‘เกมภาวนา’ เมื่อพระออกแบบการ์ดเกม เพื่อสร้างโลกจำลองให้เรากลับมาเข้าใจโลกจริง

ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยปัญหา ความท้าทาย รวมทั้งบททดสอบมากมายที่เข้ามาชวนให้เราตั้งคำถามกับชีวิตอยู่ตลอดว่า เราจะใช้ชีวิตบนโลกนี้ให้ดีและมีความสุขได้อย่างไร

หากมีเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยให้เรามองเห็น ทบทวน และเข้าใจชีวิตได้ง่ายขึ้น ทั้งในแง่มุมชีวิตของตัวเองและคนอื่น และรู้ว่าจริง ๆ แล้วการอยู่ร่วมกันในสังคมให้ได้อย่างสงบสุขนั้น เราจะต้องมองทุกชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน เชื่อมโยงถึงกัน ไม่แยกขาดจากกัน และเข้าใจว่าไม่ว่าจะเป็นความสุข หรือความทุกข์ใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ ล้วนมีผลต่อชีวิตของเราในทางใดทางหนึ่งเสมอ

มนุษย์ต่างวัย คุยกับ ‘พระครูเมธังกร (ปณต คุณวฑฺโฒ)’ และ ‘พระอาจารย์ปฏิพล ภูริเมโธ’ ทีมพระผู้ออกแบบและพัฒนา ‘เกมภาวนา’ จากวัดญาณเวศกวัน เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนให้กับนักศึกษาขยายไปสู่การจัดกิจกรรมให้คนทั่วไป ทั้งคนทำงาน คนวัยเกษียณ และหลายคนที่สนใจเรียนรู้ธรรมะและชีวิตผ่านการเล่นเกม ซึ่งการจะผ่านด่าน หรือไปสู่เป้าหมายในเกมได้สำเร็จจะต้องผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจที่เกิดจากตัวผู้เล่นเอง ไม่ใช่จากการบอกหรือสอนจากใคร พระอาจารย์เป็นเพียงกระบวนกรที่จะช่วยขยายความเข้าใจที่เกิดขึ้นในเกมให้ชัดเจนขึ้น

‘เกมภาวนา’ อาจเป็นเหมือนเครื่องมือที่ใช้จำลองโลก จำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตให้เราได้เข้าใจง่ายขึ้น เป็นเหมือน ‘ระบบฝึกบินจำลอง’ (Flight Simulator) ที่ช่วยให้นักบิน (ผู้เล่น) สามารถเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความท้าทายในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ ก่อนที่จะต้องนำทักษะเหล่านั้นไปใช้ใน ‘โลกจริง’ ที่มีเดิมพันสูงกว่า

การจำลองนี้จะช่วยให้คนที่ผ่านการเล่นเกมเกิดความเข้าใจด้วยตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ ‘ใช้ได้’ หรือ ‘เวิร์ก’ ในการอยู่รอดและพัฒนา โดยไม่จำเป็นต้องท่องจำหรือถูกสั่งสอนด้วยภาษาบาลีที่ยากต่อการเข้าใจ

พระครูเมธังกร หนึ่งในทีมผู้สร้างและพัฒนาเกมภาวนาขึ้นมา ได้ให้ความหมายของเกมภาวนาไว้ว่า “คำว่า ‘เกม’ ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า ‘สนุก’ ไม่ได้แปลว่า ‘เพื่อความบันเทิง’ แต่คือ กระบวนการจำลองโลกใบใหญ่ให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่ง่ายขึ้น

“ส่วนคำว่า ‘ภาวนา’ ในที่นี้ก็ไม่ได้แปลว่าการทำสมาธิ หรือ meditation แต่แปลว่า ‘การพัฒนา’ ซึ่งตรงกับหลักธรรม ‘ภาวนา 4’ ที่ครอบคลุมการพัฒนาทางกาย พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ดังนั้น กระบวนการเกมภาวนามันก็คือการจำลองโลกให้มาอยู่ในสิ่งที่ง่ายขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนาชีวิต”

