลรี่ เรากับคุณบุญมั่นก็มาคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้ร้านของเรามีจุดเด่น เลยคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องของหินแปลกๆ เพราะเรารู้สึกตกหลุมรักตั้งแต่ตอนอยู่ที่อังกฤษ เมื่อมีโอกาสจึงอยากที่จะเอาความสนใจมาทำเป็นอาชีพ”

คุณยายอร่ามศรีเล่าต่อว่า เธอและคุณตาบุญมั่นเริ่มนำหินแปลกๆ เข้ามาวางขายในร้านทีเล็กทีละน้อย ควบคู่ไปกับหินเครื่องประดับที่เป็นธุรกิจดั่งเดิมของครอบครัว โดยหินชนิดแรกที่นำมาวางขายคือ สะเก็ดดาว ซึ่งเป็นหินที่คุณตาบุญมั่นหลงใหลมากที่สุดในบรรดาหินชนิดอื่น

“ร้านเราจะมีหินหลากหลายชนิดมาก ในส่วนของหินแปลกเราเริ่มจากสะเก็ดดาว เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าใครได้ครอบครองแล้วจะรวย ปัจจุบันถ้าสร้างพระพุทธรูปก็จะใช้สะเก็ดดาวนี่แหละทำเป็นตาดำ ส่วนตาขาวจะใช้หอยมุก เราชอบเพราะมันมีความหมายและมีคุณค่า ก็เลยเริ่มจากสะสมสะเก็ดดาวก่อน

“จากนั้นเราก็ได้ ‘อึ’ ไดโนเสาร์ มีทั้งอึไดโนเสาร์ชนิดกินพืช อึไดโนเสาร์ชนิดกินเนื้อ และอึไดโนเสาร์ชนิดกินทั้งพืชและเนื้อ แล้วเราก็มีซากฟอสซิลในหินที่ได้มาจากหลายทวีปทั่วโลกทั้งแถบยุโรป แอฟริกา ซึ่งหินแต่ละชนิดในร้าน เราตามไปดู ไปซื้อจากแหล่งของเขาเลย และเราก็จะทำการตรวจสอบ นำเข้าห้องแล็บเพื่อรับรองว่าเป็นของจริง และเราจะมีป้ายบอกประเทศที่มา และอายุของหินไว้ชัดเจน ถ้าใครเข้ามาดูที่ร้าน เราไม่หวงของสามารถสัมผัสได้ แล้วจะรู้เลยว่าหินแต่ละชนิดมันมีพลัง และมีความสวยงามแตกต่างกัน”


“หินบางชนิดที่เห็นในร้าน เราสองคนก็ลงทุนออกไปสำรวจหาด้วยตัวเอง ในตอนที่ยังแข็งแรงกันทั้งคู่ ทุกวันอาทิตย์เราจะปิดร้านแล้วก็จะขับรถไปด้วยกันตามประสาสามีภรรยา และมีลูกสาวอีกสองคนติดรถไปด้วย พื้นที่ที่เราไปจะอยู่ตามเขา ตามเหมืองที่เขามีการระเบิดหิน ส่วนมากถ้าเป็นในเมืองไทยเราก็จะไปหาแถวสระบุรี ลพบุรี เพราะแถวนั้นกรมทรัพยากรธรณีเขาแนะนำว่ามีซากฟอสซิสเยอะ และเราก็จะไปกันตอนหน้าฝน เพราะฝนจะช่วยชะล้างดินทำให้เราเจอหินที่โผล่จากดิน และเห็นลวดลายของหินชัดเจน

“อุปกรณ์ที่เรานำติดตัวไปตลอดก็จะมีค้อนสำหรับธรณีวิทยา พอเราเจอก็จะเอาค้อนไปเคาะๆ ให้มันแตกออกมาจากหินก้อนใหญ่แล้วก็ค่อยๆ ใช้แปรงในการปัดเศษดินออก แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคืออาหาร เราจะพกอาหารไปนั่งกินเป็นการผักพ่อนไปในตัว เหมือนเป็นกิจกรรมครอบครัวในวันหยุด ที่ให้ทั้งความสนุก และเพลิดเพลิน

“แต่พอถึงเวลาออกสำรวจลูกๆ ก็จะนั่งรอในรถเพราะเขาบอกว่าร้อนให้พ่อกับแม่ไปหาเถอะ (หัวเราะ) เราก็ออกไปหากันตามประสาคนชอบหิน พอเหนื่อยก็กลับบ้าน แต่เรามีความสุข ทุกครั้งที่เราออกไปหาหินเราจะตื่นเต้นมาก เหมือนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์โลกไปด้วย รู้ว่าแผ่นดินตรงนี้อายุเท่าไหร่ ที่เราไปขุดเคยเป็นทะเลมาก่อนนะ เหมือนตามรอยประวัติศาสตร์ไปเรื่อยๆ

“หินบางก้อน มองดูแล้วอาจไม่เห็นคุณค่า แต่สำหรับเราหินทุกชนิดมีคุณค่าอยู่ที่เรามอง เวลาที่เราออกสำรวจหินบางก้อนหน้าตาไม่สวยงาม ถ้าไม่ตั้งใจมองเราก็จะเดินผ่านมันไปเฉยๆ แต่ถ้าหยิบขึ้นมาดูเราจะเห็นว่ามันไม่ใช่แค่หิน ในบางพื้นที่เขาระเบิดหินเอาไปทำถนน เราก็จะไปตามดู ตามเก็บ ถามว่าเราเอาความรู้ในการสำรวจหาหินแปลกๆ มาจากไหน ส่วนหนึ่งเพราะพ่อให้มา และอีกส่วนคือช่วยกันศึกษา เราจะมีหนังสือศึกษาเกี่ยวกับหินเยอะมาก ทุกวันนี้ก็ยังหยิบมาอ่าน

“สมัยก่อนที่เราไปหาหินกันจะไม่มีใครสนใจเลย เขาพากันมองว่าสองคนนี้มาทำอะไรทุกอาทิตย์ บางทีเรานั่งรถเข้าไปในเหมืองเขาก็มาถามว่าคุณมาดูอะไร มาทำอะไร เขาสงสัยว่าเรามาทำไม ตอนหลังเราก็เลยให้ชาวบ้านช่วยเราหา ให้ความรู้กับเขา สอนเขาว่าหายังไง ถ้าหามาให้เราได้ ทุกครั้งที่ไปเราก็จะให้ค่าขนม กลายเป็นรายได้ของเขาอีกทางหนึ่ง ซึ่งส่วนมากเราจะได้หินจำพวกซากดึกดำบรรพ์ เช่น อึไดโนเสาร์ หอย 2 ฝา ไม้กลายเป็นหิน สะเก็ดดาว แต่เวลาที่เราได้หินมาจากชาวบ้านเราก็จะต้องทำการผ่าพิสูจน์ก่อน เพื่อดูว่าข้างในเป็นอย่างไร เพราะบางทีมีการย้อมแมวขาย มาหลอกขายให้เราก็มี”


“ตั้งแต่ที่สะสมหินมา หนึ่งในความภูมิใจของเราคือการเจอสะเก็ดดาวตกก้อนใหญ่ที่สุดในโลก 2 ก้อน น้ำหนักก้อนละ 24.1 กิโลกรัม เท่ากัน อายุราวหกแสน ปี ในตอนแรกเราคิดว่า ของกรมทรัพยากรธรณีใหญ่ที่สุดในโลก แต่ของเขาน้ำหนักแค่ 12.8 กิโลกรัม พอเจอว่าของที่เรามีขนาดใหญ่กว่า เราก็ตื่นเต้นกันมาก และทางกรมทรัพยากรธรณีก็ทำตั้งชื่อว่า อร่ามศรีกับบุญมั่น ซึ่งมาจากชื่อของเรา