จุดเริ่มต้นของเกมภาวนา 

ถึงแม้เกมภาวนาจะมีจุดเริ่มต้นในการทำขึ้นมาเพื่อสอนนักศึกษาในชั้นเรียน แต่วันนี้เกมภาวนาได้เติบโต และพัฒนาไปไกลกว่านั้น แต่ละเกมที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อสอดแทรกวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ที่ต่างกันไว้ ถูกนำไปใช้ในที่ต่าง ๆ กับผู้คนหลากหลายกลุ่ม หลากหลายอาชีพ หลากหลายช่วงวัย โดยมีหัวใจสำคัญร่วมกัน คือ การพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น พระอาจารย์ปฏิพลเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเกมภาวนาว่า

“เกมภาวนาเริ่มมาจากการที่พระเข้าไปสอนนักศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายที่พระจะอธิบาย สื่อสารธรรมะให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเข้ากับยุคสมัย ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ทีมพระและอาจารย์ผู้สอนร่วมกันพัฒนาเกมภาวนาขึ้นมา ซึ่งแต่ละเกมก็จะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน และจะร้อยเรียงต่อกันมา เวลาเลือกเกมไปใช้ก็จะพิจารณาจากความต้องการของหน่วยงานหรือองค์กรที่เราไปจัดกิจกรรมในครั้งนั้นเป็นหลัก เช่น บางองค์กรต้องการให้เกิดทีมเวิร์กมากขึ้น หรือบางที่อยากให้คนเรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกัน

“อย่างเช่น ‘เกมชีวิต’ ก็จะถูกนำไปใช้สอนนักศึกษาให้เห็นภาพพรีวิวชีวิตล่วงหน้าทั้งหมด เช่น ชีวิตและความสุขแง่มุมต่าง ๆ การบริหารจัดการทรัพย์ ถ้าพระบอกหรือสอนไปตรง ๆ ผู้เรียนก็อาจจะไม่เห็นภาพหรือเข้าใจได้ยาก เกมนี้ก็เลยถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อจำลองให้เด็ก ๆ ได้เห็นภาพรวมชีวิตได้ง่ายขึ้น ส่วนเกมที่ถูกนำไปใช้บ่อยที่สุด ก็คือ ‘Bull Battle สงครามวัวชน สังคมโคบาล’ ซึ่งเป็นเกมที่ชวนให้คนได้กลับมาคิดว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรให้เป็นการเกื้อกูลกัน ไม่ทำร้ายกัน หรือทีมเวิร์กที่ดีเป็นอย่างไร”

‘ชีวิตที่ดี’ จะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราทำความเข้าใจตัวเองและโลกไปพร้อมกัน 

พระครูเมธังกรเล่าถึงตัวอย่างและวัตถุประสงค์ที่ต่างกันของเกมต่าง ๆ ว่า “เกมที่เราทำขึ้นมาทั้งหมด จะเริ่มมาจากการนำไปใช้เพื่อให้คนเข้าใจตัวเองก่อน เช่น ‘เกมชีวิต’ ก็จะทำให้เราเข้าใจว่าเป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร แล้วเราจะไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างไร เกมนี้ก็จะจำลองให้เห็นชีวิตตั้งแต่ช่วง 20 ปี ไปจนกระทั่งถึงวันที่เราจากโลกนี้ไปว่า คุณอยากใช้ชีวิตคุณให้ได้เป้าหมายอะไร อย่างเวลาเราเล่นเกมเศรษฐี มันจะถูกเซ็ตเป้าหมายตายตัวไว้ให้คุณมีเงิน มีโรงแรม มีบ้าน แต่เกมนี้คุณจะเซ็ตเป้าหมายเองว่าคุณอยากได้อะไร เช่น อยากมีความสุขกับครอบครัว อยากไปเที่ยว อยากมีบ้าน มีรถ อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน อยากเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดี แล้วในเกมก็จะจำลองว่า ถ้าเราจะไปถึงเป้าหมายเหล่านั้นด้วยเวลาและเงินทองที่จำกัด เราจะทำได้อย่างไร

“พอมาถึง ‘เกมเป้าหมาย’ มันก็จะชวนให้เห็นว่าเมื่อกี้ที่เรามีเป้าหมายกันว่าอยากจะเป็นนั่นเป็นนี่  อยากจะมีเงินทอง อยากจะมี อยากจะเป็น คำถามมันก็จะถูกคลี่ให้ลึกลงไปอีกว่า ที่ฉันบอกว่าอยากจะเป็นนั้น จริง ๆ แล้วมันถูกเช็ตขึ้นมาด้วยเหตุผลอะไร เช่น ด้วยความคิดว่าเป็นแบบนั้นแล้วคงจะดี หรือโลกน่าจะต้องการสิ่งนั้น หรือถูกเซ็ตจากเหตุผลว่าฉันร้องเพลงเก่ง ฉันก็เลยอยากเป็นนักร้อง แล้วถ้าฉันร้องเพลงเก่ง แต่โลกต้องการนักร้องที่สวย แล้วฉันจะทำอย่างไรกับชีวิต