“มีคนจากทั่วโลกสนใจมาดูงานเยอะมาก หินของเราได้ลงบันทึกไว้ในหนังสือ Tektites และนิตยสารอีกหลายฉบับ ทั้งของญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และเรายังเคยออกโทรทัศน์ของเนเธอร์แลนด์อีกด้วย ขนาดนาซ่ายังมาขอดูงานถึงที่ เพราะกรมทรัพยากรธรณีเขาแนะนำมา เนื่องจากตอนนั้นบังเอิญว่านาซ่าเขามีโครงการอยากหาหลุมสะเก็ดดาวที่เมืองไทย กรมทรัพยากรธรณีเขาเลยบอกว่าถ้าสนใจให้มาติดต่อเรา เราจะเป็นตัวกลางให้ได้ เนื่องจากเราพูดภาษาอังกฤษได้ และสามารถที่จะติดต่อกับชาวบ้านเพื่อออกสำรวจพื้นที่ที่มีร่องรอยของสะเก็ดดาวตกได้ เราเองก็สนใจที่จะไปร่วมสำรวจกับเขาด้วยก็เลยได้ทำงานร่วมกัน เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งที่เราได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ชอบและยังได้ทำประโยชน์ให้กับคนที่สนใจด้วย”


คุณยายอร่ามศรีเล่าต่อว่า ในสมัยก่อนคนธรรมดาทั่วไปยังสามารถขุดค้นหาและครอบครองหินโบราณและซากดึกดำบรรพ์ต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันถือว่าผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ โดยหินโบราณหลายชนิดในร้านเฮาออฟเจมส์เป็นหินที่คุณยายอร่ามศรีและคุณตาบุญมั่นค้นพบมาก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครอง ทั้งคู่ตั้งใจจะเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู และศึกษาต่อไป

“ลูกค้าที่เข้ามาดูหินในร้านเรา โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เขาจะตื่นเต้นมากว่า หินของเมืองไทยอายุเก่าแก่ขนาดนี้เลยเหรอ บางก้อนอายุเกือบร้อยล้านปี เคยมีคนมาเสนอราคาให้เราเป็นจำนวนเงินที่เยอะมากแต่เราไม่สนใจ เพราะหินในร้าน ส่วนหนึ่งเราขาย ส่วนหนึ่งเราเก็บสะสมไว้ ถ้าหลุดมือไป เราเสียดายว่าไม่ได้เก็บไว้ให้ลูกหลานคนไทยได้ดู

“บางทีก็ยอมทะเลาะกับลูกค้า เขาบอกว่าหินดีๆ เราเก็บไปหมด แล้วเขาจะซื้ออะไร แต่เรามีเหตุผลที่เราหวง ไม่ใช่เรื่องของราคา แต่เป็นคุณค่าที่หินนี้จะไปทำประโยชน์ให้คนรุ่นหลังได้ต่อ ถ้าเราขายไป เมืองไทยก็ไม่มี เพราะมันจะกลายเป็นของต่างชาติไปซะหมด คนไทยก็เข้าถึงได้ยาก อย่างอึไดโนเสาร์ เปลือกไข่ไดโนเสาร์ ฟันปลาฉลามดึกดำบรรพ์ พวกสะเก็ดดาวก้อนใหญ่ๆ ดูได้แต่อย่าขอซื้อ เพราะอย่างไรก็ไม่ขาย”


“คู่เรากับหินเหมือนพรหมลิขิตไว้แล้ว เพราะตอนที่เรารู้จักกับคุณบุญมั่น ต่างคนต่างชอบเรื่องราวของหินมาก่อน อย่างเราผูกพันกับหินมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะที่บ้านขุดเหมืองและทำร้านจิวเวลรี่ ส่วนคุณบุญมั่นเขาก็เชื่อเรื่องของพลังบวกที่ได้รับจากหิน เรื่องของการบูชา พอเรามาเจอกันและรู้ว่ามีความชอบแบบเดียวกัน ก็รู้สึกคุยกันรู้เรื่อง และได้ทำอะไรสนุกๆ ร่วมกัน เรียกว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับการครองชีวิตคู่เลยก็ได้ แต่งงานกันมา 50 ปี ไม่มีเวลาทะเลาะกัน เพราะตอนที่เรานั่งดูหินด้วยกันมันสนุก ไม่มีเวลาไปไหน ลืมทะเลาะกันเลย แต่กลับมีเรื่องให้คุยกันมากกว่า เพราะว่าเราชอบเหมือนกัน เรามองเหมือนกัน ไปไหนไปกัน