“ตอนเล่นเกมชีวิตเราพูดถึงเป้าหมายระดับปัจเจกบุคคล แต่พอมาถึงเกมนี้มันจะชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายระดับบุคคลนั้นมันเชื่อมโยงกับเป้าหมายของโลกด้วย เช่น ถ้าโลกต้องการความบันเทิงจากนักร้องที่สวย เซ็กซี่ แต่ฉันร้องเพลงไม่เก่ง แต่เล่นกีตาร์ได้ แล้วฉันจะทำอย่างไรกับชีวิต สิ่งเหล่านี้มันก็เป็น gap หรือ ช่องว่าง อย่างหนึ่ง เป็น gap ระหว่าง ‘ฉัน’ กับ ‘โลก’ หรือระหว่าง ‘ฉัน’ กับ ‘ฉัน’ เอง ว่า ฉันก็อยากจะร้องเพลงได้ แต่ฝึกแล้วมันก็ร้องไม่เก่งสักที เกิดเป็นช่องว่างระหว่าง ‘ฉันที่อยากเป็น’ กับ ‘ฉันที่เป็น’ ซึ่ง ถ้าเราไม่สามารถจัดการกับ gap เหล่านี้ได้ มันก็จะทำให้เราพาลคิดไปว่า ทำไมโลกไม่เป็นอย่างที่ฉันต้องการ ทำไมโลกคนไม่มาฟัง กีตาร์บ้าง

“สุดท้ายมันก็ต้องกลับมาที่การทำความรู้จักตัวเองก่อน เริ่มต้นตรงนั้นก่อน แต่อย่าไปเข้าใจผิดว่าสุดโต่งว่าพุทธศาสนากำลังบอกว่าให้ยอมรับโลก แล้วมาแก้ที่ตัวเองเท่านั้น แต่หมายความว่า คุณควรมีหน้าที่เปลี่ยนแปลงโลก แต่การที่คุณจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ มันต้องทำงานกับใจตัว เองไปพร้อมกันด้วย”

เมื่อคำว่า ‘ดี’ ของเราต่างกัน แล้วเราจะอยู่ร่วมกันแบบไหนให้ ‘ดี’

ในโลกที่มาตรฐานความดีชั่วทางสังคมอาจ ‘เบี้ยว’ สิ่งที่ควรยึดถือ คือ การแยกความดีชั่วออกจากกัน ระหว่าง ‘ดีชั่วในแบบที่สังคมกำหนด’ และ ‘ดีชั่วจากความรู้สึกเป็นกุศล หรืออกุศลที่เกิดขึ้นในจิตใจ’

พระครูเมธังกรช่วยอธิบายให้เราเห็นภาพได้อย่างชัดเจนขึ้นว่า “เราต้องแยกคำว่า ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ โดยสมมติ กับ สภาวะจริง ออกจากกันก่อน ดีชั่วโดยสมมติมันเป็นเรื่องที่แล้วแต่คนจะตีความ ส่วนดีชั่วในสภาวะที่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับใจเราจริง ๆ เช่น เวลาเราเอามีดแทงสัตว์ ถึงแม้จะเป็นการแทงเพื่อบูชายัญแล้วสังคมบอกว่าเป็นบุญ แต่สภาวะใจเราที่เห็นสัตว์กำลังดิ้นทุรนทุรายตอนที่แทงเข้าไปมันทำให้เราคุ้นชินกับความรู้สึกนั้นมากขึ้น หรืออย่างทหารกำลังยิงข้าศึกเพื่อปกป้องประเทศก็มีทั้งเจตนาที่ดีและไม่ดี เจตนาดีคือความอยากปกป้องประเทศ ส่วนเจตนาที่จะให้ผู้อื่นตายนั้นไม่ดี ดังนั้น ในการกระทำอย่างหนึ่งก็อาจจะเหมารวมว่าดีหรือไม่ดีทั้งหมดไม่ได้

“ส่วนคำว่า ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ ในทางโลก มันขึ้นอยู่กับว่าโลกหรือสังคมนั้น ให้คุณค่า หรือตีความคำว่า ‘ดี’ หรือ ‘ชั่ว’ ไว้แบบไหน ถ้าสังคมนั้นตั้งมาตรฐานหรือเกณฑ์ไว้ดี โอกาสที่เกณฑ์ของโลก กับ เกณฑ์ความจริงจะสอดคล้องกันก็ง่าย แต่ถ้าสังคมนั้นเป็นสังคมที่ไม่ดี แล้วบอกว่า ถ้าคุณหลอกคนได้ถือว่าเก่ง หรือถ้าคุณผลิตของถูก ๆ มา แล้วไปขายแพงได้ถือว่าเยี่ยม ถ้าสังคมกำหหนดคุณค่าความดีไว้แบบนั้น คนที่ทำธุรกิจก็ต้องชั่งน้ำหนักแล้วว่า ฉันจะเอาดีแบบไหน ถ้าดีแบบเรา ผู้ถือหุ้นก็จะบอกว่าไม่ดี แต่ถ้าดีแบบผู้ถือหุ้นชอบ ก็ต้องรีดไถคนเยอะ ๆ กดค่าแรงให้ถูก ๆ  ถ้าการตีความคำว่า ‘ดี’ ในสังคม มันบิดเบี้ยว โอกาสที่คนจะทำดีให้ได้ทั้งดีแบบที่ทำแล้วเป็นกุศล ทำแล้วใจสบาย กับดีในแบบที่โลกบอกว่าดีมันก็จะยาก ถ้าเราเข้าใจแบบนี้ แปลว่า เราก็ต้องยอม รับว่าการจะทำดีมันไม่ง่าย ถ้าจะทำได้ เราต้องช่วยกันเปลี่ยนคุณค่าของสังคมให้ดีด้วย มันถึงจะไปด้วยกันได้

“เคยมีพระใหม่ถามหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เหมือนกันว่า ถ้ามันเป็นแบบนี้แล้วเราจะอยู่กับมันแบบไหน วางใจอย่างไร หลวงพ่อก็บอกว่า ‘ถ้ามีแรงก็เปลี่ยนให้มันดี แต่ถ้าไม่มีแรงก็ต้องยอมรับ แล้วทำดีเท่าที่เราทำได้” เคสนั้นเขาทำงานบริษัทโฆษณา แล้วเขาถามว่าถ้าต้องทำโฆษณาขายเหล้า จะทำอย่างไร คือ ถ้าคุณเข้มแข็งพอคุณก็ตั้งบริษัท ใหม่เลย แล้วตั้งเงื่อนไขเลยว่าไม่รับโฆษณาเหล้า แต่ถ้าคุณไม่มีกำลังพอ แล้วต้องเป็นลูกจ้างเขา คุณก็ทำไป แต่ว่าทำอย่างระมัดระวัง ทำให้ผลงานโฆษณาของคุณออกมาไม่ชี้นำสังคมแรงเกินไป หรือ ชี้ให้เห็นข้อดี ข้อเสีย หรือข้อจำกัดของคนที่จะดื่มว่าควรเป็นคนกลุ่มไหน อย่างไร สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นถึงความพยายามรับผิดชอบภายใต้ข้อจำกัดหรือเงือนไขที่มีอยู่เท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้

“สิ่งสำคัญ คือ เราต้องกลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ อย่าไปเผลอตัดสินตัวเองตามมาตรฐานของโลก อย่างน้อยถ้าเราเห็นคุณค่าตัวเราเองว่าจริง ๆ เรามีคุณค่า แม้มันอาจจะทำให้บริษัทไม่ได้กำไรเต็มที่ หรือเราไม่ได้โบนัส แต่เราก็ยังเข้าใจในคุณความดีนี้ แต่ก็ไม่ใช่ไปสุดโต่งจนอยู่กับโลกไม่ได้ เราจึงต้องกลับมาหาบาลานซ์ให้ตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้เราเข้าใจตัวเอง และเข้าใจโลกด้วย โดยที่เราก็ไม่ไหลไปกับมัน”

พัฒนาชีวิตให้ดีได้ โดยไม่ต้องรอ ‘ปีใหม่’ 