“แล้วเราก็เชื่อว่าหินทุกชนิดมีคุณค่า เราเคยมีหินก้อนหนึ่งชื่อ Happiness ตอนนั้นพ่อเสียแม่ก็เศร้า ฝรั่งเขาก็ให้หินก้อนหนึ่งกับแม่ บอกแม่ว่าหินจะช่วยบำบัดจิตใจของแม่ให้มีสมาธิ ไม่ว้าวุ่น เพราะหินแต่ละก้อนจะมีแรงสั่นสะเทือน สำหรับเรา หินจึงเป็นมากกว่าของสะสม มันเป็นเหมือนชีวิตจิตใจของเรา เราสัมผัสได้ถึงพลังบวกจากหินแต่ถ้าถามว่าหินที่สะสมไว้ ชอบก้อนไหนมากที่สุด ตอบเลยว่าชอบทุกก้อน เลือกไม่ได้เพราะเรางก (หัวเราะ)

แม้ว่าคุณยายอร่ามศรีและคุณตาบุญมั่นจะอยู่ในวัยที่เกษียณแล้ว แต่ยังบอกกับเราว่าความชื่นชอบ หลงใหลในหินไม่เคยลดน้อยลง เมื่อมีเวลาว่าง ทั้งสองยังคงเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการนั่งมองหิน ดูแลหิน ขัดเงาให้บ้าง หินบางชนิดคุณตาก็จะนำมาต่อกันเป็นรูปพระพุทธรูปที่นับถือ เพราะทำแล้วรู้สึกสบายใจ

“ยังรักหินเหมือนเดิม มันทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน สบายใจ สนุกดี”

คุณตาบุญมั่นเอ่ยกับทีมงานมนุษย์ต่างวัย

“ทุกวันนี้เราไม่ได้สนใจว่าจะขายได้ ไม่ได้ ขายไม่ได้เราก็กินน้อยหน่อย ในวัยนี้เรานั่งดูหินของเราก็มีความสุขแล้ว”

คุณยายอร่ามศรีทิ้งท้าย


 ร้านเฮาออฟเจมส์ (House of Gems) ตั้งอยู่ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพฯ เปิดทำการทุกวันวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 10:00 – 17:00 น. หยุดวันอาทิตย์

ถึงแม้คุณยายอร่ามศรีและคุณตาบุญมั่นจะมีอายุที่อยู่ในวัยที่ต้องหยุดทำงาน อยู่กับบ้าน และได้ยกกิจการให้ลูกสาวทั้งสองคนเป็นคนดูแลต่อ แต่ทั้งสองยังคงจูงมือกันมาเปิดร้านรอต้อนรับลูกค้าให้ลูกๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ทุกวัน

หลายคนบอกว่ามองจากข้างนอกเหมือนร้านค้าทั่วไป แต่เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสด้านใน เหมือนได้มาเดินชมพิพิธภัณฑ์หินแปลก ทำให้ที่ผ่านมามีหลายโรงเรียนพาเด็กๆ มาทัศนศึกษา ซึ่งคุณยายอร่ามศรีก็ยินดีทำหน้าที่เป็นไกด์ คอยบอกเล่าเรื่องราวของหินให้เด็กๆ และคนที่สนใจได้ฟัง 

Author & Photographer

อชิตา พุ่มแจ้

Author

มนุษย์เป็ดที่กำลังฝึกหัดภาษาจีน หัดเป็นนักร้องเสียงเพราะ และหัดกินน้ำตาลให้น้อยลง

อาริยา วงศ์พิพันธ์

Photographer

หญิงสาวผู้หลงใหลการถ่ายภาพฟิล์ม ฮีลตัวเองด้วยเสียงเพลงและการเดินทาง ฝันว่าสักวันจะได้เป็นประชากรเชียงใหม่เต็มตัว

RELATED