ใกล้ถึงช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เชื่อว่าหลายคนเตรียมตั้งปณิธานปีใหม่ไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว หลายคนถือโอกาสนี้เป็นการปักหมุดเริ่มต้นทำสิ่งดี ๆ สิ่งใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น เราจึงถามพระอาจารย์ว่าแล้วสำหรับพระมีการตั้งปณิธานปีใหม่บ้างหรือไม่

พระอาจารย์ปฏิพล บอกว่า “ไม่ค่อยรู้สึกว่าจะต้องเปลี่ยนตอนปีใหม่ เพราะทุกวัน ทุกเวลาคือ การพัฒนาชีวิตไปเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ถ้ารอปีใหม่แปลว่าเรากำลังจะเสียโอกาสในช่วงเวลาปัจจุบัน จนถึงก่อนปีใหม่ไป เพราะฉะนั้นการพัฒนามันควรเป็นเรื่องที่เป็นไปในทุก ๆ วัน คือ พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำทุกวันให้เป็นปีใหม่ เพราะทุกวันก็คือวันใหม่อยู่แล้ว”

พระครูเมธังกรเสริมว่า “เมื่อมันเป็นวันใหม่ ก็แปลว่ามันก็เก่าด้วยนะ คือ ทุกขณะของชีวิตมันจะเก่า แล้วมันก็หมดไปเสมอ ไม่ใช่เฉพาะปีเก่าหมดไป ปีใหม่มา แต่ว่าลมหายใจเก่า วันเก่า ก็ หมดไป แล้ววันใหม่ก็เกิดขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจคอนเซปต์นี้ มันก็แปลว่าทุกขณะที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต แล้วมันก็จะหมดไป โอกาสที่คุณมีมันคือ once in a lifetime การที่คุณไปกินอาหารอร่อย คุณเอ็นจอยกับมันได้ไหมว่ามันเป็นอาหารอร่อยครั้งสุดท้ายในชีวิต แล้วคุณก็เอ็นจอยกับมันอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ อะไรก็ได้ให้มันดีทุกขณะ

“ถ้ามีใครสักคนโทรศัพท์มาหาคุณ แล้วคุณอาจจะรู้สึกขี้เกียจคุย แต่มันอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้คุยกับเขาก็ได้นะ ถ้าเราเตือนตัวเองว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันอาจเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิต เราก็อาจจะพยายามตั้งใจใช้มันให้ดีที่สุด แต่ถ้ามันไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เราก็จะยังเอ็นจอยว่าเรายังมีโอกาสอีกครั้งแล้วก็ใช้โอกาสนั้นให้ดีที่สุดราวกับว่ามันอาจเป็นครั้งสุดท้าย ทุกขณะในชีวิตมันอาจเป็นวันสุดท้ายในชีวิตเราได้เสมอ

“การเตือนตัวเองแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราสาปแช่งตัวเองหรือทำให้ตัวเองท้อแท้ ห่อเหี่ยว แต่มันให้พลังใจกับเราว่าถ้ามันเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ เราจะทำให้มันดีที่สุดได้อย่างไร เพราะฉะนั้นก่อนนอนทุกคืนเราก็เตือนตัวเองได้ว่าถ้าวันนี้มันเป็นวันสุดท้ายในชีวิต เราโอเคไหม พอใจกับชีวิตวันนี้ไหม มีอะไรที่เราจะทำได้ดีขึ้นบ้าง พอวันรุ่งขึ้นตื่นมามันก็เป็นวันใหม่ ไม่ว่าเราจะเรียกว่า ปีใหม่ เดือนใหม่ หรือวันใหม่ก็ตามแต่ เราก็เอ็นจอยกับมันว่าเรามีโอกาสอีกครั้งหนึ่งแล้ว ทำมันให้ดีขึ้นกว่าเดิม ถ้าเราเตือนตัวเองทุกวัน ทุกลมหายใจ ทุกปีมันก็จะเป็นเวลาที่ดีขึ้นเสมอ และชีวิตเราก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ ”

สนใจสมัครร่วมเล่นเกม ติดต่อที่

ศูนย์สิกขา วัดญาณเวศกวัน

โทรศัพท์ 085-5054655 และ 095-6256955

LINE Official Account ID : @watonline

Credits

Authors

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